นิทรรศการ The Preservation of Fire
โดย บู้ซือ อาจอ
จัดแสดงที่ Bangkok Kunsthalle
ถึงวันที่ 15 พฤษภาคม – 1 พฤศจิกายน 2569

นิทรรศการ “The Preservation of Fire” โดย Busui Ajaw (บู้ซือ อาจอ) ศิลปินอาข่าผู้สื่อสารกับจิตวิญญาณ ก้าวข้ามกรอบของการจัดแสดงศิลปะ สู่การเป็นพื้นที่อนุรักษ์และสืบสานวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์อาข่า ซึ่งอาศัยอยู่ในภาคเหนือของประเทศไทย เมียนมา และลาว ท่ามกลางบริบทของความเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่ส่งผลต่อรากฐานทางวัฒนธรรมอย่างมีนัยสำคัญ

นิทรรศการครั้งนี้ บู้ซือนำเสนออัตลักษณ์ผ่านเรื่องราวรากเหง้าและประเด็นการสูญหายของวัฒนธรรมอาข่า ซึ่งต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตแบบดั้งเดิมไปสู่ความทันสมัย โดยแบ่งพื้นที่จัดแสดงออกเป็น 2 ชั้น ได้แก่ ส่วนที่ 1 จัดแสดงสิ่งทอดั้งเดิมของชาวอาข่า ท่ามกลางพื้นที่ที่โอบล้อมด้วย “ผืนผ้าแห่งความทรงจำ” ที่ถักทอขึ้นจากจิตวิญญาณและภูมิปัญญาจากรุ่นสู่รุ่น และ ส่วนที่ 2 จัดแสดง “บ้านอาข่า” สถาปัตยกรรมพื้นถิ่นที่ได้รับการรื้อถอนมาจากจังหวัดเชียงราย และนำมาประกอบขึ้นใหม่โดยฝีมือของชาวอาข่าภายในบางกอก คุนส์ฮาเลอ

ผืนผ้าแห่งความทรงจำ

ส่วนแรกของนิทรรศการ บู้ซือนำเสนอผ้าทอของชาวอาข่าในมิติที่เป็นมากกว่าเพียงเครื่องนุ่งห่ม หากแต่เป็นสัญลักษณ์ของมรดกทางวัฒนธรรมที่สะท้อนถึงอัตลักษณ์ของชาวอาข่า ผ่านลวดลายปักอันเป็นเอกลักษณ์ประจำของแต่ละครอบครัว

ผ้าทอของชาวอาข่านับเป็นงานหัตศิลป์ที่ได้รับการสืบทอดวิธีการปักผ้ามาจากบรรพบุรุษรุ่นสู่รุ่น โดยมีจุดประสงค์เพื่อใช้สวมใส่เองหรือมอบให้แก่ลูกหลานในครอบครัว ชาวอาข่ามักทอผ้าด้วยกี่ที่ใช้ฟืมและเส้นฝ้ายในกระสวยเป็นอุปกรณ์สำคัญสำหรับทอผ้า เสื้อ กระโปรง หมวก โดยเฉพาะในส่วนของฝ้ายนั้น ชาวอาส่ามักจะปลูกฝ้ายมาปั่นใช้เอง ย้อมสีด้วยวัสดุธรรมชาติ ตัวอย่างเช่น สีน้ำเงินเข้ม ซึ่งได้จากสมุนไพรชนิดหนึ่งเรียกว่า ‘มหย่อง (M’hyong)’ ก่อนจะทอผ้าด้วยกี่จนได้ผ้าผืนยาว แล้วจึงนำมาตัดเย็บด้วยมือและปักลวดลายลงบนผืนผ้าในรูปแบบเฉพาะตัว

นอกจากนี้ ตลอดช่วงชีวิตของชาวอาข่าจะได้รับมอบเสื้อผ้าประจำตัวจากครอบครัว เพียงแค่ประมาณ 4 – 5 ตัวเท่านั้น และเมื่อมีการเสียชีวิตของชาวอาข่า ครอบครัวก็มักที่จะนำสิ่งของเครื่องใช่ส่วนตัว รวมถึงเสื้อผ้า ฝังรวมไว้กับโลงศพของผู้เสียชีวิต

และในเวลาต่อมาเมื่อภาวะสมัยใหม่เริ่มเข้ามาแทนที่วิถีชีวิตแบบดั้งเดิม ชาวอาข่าไม่จึงนิยมทอผ้าใช้เองอีกต่อไป เนื่องจากงานทอผ้าเป็นงานฝีมือที่ต้องใช้เวลานานในการผลิต ประกอบกับต้องใช้เวลาส่วนใหญ่ในการทำงานหาเลี้ยงชีพ ประกอบกับเสื้อผ้าในปัจจุบันสามารถหาซื้อได้ง่ายและมีราคาถูกกว่า การผลิตผ้าทอเพื่อการใช้สอยจึงเสื่อมความนิยมลง สวนทางกับสถานะของผ้าทอที่กลายเป็นของหายาก จากเครื่องใช้ส่วนตัวกลายเป็นของสะสมที่มีมูลค่าหรืออาจไม่สามารถประเมินค่าได้

ประกอบกับปัจจัยด้านความเชื่อดั้งเดิมของชาวอาข่าที่เริ่มเสื่อมถอยลง เพราะอิทธิพลของศาสนาคริสต์และค่านิยมสมัยใหม่ได้เข้ามามีอิทธิพลขึ้น จนทำให้ความเคารพต่อผู้วายชนม์และความหวาดกลัวผีบรรพชนเริ่มเสื่อมหาย เสื้อผ้าของผู้วายชนม์จึงได้กลายเป็นสินค้าที่มีมูลค่าสูงและเป็นที่ต้องการของนักสะสม จนเกิดการเข้าไปขุดสุสานเพื่อนำสิ่งของเหล่านั้นมาค้าขายในท้องตลาด

เรื่องราวน่าสะเทือนใจนี้เองจึงเกิดเป็นผลงานผ้าทอที่จัดแสดงอยู่ภายในนิทรรศการ ซึ่งล้วนแต่เป็นของสะสมส่วนตัวของบู้ซือที่เก็บไว้เพื่อเป็นสิ่งเตือนใจให้แก่ชาวอาข่ารุ่นหลัง มิให้หลงลืมรากเหง้าของตน

บ้านอาข่า

อีกส่วนหนึ่งของนิทรรศการ นำเสนอ“บ้านอาข่า” ซึ่งถูกรื้อถอนจากบ้านห้วยน้ำอุ่น จังหวัดเชียงราย และนำมาประกอบขึ้นใหม่บนชั้น 2 ของอาคาร เพื่อชี้ให้เห็นประเด็นของการเลือนหายไปอย่างช้าๆของวิถีชีวิตแบบดั้งเดิมซึ่งถูกแทนที่ด้วยความพยายามปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตให้ทันสมัย

บ้านหลังนี้ (ที่ถูกรื้อมาจัดแสดงในนิทรรศการ) ยังเป็นบ้านอาข่าหลังเดียวที่อยู่ท่ามกลางบ้านปูน เพราะไม่มีใครอยากอยู่บ้านแบบนี้แล้ว เราอยากอนุรักษ์วัฒนธรรมอาข่าเอาไว้ เพื่อไม่ให้อาข่ารุ่นหลังหลงลืมรากเหง้าของตนเอง” บู้ซือกล่าว

ด้วยความที่ชาวอาข่าเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่มักตั้งถิ่นฐาน ณ ที่ห่างไกลเหนือพื้นที่ราบและหุบเขากระจัดกระจายตัวไปตามพื้นที่ตอนเหนือของไทย ส่งผลให้พวกเขาต้องปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมท่ามกลางธรรมชาติซึ่งสอดคล้องไปกับวิถีความเชื่อและโลกทัศน์ของพวกเขา

เมื่อมองจากภายนอก บ้านอาข่าแบบดั้งเดิมมักใช้ไม้ไผ่เป็นวัสดุหลักในสร้างบ้านเป็นส่วนใหญ่ และมีการยกพื้นบ้านสูงประมาณ 1 เมตร มีชานบ้านและบันไดขึ้นบ้าน 2 แห่ง บริเวณด้านหน้าและด้านหลังของตัวบ้าน มุงหลังคาด้วยหญ้าคา (อู่ยี้แถะ) ใช้ไม้เนื้อแข็งสำหรับเป็นเสาบ้าน (ห่อเหย้อ) ตง (เยอะมะ) ขื่อ (เบี๊ยะตุ่ม) ใช้ไม้ไผ่จักเป็นฟากสำหรับทำ ฝนบ้าน (ข่าผลิเอาะ) และ พื้นบ้าน (อู่หยะ)

ภายในบ้านอาข่าจะมีการจัดวางผังบ้านที่มีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า แบ่งห้องออกเป็นสามส่วนด้วยฝากั้นห้องจากไม้ไผ่ผ่าซีกขัดสาน ได้แก่ ห้องนอนผู้ชาย (บ่อเลาะ), ห้องนอนผู้หญิง (ยุ้มมะ) และประตูหลังบ้านตามลำดับ โดยมีเตาไฟตั้งอยู่บริเวณกลางบ้านสำหรับประกอบอาหาร ใกล้กันจะมีหิ้งและชั้นวางของสำหรับเก็บอาหาร วางถ้วยชามเครื่องครัว รวมถึง “อะพีเปาะเลาะ” หิ้งผีบรรพบุรุษผูกติดอยู่กับไม้กลอนคู่ บริเวณเสาเอกเหนือห้องนอนผู้หญิง

อะพีเปาะเลาะ

รูปแบบการสร้างบ้านและการวางผังภายในล้วนสอดคล้องไปกับวิถีจารีต กลไกทางสังคมของชาวอาข่าในทุกมิติ อาทิ แนวคิดของพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ โดยให้พื้นที่ของฝ่ายชาย ผู้เป็นหัวหน้าครัวเรือนมีสถานะสูงกว่าฝ่ายหญิง เพื่อการประกอบพิธีกรรมต่างๆ ทั้งนี้ ชาวอาข่ายังมีความเชื่อว่าจะต้องสร้างบ้านตามแบบอาข่า หากมีการสร้างผิดแบบจะทำให้ผีเรือนและผีบรรพบุรุษทำให้เจ็บป่วย เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม เมื่อกลุ่มชาติพันธุ์อาข่าต้องเข้าสู่ยุคสังคมเมืองจากโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชากรบนพื้นที่สูงภาคเหนือตอนบนของรัฐบาลไทย ทำให้ชุมชนอาข่าหลายครัวเรือนต้องมีการปรับตัวครั้งใหญ่เพื่อให้เท่าทันกระแสความเจริญที่เข้ามายังชุมชน รวมถึงการละทิ้งวิถีความเชื่อดั้งเดิมของตน จากการนับถือผีบรรพบุรุษเปลี่ยนไปสู่การนับถือศาสนาคริสต์ บ้างก็เพื่อลดความซับซ้อนของขั้นตอนในการประกอบพิธีกรรมบางอย่าง บ้างก็ตอบสนองต่อความสะดวกรวดเร็วและง่ายต่อการดำรงชีวิต ส่งผลต่อวิถีความเป็นอยู่ของชาวอาข่าโดยตรง รวมถึงบ้านที่อยู่อาศัยแบบดั้งเดิมซึ่งถูกแทนที่ด้วยบ้านสมัยใหม่จากอิฐปูนอันเป็นสัญลักษณ์ของความทันสมัยได้ดียิ่งกว่า

ประเด็นข้างนี้เองคือสิ่งที่บู้ซือพยายามสื่อสารผ่านบ้านอาข่าที่จัดแสดงอยู่ เพื่อบอกเล่าถึงการค่อยๆหายไปของวิถีชีวิตแบบดั้งเดิมซึ่งกำลังจะกลายเป็นเพียงแค่ภาพความทรงจำให้ของชาวอาข่ารุ่นหลัง

“เราต้องการที่จะสะสมสิ่งของเหล่านั้นไว้ เพื่อเป็นการอนุรักษ์สิ่งของของชาวอาข่า เพื่อย้ำเตือนให้เห็นรากเหง้าทางศิลปวัฒนธรรมที่เหมือนไฟกำลังจะดับ แต่เราในฐานะศิลปินชาวอาข่าจะไม่ทอดทิ้ง และกลับมาจุดไฟขึ้นมาใหม่” – บู้ซือ กล่าว

เพราะทุกสิ่งทุกอย่างย่อมต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลง ไม่มีอะไรอยู่ยั่งยืน แม้กระทั่งสิ่งที่เรียกว่า วัฒนธรรม ในฐานะของคนนอกอย่างเรา จึงอาจทำได้เพียงแค่การพยายามทำความเข้าใจ เคารพ ชื่นชม วิถีการดำรงอยู่และเปลี่ยนแปลงของชาวอาข่า เพียงเท่านั้น

ภาพถ่ายโดย ปราชญา เศวตพิบูลย์ นักศึกษาฝึกงานจากคณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร