สัมภาษณ์และเรียบเรียงโดย สรณ วิริยะประสิทธิ์
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ความหลากหลายทางเพศได้ก้าวจากพื้นที่ของการเรียกร้องสิทธิ สู่การเป็นส่วนหนึ่งของบทสนทนาทางสังคม วัฒนธรรม และนโยบายสาธารณะของประเทศไทย การประกาศใช้กฎหมายสมรสเท่าเทียม และการที่ประเทศไทยเตรียมก้าวสู่การเป็นเจ้าภาพ World Pride ในปี 2030 ล้วนสะท้อนการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของสังคมไทย ทว่าเบื้องหลังภาพของการเฉลิมฉลอง ยังมีคำถามอีกมากเกี่ยวกับการยอมรับ ความแตกต่าง และการอยู่ร่วมกันอย่างแท้จริง
นิทรรศการ “Patch the World — Between the Seams, Beyond the Surface: โลกที่ต่อกันไม่สนิท ลึกกว่าที่เห็น” จึงไม่ได้เกิดขึ้นเพื่อร่วมเฉลิมฉลอง Pride Month เพียงอย่างเดียว หากแต่ใช้ศิลปะเป็นพื้นที่เปิดบทสนทนา ชวนมองข้ามพื้นผิวของความก้าวหน้าที่ปรากฏให้เห็น ไปสู่รอยต่อ ความเปราะบาง และประสบการณ์ที่ยังดำรงอยู่ภายใต้สังคมร่วมสมัย
เบื้องหลังการวางแนวคิดของนิทรรศการครั้งนี้ คือ รศ.ดร.มรกต ไมยเออร์ นักวิชาการด้านพหุวัฒนธรรมศึกษาและประวัติศาสตร์ร่วมสมัย ผู้ทำหน้าที่ภัณฑารักษ์ของโครงการ พร้อมเชื่อมโยงบทสนทนาระหว่างศิลปินหลากหลายรุ่น หลากหลายประสบการณ์ และหลากหลายภูมิหลัง ให้กลายเป็นภาพสะท้อนของสังคมที่ซับซ้อนกว่าการแบ่งแยกด้วยเพศสภาพเพียงมิติเดียว
บทความต่อไปนี้ชวนสำรวจทั้งแนวคิดของนิทรรศการ บทบาทของ Queer Art ในสังคมไทย และคำถามสำคัญว่า หลังจาก “รอยต่อ” ของโลกเริ่มเชื่อมเข้าหากันแล้ว ยังมีอะไรอีกบ้างที่เราควรมองให้ลึกกว่าพื้นผิว

โลกที่ต่อกันไม่สนิท ลึกกว่าที่เห็น”
Queer Art Thailand เกิดขึ้นจากการรวมตัวของศิลปินผู้มีความหลากหลายทางเพศ ตลอดจนนักวิชาการและนักจัดการศิลปะ อะไรคือแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้เห็นว่าถึงเวลาที่ประเทศไทยควรมีแพลตฟอร์มลักษณะนี้อย่างจริงจัง
การรวมตัวของภาคประชาสังคม ไม่ว่าจะเกิดขึ้นในมิติไหนก็ตาม เป็นเรื่องที่ดีอยู่แล้ว โดยเฉพาะเวลาที่ผู้คนรวมตัวกันเพื่อขับเคลื่อนประเด็นทางสังคมผ่านสิ่งที่ตัวเองถนัดที่สุดQueer Art Thailand ก็เป็นลักษณะนั้น คือเป็นการรวมตัวของศิลปินผู้มีความหลากหลายทางเพศ มีทั้งศิลปินรุ่นบุกเบิก รุ่นกลาง และรุ่นใหม่ มาทำงานร่วมกับนักวิชาการ ภัณฑารักษ์ และผู้ทำงานด้านศิลปะ เราคิดว่าการทำงานแบบนี้มีความสำคัญ เพราะศิลปะเป็นภาษาที่ช่วยเปิดบทสนทนากับสังคมได้ในแบบที่ต่างจากศาสตร์อื่น
อีกอย่างหนึ่งที่เราสนใจคือคำว่า “Queer” เอง คำนี้มีความหมายหลายนัย ทางหนึ่งมันเป็นการ reclaim หรือทวงคืนคำที่เคยถูกใช้ในเชิงลบ ให้กลับมาเป็นคำที่เจ้าของอัตลักษณ์ใช้เรียกตัวเองด้วยความภาคภูมิใจ ขณะเดียวกันก็เป็นการ empower หรือเสริมพลังให้ผู้มีความหลากหลายทางเพศลุกขึ้นมาสื่อสารเรื่องราวของตัวเองผ่านงานศิลปะ
งานศิลปะเหล่านี้ไม่ได้มีหน้าที่แค่เฉลิมฉลองความหลากหลายทางเพศนะคะ แต่มันอาจกำลังตั้งคำถามกับสังคม อาจกำลังบอกเล่าประสบการณ์ชีวิต หรืออาจกำลังจินตนาการถึงสังคมอีกแบบหนึ่งที่เปิดกว้างมากขึ้นก็ได้
สิ่งที่เรารู้สึกว่าน่าสนใจคือ กลุ่มนี้ไม่ได้คิดเพียงการจัดนิทรรศการครั้งเดียว แต่กำลังวางแผนการทำงานในระยะยาว เพราะทุกคนมองไปถึงปี 2030 ที่ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพ World Pride แล้ว เพราะฉะนั้นโครงการนี้อาจจะค่อย ๆ พัฒนาไปสู่กิจกรรมที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น Biennale หรือรูปแบบอื่นๆ ที่ทำให้ Queer Art มีพื้นที่ของตัวเองในระบบนิเวศศิลปะไทยมากขึ้น

หัวข้อ “Patch the World — Between the Seams, Beyond the Surface” มีความเป็นบทกวีและชวนตีความมาก คุณอยากให้ผู้ชมเข้าใจคำว่า “โลกที่ต่อกันไม่สนิท” อย่างไร
“Patch the World” เป็นหัวข้อหลักของ Pride Month ในประเทศไทยปีนี้ เราคิดว่าเป็นคำที่น่าสนใจ เพราะสะท้อนให้เห็นว่าประเทศไทยเป็นหัวหอกในการสนับสนุนเรื่องสิทธิความหลากหลายทางเพศมากขึ้น โดยเฉพาะในปีที่แล้วที่มีการประกาศใช้กฎหมายสมรสเท่าเทียม
แต่ในขณะเดียวกัน เราก็รู้สึกว่าคำว่า Patch มันมีความหมายอีกชั้นหนึ่ง เวลาพูดถึงการปะ การเย็บ หรือการต่อผืนผ้า มันจะมีรอยต่ออยู่เสมอ บางครั้งต่อสนิท บางครั้งไม่สนิท แล้วแต่เทคนิคหรือความตั้งใจของผู้สร้าง เพราะฉะนั้น เราเลยสนใจ “รอยต่อ” มากกว่าตัวผืนผ้าเสียอีก เราเลยเติมคำว่า Between the Seams, Beyond the Surface เข้าไป เพราะอยากชวนผู้ชมมองให้ลึกกว่าพื้นผิวของความเปลี่ยนแปลง
แม้วันนี้เราจะเห็นความก้าวหน้าเกิดขึ้นหลายเรื่อง แต่ระหว่างรอยต่อเหล่านั้นยังมีคำถามอีกมาก ยังมีประสบการณ์ของผู้คนอีกหลายแบบที่เราอาจมองไม่เห็น เราคิดว่าศิลปะทำหน้าที่ตรงนี้ได้ดี เพราะศิลปินแต่ละคนก็มีประสบการณ์ชีวิตไม่เหมือนกัน บางคนพูดถึงการต่อสู้ บางคนพูดถึงความหวัง บางคนพูดถึงพื้นที่ทางใจ หรือบางคนก็จินตนาการถึงอนาคตแบบใหม่ เพราะฉะนั้นคำว่า “โลกที่ต่อกันไม่สนิท” จึงไม่ได้หมายถึงโลกที่แตกแยก แต่หมายถึงโลกที่กำลังเชื่อมต่อกันอยู่ และระหว่างรอยต่อนั้นยังมีอีกหลายเรื่องที่เราควรมองให้ลึกกว่าพื้นผิว
จากแนวคิดดังกล่าว นิทรรศการนี้ดูเหมือนจะไม่ได้พูดถึงความหลากหลายทางเพศเพียงอย่างเดียว
ใช่ค่ะ เพราะจริงๆ แล้วเราไม่ได้มองว่าประเด็นเรื่องเพศสภาพเป็นเรื่องที่แยกออกจากประเด็นอื่นของสังคม สิ่งที่เราสนใจคือการพูดถึง Inclusive Society หรือสังคมที่เปิดพื้นที่ให้ผู้คนซึ่งมีความแตกต่างสามารถอยู่ร่วมกันได้
ในการศึกษาทางวิชาการ มีแนวคิดที่เรียกว่า Intersectionality ของ Kimberlé Crenshaw ซึ่งอธิบายว่า ความไม่เท่าเทียมไม่ได้เกิดจากปัจจัยเพียงเรื่องเดียว แต่มันเกิดจากความซ้อนทับของหลายเงื่อนไขในชีวิตของคนคนหนึ่ง ยกตัวอย่างง่ายๆ คนที่เป็น LGBTQ+ เหมือนกัน ก็อาจมีประสบการณ์ชีวิตไม่เหมือนกันเลย ถ้าคนหนึ่งเป็นชนพื้นเมือง อีกคนเป็นผู้พิการ อีกคนเป็นผู้ย้ายถิ่น หรืออยู่ในบริบทของศาสนา วัฒนธรรม หรือชนชั้นที่แตกต่างกัน
เพราะฉะนั้น เวลาเราพูดถึง Queer เราจึงไม่ได้พูดถึงเพศสภาพเพียงอย่างเดียว แต่กำลังพูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างเพศกับโครงสร้างทางสังคมที่ซ้อนทับกันอยู่หลายมิติ เราคิดว่าการมองแบบนี้ทำให้เข้าใจมนุษย์ได้ลึกขึ้น และก็เป็นเหตุผลว่าทำไมนิทรรศการนี้จึงพูดถึงเรื่องพหุวัฒนธรรมควบคู่ไปกับความหลากหลายทางเพศ

ในช่วงที่หลายประเทศกำลังเผชิญกระแสอนุรักษนิยม คุณมองสถานการณ์ของประเทศไทยอย่างไร
ถ้ามองในระดับโลก เราจะเห็นว่าหลายประเทศ โดยเฉพาะในยุโรปและสหรัฐอเมริกา กำลังเผชิญกระแสอนุรักษนิยมทางการเมืองหรืออำนาจนิยมที่เข้มข้นขึ้น ประเด็นเรื่องการย้ายถิ่น ความหลากหลาย หรือสิทธิของผู้มีความหลากหลายทางเพศ กลายเป็นประเด็นทางการเมืองมากขึ้นเรื่อยๆ แต่สิ่งที่เรารู้สึกว่าน่าสนใจคือ ประเทศไทยกลับมีพัฒนาการอีกแบบหนึ่ง
แม้โลกจะเผชิญความถดถอยในหลายด้าน แต่การเปิดพื้นที่ให้กับประเด็นความหลากหลายทางเพศในประเทศไทยกลับขยายตัวมากขึ้น ทั้งในระดับกฎหมาย พื้นที่สาธารณะ และกิจกรรมทางวัฒนธรรม แน่นอนว่าเราไม่ได้บอกว่าสังคมเปลี่ยนทั้งหมดแล้ว เพราะกฎหมายเปลี่ยน ไม่ได้แปลว่าทัศนคติของทุกคนจะเปลี่ยนพร้อมกัน แต่การที่เรื่องเหล่านี้สามารถออกมาปรากฏอยู่ในพื้นที่สาธารณะได้ ก็ถือเป็นพัฒนาการที่สำคัญมาก
หลายคนมองว่าทุกวันนี้ Pride Month กำลังกลายเป็นเพียงเทศกาลแห่งการเฉลิมฉลองตามกระแสนิยมแบบปีต่อปี หรือแม้แต่การทำการตลาดแบบ Rainbow Economy ของกลุ่มทุน คุณคิดอย่างไรกับปรากฏการณ์นี้
เราคิดว่าการเฉลิมฉลองเป็นเรื่องสำคัญนะ เพราะถ้าไม่มีพื้นที่สาธารณะ ไม่มีขบวนพาเหรด หรือไม่มีเทศกาล ผู้คนก็อาจไม่รับรู้ว่าประเด็นนี้มีอยู่จริง Pride Month ทำให้ความหลากหลายทางเพศกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน และทำให้คนรู้สึกเปิดรับมากขึ้นแน่นอน
แต่ในเวลาเดียวกัน เราก็คิดว่าการเฉลิมฉลองอย่างเดียวอาจยังไม่พอ ยิ่งภายหลังจากกฎหมายสมรสเท่าเทียมแล้ว ยังมีประเด็นอะไรอีกที่เราควรพูดถึง ยังมีประเด็นอะไรอีกที่สังคมควรช่วยกันผลักดัน เราคิดว่างานศิลปะสามารถมีบทบาทตรงนี้ได้ เพราะศิลปะไม่ได้ให้คำตอบสำเร็จ แต่มันชวนให้คนกลับไปคิดต่อ ว่าใต้ความรื่นเริงของเทศกาล ยังมีประสบการณ์ของผู้คนอีกหลายแบบที่ควรถูกมองเห็น
เพราะฉะนั้น สำหรับเรา Pride Month กับนิทรรศการศิลปะจึงไม่ได้ทำหน้าที่แทนกัน แต่ทำงานร่วมกัน พื้นที่หนึ่งช่วยสร้างการรับรู้ในวงกว้าง ส่วนอีกพื้นที่หนึ่งชวนให้ผู้คนมองลึกลงไปกว่าพื้นผิวของสิ่งที่เห็น
การผ่านกฎหมายสมรสเท่าเทียมถือเป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญของสังคมไทย คุณมองว่าความเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนทัศนคติของผู้คนในสังคมไทยมากน้อยเพียงใด
เราคิดว่ามันคงแยกออกจากกันไม่ได้ เพราะกฎหมายไม่ได้เกิดขึ้นลอย ๆ กว่าจะมาถึงจุดนี้ก็เกิดจากการขับเคลื่อนของภาคประชาสังคม ผู้มีความหลากหลายทางเพศ นักวิชาการ นักกฎหมาย รวมถึงผู้คนอีกหลายภาคส่วนที่ผลักดันประเด็นนี้มาอย่างต่อเนื่อง
เมื่อกฎหมายผ่าน ก็สะท้อนว่าผู้มีอำนาจในการออกกฎหมายเห็นความสำคัญของเรื่องนี้เช่นกัน เพราะฉะนั้นมันย่อมเป็นพัฒนาการของสังคมในระดับหนึ่ง แต่ในเวลาเดียวกัน เราก็คิดว่าเราไม่ควรรีบสรุปว่าสังคมทั้งหมดเปลี่ยนไปแล้ว เพราะคำว่า “สังคม” มันกว้างมาก คนแต่ละกลุ่มมีประสบการณ์ มีพื้นเพ และมีความคิดไม่เหมือนกัน บางคนเปิดรับความหลากหลายมานานแล้ว บางคนอาจเพิ่งเริ่มทำความเข้าใจ หรือบางคนก็ยังมีคำถามอยู่ เพราะฉะนั้นกฎหมายจึงเป็นเพียงก้าวหนึ่งของการเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่จุดสิ้นสุดของกระบวนการทั้งหมด
เราคิดว่าหลังจากนี้ สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือการเรียนรู้ร่วมกัน ว่าจะทำอย่างไรให้การยอมรับเกิดขึ้นในชีวิตประจำวันจริงๆ ไม่ใช่อยู่เพียงในตัวบทกฎหมาย

คุณมองพัฒนาการของ Queer Art ในประเทศไทยอย่างไร และเห็นความเปลี่ยนแปลงอะไรจากศิลปินแต่ละรุ่น
เราคิดว่าสิ่งที่น่าสนใจที่สุดคือ Queer Art ในประเทศไทยกำลังมีความหลากหลายมากขึ้น แล้วความหลากหลายนั้นไม่ได้เกิดจากเทคนิคอย่างเดียว แต่เกิดจากประสบการณ์ชีวิตของศิลปินแต่ละรุ่น ถ้าเรามองศิลปินรุ่นบุกเบิก อย่างคุณไมเคิล เชาวนาศัย เป็นศิลปะที่ช่างคิดและเก่งมากๆ ในการใช้สื่อหลากหลายมิติ ตั้งคำถามต่อประเด็นทางสังคมอย่างชัดเจน ทั้งเรื่องความหลากหลายทางเพศ การกีดกัน หรือโครงสร้างที่กดทับผู้คน
แต่เมื่อมองมาที่ศิลปินรุ่นใหม่ เราจะเห็นอีกบรรยากาศหนึ่ง บางคนเติบโตมาในครอบครัวที่เปิดรับความหลากหลาย บางคนไม่เคยมีประสบการณ์ถูกกดทับแบบคนรุ่นก่อน เพราะฉะนั้นงานของเขาก็ไม่ได้เต็มไปด้วยบาดแผลเสมอไป แต่อาจพูดถึงความหวัง การเฉลิมฉลอง หรือจินตนาการถึงอนาคตมากกว่า
ในขณะเดียวกัน ต่อให้เป็นคนวัยเดียวกัน งานก็อาจแตกต่างกันมาก เพราะประสบการณ์ชีวิตไม่เหมือนกัน บางคนได้รับการยอมรับจากครอบครัว บางคนไม่ได้รับ บางคนอยู่ในเมือง บางคนอยู่ต่างจังหวัด เพราะฉะนั้นอายุไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่กำหนดงานศิลปะ ซึ่งเราคิดว่าตรงนี้เป็นพัฒนาการที่ดี เพราะทำให้ Queer Art ในประเทศไทยไม่ได้มีภาพแบบเดียวอีกต่อไป แต่เต็มไปด้วยเสียงที่หลากหลาย และสะท้อนประสบการณ์ของผู้คนที่แตกต่างกันจริงๆ รวมไปถึงเทคนิคการผลิตงานด้วย
แต่สิ่งที่เรายังเป็นห่วงคือระบบนิเวศของศิลปะไทยโดยรวม เพราะต่อให้มีศิลปินที่มีศักยภาพมากเพียงใด ก็ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะสามารถประกอบอาชีพจากการทำงานศิลปะได้ เพราะฉะนั้น สิ่งที่ Queer Art Thailand พยายามทำ ไม่ใช่เพียงจัดนิทรรศการ แต่เป็นการเริ่มสร้างพื้นที่ที่ทำให้ศิลปินรู้สึกว่าพวกเขามีตัวตน มีชุมชน และมีโอกาสเติบโตในระยะยาว
“ระบบนิเวศ” ของ Queer Art ในประเทศไทย ควรมีลักษณะเป็นอย่างไร
เราคิดว่าระบบนิเวศไม่ได้หมายถึงการมีนิทรรศการเพียงปีละครั้ง แต่มันหมายถึงการมีพื้นที่ที่ทำงานร่วมกันอย่างต่อเนื่อง เพราะสังคมเปลี่ยนตลอดเวลา ประเด็นที่เราพูดถึงวันนี้ อีกสิบปีข้างหน้าอาจเปลี่ยนไป หรือบางเรื่องอาจไม่ใช่ประเด็นอีกแล้ว แต่ในขณะเดียวกัน โลกก็ไม่ได้เดินไปข้างหน้าอย่างเดียว บางช่วงก็ถอยกลับได้เหมือนกัน เพราะฉะนั้น การมีพื้นที่ที่ทำงานต่อเนื่องจึงสำคัญ ซึ่งพื้นที่นั้นควรเชื่อมโยงศิลปินเข้ากับนักสะสม ภัณฑารักษ์ พิพิธภัณฑ์ นักวิชาการ และผู้ชม ให้ทุกคนรู้จักกันมากขึ้น เปิดโอกาสให้เกิดบทสนทนา และทำให้คนรุ่นใหม่ที่กำลังเริ่มทำงานรู้สึกว่าพวกเขามีพื้นที่ในการทดลองและพัฒนาตัวเอง
เราไม่ได้อยากสร้างพื้นที่เฉพาะสำหรับคนที่เป็นศิลปินอยู่แล้วเท่านั้น แต่ยังอยากให้คนที่กำลังค้นหาตัวเอง หรือคนที่สนใจประเด็นความหลากหลายทางเพศ รู้สึกว่าศิลปะเป็นอีกวิธีหนึ่งในการสื่อสารความคิดของตัวเองได้ เราคิดว่าถ้าทำแบบนี้ได้ มันจะกลายเป็นแรงบันดาลใจให้คนรุ่นต่อๆ ไปด้วย

นิทรรศการครั้งนี้มีทั้งศิลปินรุ่นบุกเบิก ศิลปินร่วมสมัย และศิลปินรับเชิญจากต่างประเทศ อะไรคือหลักเกณฑ์สำคัญในการคัดเลือกศิลปิน
หลักๆ เราดูจากสองเรื่อง เรื่องแรกคือ แนวคิดของผลงาน ว่าสอดคล้องกับธีมของนิทรรศการหรือไม่ และสามารถเปิดบทสนทนาในประเด็นที่เราสนใจได้มากน้อยแค่ไหน อีกเรื่องหนึ่งก็คือคุณภาพของการสร้างสรรค์ผลงาน ทั้งในแง่ของเทคนิค วิธีคิด และศักยภาพของศิลปินในการถ่ายทอดสิ่งที่ต้องการสื่อ
แต่สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือ เราพยายามเปิดโอกาสให้ศิลปินได้มี “เสียง” ของตัวเอง เราอยากให้ศิลปินรุ่นใหม่ได้ทำงานร่วมกับศิลปินรุ่นก่อน ได้เห็นวิธีคิดที่แตกต่างกัน และเกิดบทสนทนาระหว่างคนต่างรุ่น
ส่วนศิลปินจากไต้หวันก็เข้ามาเติมมิติที่น่าสนใจ เพราะทั้งประเทศไทยและไต้หวันต่างก็เป็นประเทศในเอเชียที่มีพัฒนาการด้านสิทธิความหลากหลายทางเพศค่อนข้างก้าวหน้า เมื่อศิลปินจากสองประเทศมาทำงานร่วมกัน เราจึงไม่ได้เห็นเพียงความแตกต่างของรูปแบบงาน แต่ยังได้เห็นบทสนทนาเกี่ยวกับประสบการณ์ทางสังคม วัฒนธรรม และการเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นในแต่ละประเทศด้วย เราคิดว่านี่เป็นสิ่งที่ทำให้นิทรรศการมีชีวิตมากขึ้น
คุณคิดว่าศิลปะสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลง หรือขยายความเข้าใจเรื่องความหลากหลายทางเพศได้จริงในระดับใด
นิทรรศการไม่ได้ให้คำตอบสำเร็จ สิ่งที่เราหวังคือให้ผู้ชมได้พบกับความหลากหลายของประสบการณ์ ความรู้สึก และมุมมองที่ศิลปินแต่ละคนถ่ายทอดออกมา แล้วกลับไปคิดต่อด้วยตัวเอง ถ้าผู้ชมเดินออกไปพร้อมกับความเข้าใจที่มากขึ้นต่อผู้คนที่มีชีวิตแตกต่างจากตัวเอง เราก็คิดว่านั่นเป็นสิ่งที่ดีแล้ว
หรือถ้าเขาเดินออกไปพร้อมคำถามบางอย่าง เช่น หลังจากสมรสเท่าเทียมแล้ว ยังมีประเด็นอะไรอีกที่สังคมควรพูดถึง หรือในชีวิตประจำวันของผู้มีความหลากหลายทางเพศยังมีเรื่องอะไรที่เราไม่เคยมองเห็น เราอยากให้เขาได้รู้ว่าประเด็นเรื่องความหลากหลายทางเพศมันเป็นเรื่องอ่อนไหว เราก็คิดว่านั่นคือสิ่งที่นิทรรศการทำงานกับผู้ชมได้
เพราะสุดท้ายแล้ว ศิลปะไม่ได้สื่อสารด้วยการบอกว่าควรคิดอย่างไร แต่มันเปิดพื้นที่ให้แต่ละคนได้ตีความ ได้รู้สึก และได้สนทนากับประสบการณ์ของตัวเอง สำหรับเรา นั่นคือบทบาทที่สำคัญที่สุดของงานศิลปะ

ในฐานะนักวิชาการด้านพหุวัฒนธรรมศึกษาและประวัติศาสตร์ร่วมสมัย ประสบการณ์ทางวิชาการมีอิทธิพลต่อวิธีการทำงานภัณฑารักษ์อย่างไร และสองบทบาทนี้ช่วยเติมเต็มกันอย่างไร
จริงๆ แล้วการศึกษาด้านประวัติศาสตร์ร่วมสมัย การเมืองวัฒนธรรม หรือพหุวัฒนธรรมศึกษา ช่วยให้เราเข้าใจบริบทของงานศิลปะมากขึ้น โดยส่วนตัวเราชอบดูงานศิลปะอยู่แล้ว ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ เพราะฉะนั้นก็มีความเข้าใจงานศิลปะอยู่ในระดับหนึ่ง แต่สิ่งที่งานวิชาการช่วยเติมเข้ามา คือการทำให้เรามองเห็นความสัมพันธ์ระหว่างงานศิลปะกับบริบททางสังคม
ศิลปินอาจเริ่มต้นจากอารมณ์ ความรู้สึก หรือประสบการณ์ชีวิตของตัวเอง แล้วสื่อสารออกมาผ่านสี ผ่านวัสดุ ผ่านฝีแปรง หรือผ่านสื่อรูปแบบต่างๆ แต่ในฐานะภัณฑารักษ์ เราพยายามมองต่อไปอีกว่า งานชิ้นนั้นกำลังสนทนากับประเด็นอะไรในสังคม กำลังเชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม หรือปรากฏการณ์ร่วมสมัยอย่างไร
อีกอย่างหนึ่งที่เราสนใจคือการมองงานเป็นภาพรวม ไม่ใช่มองเฉพาะงานของศิลปินแต่ละคน แต่พยายามเชื่อมโยงงานของศิลปินหลายๆ คนเข้าด้วยกัน ให้เกิดบทสนทนาภายในนิทรรศการ บางครั้งศิลปินอาจตีความงานของตัวเองในแบบหนึ่ง แต่เมื่อผลงานมาอยู่ร่วมกับงานของศิลปินคนอื่น หรืออยู่ภายใต้แนวคิดของนิทรรศการ มันก็อาจเปิดความหมายใหม่ขึ้นมาได้
เราคิดว่านี่คือบทบาทของภัณฑารักษ์ ไม่ใช่การอธิบายแทนศิลปิน แต่เป็นการสร้างพื้นที่ที่ทำให้งานแต่ละชิ้นสามารถสนทนากัน และสนทนากับผู้ชมได้
แน่นอนว่าการทำงานในนิทรรศการครั้งนี้ก็ยังมีข้อจำกัดอยู่บ้าง เพราะเป็นการเริ่มต้นของโครงการ เวลาการเตรียมงานค่อนข้างกระชั้น แต่เราก็คิดว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่น่าสนใจ และหวังว่าจะต่อยอดไปได้อีกในอนาคต
สุดท้ายนี้ คุณอยากเห็นอนาคตของ Queer Art Thailand เดินต่อไปในทิศทางใด
เราหวังว่า Queer Art Thailand จะไม่ใช่เพียงนิทรรศการครั้งหนึ่ง เราอยากเห็นมันเติบโตเป็นพื้นที่ที่ศิลปิน นักวิชาการ ภัณฑารักษ์ และผู้ทำงานด้านศิลปวัฒนธรรม สามารถมาพบกัน แลกเปลี่ยนความรู้ และทำงานร่วมกันได้อย่างต่อเนื่อง
ในระยะยาว เราอยากเห็นเครือข่ายนี้เชื่อมโยงกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชียมากขึ้น เพราะแต่ละประเทศก็มีบริบททางสังคมและวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน การได้เรียนรู้ซึ่งกันและกันจะทำให้บทสนทนาเกี่ยวกับ Queer Art มีความหลากหลายมากขึ้น
อีกเรื่องหนึ่งที่เราอยากเห็นคือการเติบโตของคนรุ่นใหม่ เราอยากให้ศิลปินรุ่นใหม่รู้สึกว่าพวกเขามีพื้นที่ในการทดลอง มีพื้นที่ในการสร้างสรรค์ และมีคนพร้อมรับฟังสิ่งที่พวกเขาอยากสื่อสาร
เพราะสุดท้ายแล้ว เราคิดว่าศิลปะไม่ใช่เรื่องของการให้คำตอบ แต่เป็นการสร้างพื้นที่ที่ทำให้ผู้คนได้มาพบกัน ได้แลกเปลี่ยน และได้มองโลกผ่านสายตาของคนอื่น ถ้า Queer Art Thailand สามารถทำหน้าที่เป็นพื้นที่แบบนั้นได้อย่างต่อเนื่อง เราก็คิดว่านั่นคือความสำเร็จของโครงการแล้ว.

