นิทรรศการ Mirrors start to whisper. Shadows start to see.
โดย “Jiggo” (Peerapol Aintoom)
จัดแสดงที่ M Contemporary Bangkok
24 May – 21 june 2026

เมื่อของเล่นมิได้เพียงทำหน้าที่เป็นเพียง‘หุ่นนิ่ง’ในภาพเขียน หากแต่ยังเป็น ‘เพื่อน’ในจินตนาการที่ช่วยปลอบประโลมความโดดเดี่ยวอ้างว้างระหว่างการทำงาน ด้วยการสร้างบทสนทนาร่วมกันระหว่างเหล่าของเล่นและจิตรกรภายในสตูดิโอยามค่ำคืน

Mirrors start to whisper. Shadows start to see. นิทรรศการเดี่ยวครั้งล่าสุดของ ‘Jiggo’ (พีรพล อินตุ้ม) ที่จะพาไปสำรวจดินแดนภาพเขียนที่เหล่าของเล่นได้โลดเเล่นเคลื่อนไหวและมีเรื่องราวเป็นของตนเอง ตั้งแต่ การเป็นฉากทัศน์ที่บอกเล่าความเป็นไปของสังคม รวมถึง ภาพแทนของความฝันและแรงปราถนาในการแสวงหาความสุขในโลกที่ปราศจากความป่วยไข้ทั้งร่างกายและจิตใจของศิลปิน โดยมีกระจกเงาคอยสะท้อนความเป็นจริงของโลกอย่างซื่อสัตย์และเงียบงัน

Jiggo คือศิลปินผู้เป็นที่รู้จักจากผลงานจิตรกรรมหุ่นนิ่งแบบเหมือนจริง ถ่ายทอดเรื่องราวของชีวิต ความทรงจำ และการวิจารณ์สังคมผ่านการใช้ของเล่นและของสะสมส่วนตัวเป็นสื่อสัญลักษณ์ ด้วยการจัดวางองค์ประกอบของภาพเทคนิคการเขียนภาพด้วยสีอะคริลิคอันเป็นเอกลักษณ์

สำหรับสิ่งที่น่าสนใจในนิทรรศการชุดนี้นั่นคือ การที่ Jiggo ท้าทายกรอบของการเขียนหุ่นนิ่งของตนเองไปอีกขั้น ด้วยการนำเทคนิคการสร้างสรรค์งานจิตรกรรมของเหล่าศิลปินชื่อดังในอดีตมาประยุกต์ใช้ เริ่มจาก “กิอารอสคูโร (Chiaroscuro)” เทคนิคการใช้แสงและเงาที่ตัดกันอย่างรุนแรง นับเป็นเทคนิคการสร้างสรรค์จิตรกรรมที่มีรากฐานมาจากงานศิลปะยุค renaissance อาทิ ลีโอนาโด ดาวินชี (Leonardo Da Vinci), คาราวัจโจ (Caravaggio), แรมบรันต์ (Rembrandt) เรื่อยมาถึงผลงานของจิตรกรไทยร่วมสมัยอย่าง นที อุตฤทธิ์ ที่ส่งอิทธิพลต่อการทำงานของ Jiggo โดยตรง

กิอารอสคูโร (Chiaroscuro) เป็นคำมาจากภาษาอิตาลีแปลว่า สว่างและมืด เป็นเทคนิคการสร้างมิติอีกแบบหนึ่งนอกเหนือจากวิธีการแบบทัศนียวิทยา (perspective) โดยอาศัยค่าต่างแสง (ความต่างระหว่างสัดส่วนความมืดความสว่างในภาพวาดหรือภาพถ่าย) ในการทำให้เห็นปริมาตร รูปทรง และพื้นที่ว่างอย่างชัดเจน

การหยิบเอากิอารอสคูโรมาใช้ในงานสร้างสรรค์ของ Jiggo ครั้งนี้จึงสะท้อนให้เห็นวิธีการถ่ายทอดอารมณ์ ความรู้สึกอันซ่อนเร้น ผ่านการเขียนภาพหุ่นนิ่งร่วมกับการจัดแสงและเงา ทิ้งปริศนาให้ผู้ชมได้ตีความและขบคิดต่อสภาวะที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้า

อีกหนึ่งเทคนิคการเขียนภาพที่ Jiggo หยิบมาใช้นั่นคือ เทคนิคการเขียนภาพนิ่งจนดูคล้ายกับภาพเคลื่อนไหว เรียกว่า “การถ่ายภาพต่อเนื่อง (Chronophotography)” ซึ่งปรากฏในงานจิตรกรรมของเหล่าศิลปิน Cubism และ Futurism ในอดีต

ตัวอย่างของงานศิลปะ Cubism และ Futurism ที่จะนำมาใช้เทียบเคียงให้เห็นความคล้ายคลึงกัน นั่นคือ Nude Descending a Staircase, No. 2 (1912) ของ มาร์แซล ดูช็องป์ (Marcel Duchamp) เมื่อครั้งที่เขายังคงทำงานศิลปะภายใต้แนวทางของศิลปะ Cubism (ลัทธิบาศกนิยม) และ Dynamism of a Dog on a Leash (1912) หนึ่งในผลงานที่โด่งดังที่สุดของศิลปะ Futurism (ลัทธิอนาคตนิยม) โดยศิลปินชาวอิตาลี จาโกโม บัลลา (Giacomo Balla) ในปี 1912

โดยดูช็องป์นั้น เขาได้มุ่งเน้นไปที่การจัดองค์ประกอบซึ่งมีคน(วัตถุ)ซ้อนกัน เพื่อนำเสนอการเคลื่อนไหวและความต่อเนื่องของเวลา ดังที่ปรากฏใน Nude Descending a Staircase, No. 2 (1912) แสดงภาพการเคลื่อนไหวของมนุษย์ขณะกำลังก้าวลงบันได สอดคล้องไปกับความสนใจของเขาที่มีต่อศาสตร์การถ่ายต่อเนื่อง (chonophotography) รวมถึงการถ่ายภาพเคลื่อนไหวในรูปแบบของภาพนิ่ง ซึ่งอาจจะดูเป็นภาพที่ดูพร่าเลือนเมื่อมีการขยับตัวไปในพื้นที่บนเฟรมๆเดียว หรืออาจจะเป็นภาพหลายเฟรมซึ่งแสดงให้เห็นถึงการเคลื่อนไหวในท่วงท่าต่างๆ

Nude Descending a Staircase, No. 2 (1912)

อีกด้านหนึ่ง สิ่งที่ศิลปินในกลุ่ม Futurism ส่วนใหญ่สนใจนั่นคือ แสดงพลังของการเคลื่อนไหวที่ปรากฏอยู่ในทุกสิ่งรอบตัวเรา โดยเฉพาะสิ่งที่เป็นนวัตกรรมเครื่องจักรและยานยนต์ แต่จาโกโม บัลลา เขากลับเลือกใช้การสังเกตสิ่งที่ใกล้ตัวและดูธรรมดาอย่าง การเคลื่อนไหวของสิ่งมีชีวิตอย่าง’ดัชชุน’ หมาไส้กรอกตัวยาวในขณะที่มันกำลังเดินเล่นไปกับเจ้าของ ผ่าน Dynamism of a Dog on a Leash (1912)

บัลลาพยายามถ่ายทอด ลักษณะการเคลื่อนไหวจากเทคนิคการสร้างภาพนิ่งมาเรียงต่อกันและฉายด้วยความเร็วสูง ทำให้เกิดภาพลวงตาที่ดูเหมือนวัตถุ นั้นสามารถเคลื่อนไหวได้จริงมาลงในงานจิตรกรรม ซึ่งเป็นหลักการเดียวกับการสร้างแอนิเมชันที่เรารู้จักกันในปัจจุบัน ทำลายซึ่งกฎเกณฑ์เดิมๆ ที่ว่าภาพวาดต้องคมชัดและหยุดนิ่ง

Dynamism of a Dog on a Leash (1912)

ลักษณะเด่นทั้งสองนี้ปรากฏอยู่บนงานจิตรกรรมของ Jiggo นับเป็นการผสมผสานมุมมองที่หลากหลายเข้าด้วยกันเพื่อสะท้อนให้เห็นภาพตามความเป็นจริงมากกว่าเดิม ได้ใส่มิติด้านเวลาด้วยวิธีการสองแบบ นั่นคือ การพิจารณาวัตถุที่หยุดนิ่งเป็นเวลานาน และ การจับช่วงระยะเวลาสั้นๆ ของวัตถุที่กำลังเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ การเขียนภาพของ Jiggo ยังคงแสดงให้ถึงทักษะในการถ่ายทอดความเหมือนจริงของวัตถุ (ของเล่นพลาสติก) ได้อย่างดีเยี่ยม ทั้งรูปทรง สภาพผิว ตลอดจนมิติของภาพที่ล้อไปกับแสงมันวาวและเงาสะท้อนบนกระจกเงา แสดงให้เห็นถึงทักษะพื้นฐานของการทำงานจิตรกรรมนั่นคือ การสังเกต และ การวิเคราะห์ สิ่งที่ตั้งอยู่เบื้องหน้าก่อนจะถ่ายทอดสิ่งที่ตาเห็นออกมาด้วยอารมณ์และความรู้สึกของศิลปิน

ภาพเขียนหุ่นนิ่งเหล่านี้ได้ทำหน้าที่เป็นทั้งภาพสะท้อนของยุคสมัยและภาพแทนทางความคิดของศิลปินที่มีต่อเรื่องเรื่องหนึ่ง และอาจจะมิใช่เพียงแค่การเลียนแบบสิ่งที่ตาเห็นอีกต่อไป แต่ยังสะท้อนความจริงและสิ่งที่พวกมันเป็นออกมาด้วยตัวของมันเองต่างหาก