ละ-ลาย: ประวัติศาสตร์ ความทรงจำ และเรื่องเล่า
นิทรรศการศิลปะร่วมสมัยโดย สุธี คุณาวิชยานนท์ + 11 ศิลปินรับเชิญ
จัดแสดงที่ อาคารคุณากิจเทรดดิ้ง (เยาวราช)
ระหว่างวันที่ 13 มิถุนายน – 12 กรกฎาคม 2569

พูดคุยกับสุธี คุณาวิชยานนท์ และเรื่องราวการเปลี่ยนอาคารหลังเก่าย่านเยาวราชสู่พื้นที่ทางศิลปะแห่งใหม่

เมื่อกาลเวลาและความร้อนกัดกร่อนฟิล์มเนกาทีฟกว่า 22,680 ภาพ จนภาพบันทึกเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์และสังคมค่อย ๆ พร่าเลือนและเสื่อมสลาย สู่จุดเริ่มต้นของนิทรรศการ “ละ-ลาย: ประวัติศาสตร์ ความทรงจำ และเรื่องเล่า” โดยศาสตราจารย์ สุธี คุณาวิชยานนท์ ศิลปินและนักวิจัยผู้เปลี่ยนอาคารหลังเก่าของครอบครัวในย่านเยาวราชสู่พื้นที่ทางศิลปะแห่งใหม่

ภายในนิทรรศการนำเสนอผลงานศิลปะที่ต่อยอดจากคลังฟิล์มเนกาทีฟส่วนตัวขนาด 35 มม. จำนวน 630 ม้วน ซึ่งบันทึกทั้งเส้นทางชีวิต การทำงานศิลปะ และเหตุการณ์สำคัญทางสังคมในช่วงทศวรรษ 2520–2540 ร่วมกับผลงานของศิลปินรับเชิญ 11 คนจากหลากหลายสาขาจากการตีความแนวคิดของคำว่า ‘ละลาย’ ทั้งในเชิงกายภาพและนามธรรมตามความหมายของปัจเจกบุคคล

Photos by ปรีชา ภัทรอัมพรชัย (Preecha Pattara)

จุดเริ่มต้นของนิทรรศการ และ อาคารคุณากิจเทรดดิ้ง นี้คืออะไร?

อาคารหลังนี้ถูกสร้างขึ้นเมื่อ 2519 เป็นตึกของครอบครัวรุ่นอากงอาม่า ซึ่งเป็นคนจีนโพ้นทะเลที่เข้ามาทำการค้าเปิดโรงงานเฟอร์นิเจอร์ มีตัวตึกแถวเป็นหน้าร้านเองตอนนี้ก็น่าจะมีอายุประมาณ100ปีได้แล้ว ถัดมาที่รุ่นคุณพ่อ อา ส่วนตึกนี้ก็เป็นส่วนต่อเติมที่วางไว้ให้เป็นโกดังพักหนึ่ง เมื่อเวลาผ่านไปก็ย้ายโรงงานไปที่ฝั่งธนฯ ทำให้เวลาต่อมาพื้นที่บริเวณนี้ก็เลิกใช้ประโยชน์หรือทำธุรกิจ จนกลายเป็นตึกร้างไป โดยคนที่ดูแลอยู่ตอนนี้ก็เป็นคุณอา แล้วตกทอดมายังรุ่นของลูกสาวคุณอา

ในปี 2567 ตึกนี้ก็ได้ถูกใช้เป็นสถานที่จัดแสดงผลงานในเทศกาล Bangkok design week ด้วยความที่ตึกนี้แต่เดิมยังมีเฟอร์นิเจอร์เก่าหลงเหลืออยู่ มันก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เราได้เข้าร่วมกับงานในครั้งนี้ ทางทีมงานก็เอาเฟอร์นิเจอร์ใหม่เข้ามาจัดแสดงร่วมกัน

ล่าสุด ผมก็เคยเอาตึกนี้มาทำเป็นนิทรรศการที่โชว์อยู่ โดยสิ่งของที่เราเห็นหรือใช้กันอยู่ในตึกนี้ก็เป็นผลิตภัณฑ์จากโรงงานที่ว่ามา เฟอร์นิเจอร์บางชิ้นก็เป็นของที่เราเคยใช้กันเองในครอบครัว พอมาทำนิทรรศการก็ยังไม่ได้เอาออกไปไหน

ส่วนชั้นสองก็ทำให้มีความเป็นกึ่งพิพิธภัณฑ์ที่ผมไม่ได้ปรับเปลี่ยนอะไรมาก เป็นการนำงานศิลปะของ 11 ศิลปินเข้าไปสอดแทรกอยู่กับตัวอาคารแทน

ละ-ลาย งานชิ้นแรกด้านล่างก็เสมือนเป็นจุดเริ่มต้นของโปรเจคทั้งหมดด้วย เป็นการนำฟิล์มเนกาทีฟของตนเองทั้งหมดมาจัดแสดง เป็นของสะสมส่วนตัว เก่าสุด พ.ศ. 2524 จนถึงประมาณ พ.ศ. 2546 เข้าใจว่าหลังจากนั้นก็เปลี่ยนผ่านไปสู่ยุคดิจิทัล ทำให้ผมไม่ได้ใช้กล้องฟิล์มอีกเลย ครอบคลุมเวลากว่า 30ปี เนื้อหาในฟิล์มก็มีทั้งเรื่องส่วนตัว งานสืบค้นข้อมูลส่วนตัวเพื่อเอามาทำงานศิลปะ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ผมเข้าเรียนอยู่ที่ช่างศิลป์ ตอนเรียนที่ปโท มหาวิทยาลัยศิลปากร การเดินทางไปต่างประเทศ ถ่ายงานศิลปะ สถานที่สาธารณะ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย พิพิธภัณฑ์ช่องเขาขาด กาญจนบุรี หรือ ปี ค.ศ. 2001 ช่วงที่ผมไปถ่ายกับตึกแฝดเวิลด์เทรด เซ็นเตอร์ และตอนที่ผมกลับไปเมื่อปี ค.ศ. 2002 พื้นที่หลังจากที่ตึกนี้ถล่มลงก็กลายเป็นกราวน์ซีโร่แล้ว ฟิล์มเหล่านี้มันก็จะครอบคลุมเรื่องราวที่เกิดขึ้นในประเทศไทย และ ต่างประเทศด้วย ผสมกันไป

ส่วนหน้าซองแต่ละซองเราจะเขียนไว้ว่าถูกบันทึกไว้ปีไหน เกี่ยวกับอะไร ฟิล์มก็คือ สิ่งที่ช่วยเราบันทึกความจริง เหตุการณ์ ความทรงจำของแตละช่วงเวลาไว้ ซึ่งเมื่อเวลาผ่านไป สิ่งที่เราว่ามา มันก็มีสภาพเป็นอย่างที่เห็นนี้ มันเสื่อมไปตามกาลเวลา ละลายกลายเป็นภาพนามธรรมไปเสีย สิ่งที่เราคิดว่าเก็บไว้อย่างดีก็เป็นอย่างนี้ ผมก็เอาภาวะตรงนี้มาเป็นชื่อนิทรรศการว่า ‘ละลาย’

ถึงจุดหนึ่ง ฟิล์มเหล่านี้ก็สะท้อนให้เห้นถึงความไม่จีรัง แม้เราจะคิดว่าสิ่งนี้คือเครื่องช่วยบันทึกความทรงจำของเรา แต่เมื่อถึงเวลาหนึ่งมันก็ต้องหายไป แม้แต่สิ่งที่เป็นดิจิทัลเอง บางครั้งการที่เราเก็บไว้นานจนหาไม่เจอก็มีเช่นกัน ต่อให้ไปอยู่ในรูปของซีดี แฟลชไดร์ฟ หรือ ไอคลาวน์ ก็ตาม

Photos by ปรีชา ภัทรอัมพรชัย (Preecha Pattara)

ทำไมจึงเลือกจัดแสดงผลงานศิลปะภายในตึกหลังนี้ แทนที่จะเป็นการจัดแสดงผลงานในแกลเลอรี่?

เราก็คิดว่าอยากจะหาที่แสดง จึงได้นึกถึงตึกหลังนี้ ซึ่งมันเชื่อมโยงหลายอย่างเข้ามาที่ตัวของผมด้วย หากเรานำชิ้นงานไปจัดแสดงในแกลเลอรี่อื่น ก็อาจจะไม่ให้ความรู้สึกแบบเดียวกันกับตึกนี้ เราสามารถควบคุมเงื่อนไขบางอย่างได้ มีความเป้นอิสระด้านการจัดการมากกว่า ซึ่งเอาเข้าจริง เราก็ต้องจัดการเยอะกว่าการทำงานในหอศิลป์ปกติ

Photos by ปรีชา ภัทรอัมพรชัย (Preecha Pattara)

ที่นี้ผมก็เชิญศิลปินท่านอื่นมาร่วมด้วย อธิบายแนวคิดให้พวกเขาฟัง โดยไม่กำหนดเงื่อนไขใดๆ จะนำงานชิ้นเก่า หรือ ทำขึ้นมาใหม่เพื่อมาจักแสดงก็ได้ และในที่สุดทุกคนก็นำเอาแนวคิด ‘ละลาย’ ไปเป็นโจทย์ของแต่ละคนไป

ศิลปินทั้ง11ท่าน ก็มีความหลากหลายในแบบของตนเอง เช่น ไพโรจน์ ธีระประภาที่เป็นกราฟิกดีไซน์ ซึ่งเราก็ไม่ได้แบ่งแยกว่า งานประเภทใดเป็นศิลปะหรือไม่ หรือ ทวิวัฒน์ ภัทรกุลวณิชย์ เขาเขียนการ์ตูนล้อการเมืองให้กับบางกอกโพส ผู้มีชื่อเสียงจากการเดินทางเขียนภาพสีน้ำ เราก็เชิญเขามาร่วมด้วย งานที่จัดแสดงนี้จึงมีการลักษณะข้ามศาสตร์อยู่

Photos by ปรีชา ภัทรอัมพรชัย (Preecha Pattara)

หรือ มานิต ศรีวานิชภูมิ ซึ่งเป็นช่างภาพ ก็หยิบเอาฟิล์มหนังโป๊มานำเสนอ เพราะฟิล์มเหล่านี้ แม้จะไม่ได้ถูกเก็บมาจากโรงภาพยนตร์ในเยาวราช แต่มันกลับพยายามบอกเล่าประวัติศาสตร์ของโรงภาพยนตร์ที่อยู่ในย่านแห่งนี้ เพราะเยาวราชเมื่อก่อนก็เป็นแหล่งขายหนังโป๊เหมือนกัน โดยเฉพาะเมื่อก่อนก็มีโรงหนังแบบสแตนด์อโลน เช่น โรงหนังศาลาเฉลิมบุรี ที่ปัจจุบันถูกทุบทิ้งไปแล้วและกำลังก่อสร้างโรงแรมขึ้นมาแทนที่

Photos by ปรีชา ภัทรอัมพรชัย (Preecha Pattara)

ในยุคหนึ่ง ชื่อของโรงหนังเองต้องมีคำว่า ‘ศาลา’ ร่วมอยู่ด้วย เช่น ศาลาเฉลิมกรุง ที่อยู่บริเวณเจริญกรุง ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2475 เพื่อเฉลิมฉลองกรุงรัตนโกสินทร์ในวาระครอบรอบ 150 ปี สมัยร.7 ว่ากันว่าเป็นโรงหนังที่ทันสมัยที่สุดในเอเชียก็ว่าได้ หลังจากนั้นพอมีถนนราชดำเนินก็มีศาลาเฉลิมไทยตามมา ซึ่งก็ถูกทุบทิ้งไปแล้วเช่นเดียวกัน

แต่ก่อนโรงหนังก็ฉายหนังทั่วไป แต่เมื่อรูปแบบของการค้าและการใช้ชีวิตเปลี่ยนไปโรงหนังในย่านนี้ก็หันไปฉายหนังโป๊กัน นอกจากนี้ก็ยังมีซ่องโสเภณีเสียเยอะ แต่เขาเรียกกันว่า ‘โรงน้ำชา’ ซึ่งผมก็พึ่งได้ความรู้ใหม่มาว่าแต่ก่อนที่ซอย2แห่งนี้เคยเป็นแหล่งขาย ‘หนังสือปกขาว’ หรือก็คือหนังสือโป๊ เพราะต้องพิมพ์หน้าปกให้เป็นสีขาวไว้ แล้วจึงมีเนื้อหาโป๊เปลือยไว้ด้านในตัวฟิล์มหนังโป๊ที่จัดแสดงอยู่นี้จึงบอกเล่าเรื่องราวในอดีตของเยาวราชในรูปแบบที่ว่าไป

แล้วลักษณะภาพบนฟิล์มที่ค่อยๆละลายนี้ก็เชื่อมโยงไปกับคราบของการละลายอื่นๆ เช่น คราบบนตัวตึกที่มีลักษณะแบบออร์แกนนิคฟอร์ม เหมือนกับคราบที่ปรากฏอยู่ในงานของชลิต นาคพะวัน ที่ชั้นสอง หรือของนีโน่ สาระบุตร ที่เป็นจิตรกรรม 4 ชิ้นบนชั้นห้า

น้ำฝน ไล่สัตรูไกล เจ้าของผลงาน Reform โต๊ะกินข้าวนั้น วันที่นัดศิลปินเข้ามาดูพื้นที่ เขารู้สึกประทับใจเมื่อได้เห็นโต๊ะกินข้าวเก่าซึ่งตั้งอยู่บริเวณชั้นสอง ด้วยรูปทรงกลมของโต๊ะ โครงเหล็กที่สามารถพับได้ ลวดลายดอกตรงหน้าโต๊ะ ในวันเดียวกันเขาก็ได้เจอกับอากง ซึ่งแกก็เป็นคนรักสวยรักงาม สะสมผ้าพันคอไว้เยอะมาก หลายร้อยผืน อากงได้เอาผ้าพันคอมาแจกให้กับหลานๆ และ ศิลปิน

ศิลปินนำความประทับใจนี้ มานำเสนอผ่านผ้าพันคอที่จัดแสดงอยู่ด้านบน ประกอบกับการที่อาจารย์น้ำฝนเป็นคนทำงานเกี่ยวกับสิ่งทออยู่ก่อนแล้ว จึงได้เอาเศษผ้าที่เหลือจากอุตสาหกรรมสิ่งทอ มาทำเป็นงานศิลปะรูปแบบต่างๆ ด้วยการสร้างสิ่งทอให้เป็นลวดลายและสอดแทรกลงไปบนสิ่งของ เช่นที่เราเห็นอยู่ในนิทรรศการ เป็นการสร้างบทสนทนาระหว่างของเก่าและของใหม่ในที่สุด

Photos by ปรีชา ภัทรอัมพรชัย (Preecha Pattara)

To Kill or Not it Kill and I Am My Own View ของอิ๋ง กาญจนะวณิชย์ หรือ Ing K เป็นนักเขียน จิตรกร และคนทำหนัง ว่ากันว่าหนังของเขาถูกแบนไปมากที่สุด ใครหลายคนรู้จักเขาจากหนังเรื่อง คนกราบหมา และ เชคสเปียร์ต้องตาย ที่พึ่งจะได้ฉายเมื่อไม่กี่ปีมานี้ หากให้เล่าเกี่ยวกับศิลปินโดยกระชับ ก็อาจจะพูดได้ว่าเขาเป็นเหยื่อของความขัดแย้งทางการเมือง ฝ่ายซ้ายโจมตีว่าเป็นฝ่ายขวา เนื่องจากแม่ของเขาสืบสกุล ‘ราชสกุลสวัสดิวัตน์’ (ราชสกุลที่สืบสายจาก สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระสวัสดิวัดนวิศิษฎ์)

แต่ทางฝ่ายขวาก็มองว่าแกเป็นฝ่ายซ้าย ขณะที่หนังเชคสเปียร์ต้องตาย ก็ถูกตีความตามความเชื่อของตนเอง ทั้งๆที่บทพูดทั้งหมดภายในหนังเป็นการแปลมาจากบทประพันธ์ทั้งหมดของเชคสเปียร์ แต่ใช้ฉากเป็นแบบไทยเพียงเท่านั้น

ความรู้สึกว่าตนเองเป็นเพียงเหยื่อของอุดมการณ์ทางการเมืองก็กลายมาเป็นงานที่จัดแสดงอยู่นี้ มีโต๊ะสำหรับเด็ก แบบเรียน และหนังสือรวมเล่มของบทกวี How I became a terrorist? มาจัดวางไว้ เพื่อพูดถึงภาวะที่เกิดขึ้นในสังคมไทย ด้วยการปลูกฝังความรู้ การศึกษา และวัฒนธรรม โดยมีกระต่ายที่ถูกแขวนคอสื่อถึงตนเอง ที่อาจโยงไปถึงเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519

นอกจากนี้ยังมีสวนที่อยู่ด้านหน้าตึก เกิดจากความประทับใจของศิลปิน จึงได้ตั้งชื่อว่า ‘สวนละลายเศร้า’ ด้วยการเข้าไปจัดพื้นที่ด้านหน้าให้เป็นสวนเล็กๆ สำหรับนั่งพักผ่อน เพราะเดี๋ยวนี้เราแทบจะไม่ค่อยเห็นสวนหรือต้นไม้ในเยาวราชแล้ว

Photos by ปรีชา ภัทรอัมพรชัย (Preecha Pattara)

ในฐานะลูกหลานชาวจีนที่เติบโตและพบเห็นการเปลี่ยนแปลงของย่านเยาวราชมาเสมอ ช่วยเล่าเรื่องราวของการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่แห่งนี้ให้ฟังหน่อยได้ไหม

ตัวของผม ณ ช่วงเวลานั้นก็ยังเด็ก อาจจะไม่สามารถอธิบายอะไรได้มาก เยาวราชเองก็เป็นพื้นที่ที่เปลี่ยนแปลงไปเยอะอยู่เหมือนกัน อย่างอาโกวผมทั้ง2ท่าน เขาก็อยู่ที่นี่มาตลอด ตอนนี้ท่านอายุ 80 ปีแล้วก็จะเห็นความเปลี่ยนแปลงของเยาวราชมาตลอด สมัยก่อนเยาวราชก็เป็นแหล่งท่องเที่ยวของคนไทย เป็นแหล่งกระจายสินค้า มีร้านของชำที่คนไทยจะเข้ามาซื้อของแล้วเอาไปขายต่อ ตอนนี้กลายเป็นชาวต่างชาติที่มากันเยอะขึ้น มีเอารั้วมากั้นสองข้างทาง

ย้อนกลับไปก็มีโรงฝิ่น บ่อนชุมชน ศาลเจ้า รวมถึงโรงงิ้วที่จะมาจัดแสดง หรือฉายหนังกลางแปลง ทว่าหลังๆก็ไม่มีคนดูกันแล้ว ศาลเจ้าที่มักเป็นเจ้าภาพในการจัดกิจกรรมก็ค่อยๆหายไป

ในอดีต ชาวจีนที่ย้ายถิ่นฐานมายังเมืองไทยส่วนใหญ่ ด้วยเหตุผลหนึ่งก็คือ ด้านสถานการณ์บ้านเมือง แล้วครอบครัวของคุณหล่ะเป็นอย่างไร

ผมยังพอทันช่วงปลายก่อนที่จีนจะมีระบอบการปกครองเป็นคอมมิวนิสต์อย่างทุกวันนี้ ช่วงนั้นคนจีนในเมืองไทยเอง ก็ดูเหมือนจะสนับสนุนดร.ซุนยัตเซ็นนะ เพราะเวลาไปที่บ้านญาติชาวจีน เราจะเห็นภาพของ ดร.ซุนยัตเซ็นติดอยู่เลย และอาจจะมีภาพของเจียงไคเชคด้วยเหมือนกัน ฉะนั้นรัฐบาลไทยในตอนนั้นก็คงจะไม่สบายใจเหมือนกันที่มีภาพของดร.ซุนยัตเซ็นซึ่งเป็นผู้นำการปฏิวัติ ล้มระบอบกษัตริย์ ก่อตั้งระบอบสาธารณรัฐติดอยู่ในบ้าน

ภาพลักษณ์ของคนจีนในสายตารัฐไทยก็อาจจะดูเป็นไปในทางลบ อาจะถูกมองว่าเป็นผู้คิดร้ายต่อระบอบการปกครองไทยรึเปล่า ในยุคนั้นเองก็มีพวกคอมมิวนิสต์ในระบบสากลแล้ว อย่างโฮจิมิน หรือ ดร.ซุนยัตเซ็น ก็เคยมาที่ประเทศไทย มาปราศรัยที่เยาวราช มีการตั้งชื่อซอยแห่งหนึ่งเพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์ในครั้งนั้น

ทีนี้ เมื่อคอมมิวนิสต์จีนสามารถเอาชนะพรรคก๊กมินตั๋งได้ รัฐไทยก็คงมองว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในจีนก็เป็นอะไรที่ไม่น่าไว้ใจ พ่อผมก็เล่า สมัยเป็นหนุ่ม คนจีนโพ้นทะเลต่างก็มีสำนึกรักชาติจีน อยากกลับจีนแผ่นดินใหญ่ไปพัฒนาประเทศ เป็นกระแสนิยมของคนหนุ่มสาวชาวจีนที่อยู่ในไทยมาก เพื่อนของพ่อหลายคนก็กลับเมืองจีน แต่พ่อผมไม่ได้กลับ ขณะที่พ่อแม่ของใครหลายคนก็เป็นห่วงไม่อยากให้ลูกๆกลับเมืองจีน

เพื่อนของพ่อผมซึ่งเป็นลูกจีนที่เกิดในไทยก็ไฟแรง อยากกลับไปเมืองจีน ไปร่ำเรียนเป็นหมอที่สหภาพโซเวียต ในที่สุดก็ไปอยู่ในฮ่องกง ผมยังมีโอกาสไปเจอแกอยู่

โรงเรียนจีนในประเทศไทยก็โดนสั่งปิดไปเยอะ บรรดาแม่ อาโกว ก็ต้องย้ายโรงเรียนเพราะรัฐบาลไทยกลัวว่า คนจีนจะมาเผยแพร่ลัทธิคอมมิวนิสต์ ซึ่งก็มีอยู่จริง เพราะครูอาจารย์หลายคนก็ฝักใฝ่ในลัทธิคอมมิวนิสต์ มีการขายหนังสือต้องห้ามตามตรอกซอย

Photos by ปรีชา ภัทรอัมพรชัย (Preecha Pattara)

คิดว่าค่านิยมและวัฒนธรรมของคนจีนในสายตาของคุณเป็นอย่างไร

ในยุคนั้นไม่มีโซเชียล คนจีนก็จะชอบมานั่งจับกลุ่มคุยกัน มีสมาคม มีหนังสือพิมพ์ อย่างพ่อผมก็มีเรื่องเล่าอยู่ว่า วัฒนธรรมของคนจีนเองก็ชอบที่จะช่วยเหลือกัน มีการถ่ายอุดมการณ์จิตอาสาเพื่อช่วยเหลือคนในชุมชน เช่น ให้อาหารแก่คนยากจน รวมถึงการเก็บศพคนยากไร้ ทำไปทำมาก็เกิดเป็นมูลนิธิ อย่าง ปอเต๊กตึ๊ง อะไรอย่างนี้

บางที่ก็เรื่องราวของผู้มีอิทธิพลที่คอยดูแลคนจีนในชุมชน บ้างก็ว่าเป็นคนดีมีคุณธรรม บ้างก็ว่าเป็นมาเฟีย และเมื่อเขาเสียชีวิตลงก็ได้รับการยกย่องให้กลายสถานะเป็นเซียนไป มีศาลเจ้าตั้งอยู่บริเวณชั้นบนของโรงพักพลับพลาไชย

พูดกันนะว่า คนจีนก็มีวิถีชีวิต ประเพณี วัฒนธรรมเก่าแก่และรับเอาอิทธิพลของขงจื้อ เรื่องการเคารพผู้อาวุโส ช่วยเหลือผู้อื่น เห็นคุณค่าของครอบครัว บรรพบุรุษ ปลูกฝังกันมาอย่างเข้มข้น เมื่อกลุ่มเหล่านี้เคลื่อนย้ายไปอาศัยอยู่ที่อื่นก็เอาวิธีคิดแบบนี้ติดตัวไปด้วย ยิ่งเมื่อรวมกลุ่มกันก็เกิดเป็นชุมชน บวกกับความเชื่อเรื่องศาสนา ก็มีการสร้างศาลเจ้า มีพื้นที่รวมตัวกันของผู้วายชนม์

คนจีนเองก็แทบจะไม่ผสมกับคนชาติอื่น มีโลกของตนเอง ไม่ปะปน ผสมกับคนท้องถิ่น ซึ่งไม่ใช่กับคนไทย ที่สามารถหลอมรวมวัฒนธรรมอื่นได้ทั้งหมด  ซึ่งเมื่อพูดถึงเยาวราชหลายคนจะนึกถึง ‘คนจีน’ ซึ่งจริงๆแล้วเยาวราชไม่ได้มีแค่คนจีน ในผลงานของทิววัฒน์ก็จะพูดถึงเรื่องนี้ เราจะเห็นศาลเจ้าจีน วัดไทย โบสถ์ฝรั่ง อยู่ในนั้น

หรืองานวิดีโอของอำมฤทธิ์ ชูสุวรรณนำเสนอการผสมกันของวัฒนธรรมในพื้นที่เยาวราชที่มีทั้งไทย จีน อีสาน ใต้ เหนือ พม่า ยิ่งเราเข้ามาตามตรอกซอกซอยเราก็จะเจอคนเหล่านี้ ซึ่งเป็นคนเบื้องหลัง เป็นแรงงาน ภาพเคลื่อนไหวที่ศิลปินบันทึกไว้ก็ถูกนำมาซ้อนทับกันจนภาพเบลอไปในที่สุด เป็นการนำเสนอสิ่งที่เหมือนจะไม่มีอยู่ แต่แท้จริงแล้วคนที่ถูกบันทึกไว้ เขาล้วนมีตัวตน เราอาจจะไม่รับรู้ว่ามีอยู่จริง

Photos by ปรีชา ภัทรอัมพรชัย (Preecha Pattara)

มีแผนจะทำอย่างไรกับพื้นที่นี้ต่อ

ก็มีคิดอยู่ แนวทางหนึ่งก็อาจจะปล่อยให้มีสภาพแบบอย่างที่เห็นนี้ อีกแบบหนึ่งก็ต้อง รีโนเวทใหม่ซึ่งต้องใช้ทุนสูง ผมจึงเข้าใจคุณอาของผมเลย ว่าจะปล่อยทิ้งไปก็น่าเสียดาย จะเก็บไว้ก็ไม่รู้จะเอามาทำอะไร ในเมื่อเรายังสามารถเช่าอยู่ได้
หากถึงจุดหนึ่งที่ผมจะต้องออกจากตึกหลังนี้ ก็คือ อาจจะต้องมีการขอคืนพื้นที่เพื่อปล่อยให้ผู้เช่าเจ้าใหญ่กว่านำไปใช้ประโยชน์อย่างอื่นแทน