นิทรรศการ Drawing
โดย ปริณต คุณากรวงศ์
ภัณฑารักษ์ โดย ดุษฎี ฮันตระกูล
จัดแสดงที่ 100 Tonson Foundation
ระหว่างวันที่ 18 มิถุนายน – 4 ตุลาคม พ.ศ.2569

มูลนิธิ 100 ต้นสน นำเสนอนิทรรศการ Drawing โดยปริณต คุณากรวงศ์ กับการรวบรวมผลงานศิลปะหลากหลายรูปแบบที่ผสานเอาความทรงจำของผู้คนที่ฝากร่องรอยไว้บนวัตถุ สิ่งของ ภาพถ่าย และ สถานที่ ที่ศิลปินเคยย่างกรายเข้าไปเก็บเกี่ยวไว้ตลอดการเดินทางและการสร้างสรรค์งานศิลปะในหลายปีที่ผ่านมา ด้วยการหยิบเอานิยามของ“การวาดเส้น”มาขยับขยายให้เป็นมากกว่าเรื่องราวของการขีดเขียน แต่ใช้ในฐานะของสื่อกลางที่คอยเชื่อมโยงความทรงจำอันกระจัดกระจายให้กลายมาเป็นกลุ่มก้อนเดียวกัน

จุดเริ่มต้นของนิทรรศการเดี่ยวครั้งแรกกับ มูลนิธิ100ต้นสน

“แรกเริ่มก็เป็นทางศิลปินกับมูลนิธิ100ต้นสนที่กำลังมีโปรเจคร่วมกัน ส่วนผมก็ได้รับเชิญจากทางศิลปินให้เข้ามาช่วยเป็นภัณฑารักษ์เพื่อช่วยกันออกแบบเนื้อหาและเรื่องราวของนิทรรศการ ด้วยความที่ศิลปินเองก็เป็นคนที่ทำงานหลายอย่าง เช่น installation, sculpture, video หรือ sound อะไรแบบนี้เยอะแยะไปหมด

“ไอเดียก็อยากที่จะทำโชว์จัดแสดงงานประติมากรรมล้วนๆ แต่อยู่มาวันหนึ่งเราก็ไปเดินคุยกันอยู่ที่สวนลุมฯว่า เราจะตั้งชื่อนิทรรศการว่ากันอะไรดี ก็ไปนึกถึงการ drawing เพราะมันเป็นกิจกรรมที่ใครๆก็สามารถทำได้”

“ในวันนั้น เราเล่าเรื่องของ Alexei Leonov มนุษย์อวกาศชาวรัสเซียที่สร้างงานศิลปะชิ้นแรกนอกโลกโดยการ drawing จากเหตุการณ์ที่เขาต้องขึ้นไปปฏิบัติภารกิจบนอวกาศแล้วเกิดอุบัติเหตุเชือกหลุดมือ ทำให้เขาลอยอยู่นอกอวกาศไปพักนึง ทีนี้ทางสถานีโทรทัศน์ของรัสเซียที่กำลังถ่ายทอดสดอยู่นั้นก็ทำการตัดภาพแล้ว เล่นเพลง Requiem ของ Mozart และเมื่อ Alexei สามารถกลับขึ้นมาบนยานได้สำเร็จ ทว่าชุดของเขาก็พองขึ้นจากข้อบกพร่องอะไรบางอย่างทำให้เขาต้องเข้าช่องประตูที่เป็นระบบ airlock ด้วยความยากลำบากโดยการค่อยๆพยายามไล่แรงดันภายในชุดออกทีละเล็กละน้อย

“เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้ Alexei เกิดความเครียดและกดดันเป็นอย่างมาก เขาจึงได้เอาดินสอสีที่พกติดตัวไปบนอวกาศออกมาวาดรูปลงบนกระดาษ ซึ่งในอดีตก่อนที่เขาจะมาเป็นนักบิน เขาอยากเป็นศิลปินมาก่อน ซึ่งรูปที่เขาวาดขึ้นมาในชื่อ orbital sunrise ก็เสมือนเป็นสิ่งที่ช่วยประคับประคองสติของเขาเอาไว้ได้

“เรื่องราวของ Alexi ทำให้เราก็คิดว่า drawing เป็นสิ่งที่ผูกพันกับการวิวัฒนาการของมนุษย์มาอย่างช้านาน ทั้งยังใช้ในการสื่อสารความหมาย สร้างภาษาด้วยภาพ ตัวอักษร รวมถึงการสร้างการรับรู้อะไรบางอย่างร่วมกัน ซึ่ง drawing ของปริณตเองก็แสดงลักษณะแบบนั้น

ดังนั้น เราจึงอยากให้โชว์นี้ พูดถึงงานศิลปะไม่ว่าจะเป็นงาน drawing, sculpture หรือ video ในฐานะของการ ‘วาดภาพในหัว’” ดุษฎี ฮันตระกูล ภัณฑารักษ์กล่าวถึงจุดเริ่มต้นของนิทรรศการ

“คำว่า‘วาดภาพในหัว’ที่ภัณฑารักษ์มอบให้กับเรา เป็นใจความสำคัญทั้งหมดสำหรับการทำโชว์นี้ เราก็เอาประโยคนี้มาทำการบ้านเลยว่าจะสามารถหยิบเอางานชิ้นไหนมาใช้ในโชว์ได้บ้าง มีทั้งการนำงาน drawingเก่าในสมุดบันทึกมาขยายขนาด หรือ ค้นหาเรื่องส่วนตัวมาผูกโยงกับอะไรได้บ้าง

“แล้วมันก็เริ่มมาทำงานตั้งแต่ปีที่ผ่านมา ผมไป residency ทั้งที่ญี่ปุ่น เชียงใหม่ และ อินโดนีเซีย ก่อนจะกลับมาที่นี่ ผลงานทั้งหมดในนิทรรศการก็จะเล่าเรื่องเชื่อมโยงไปถึงกิจกรรมต่างๆที่ผ่านมาด้วย ตัวอย่างเช่น เราได้ทำงานกับเพื่อนศิลปินชื่อ ยูจิน ลี และเขาก็เป็นคนที่แนะนำวิธีการวาดแบบนี้ให้เรา ซึ่งเป็นวิธีการวาดภาพด้วยการพยายามถ่ายทอดภาวะภายในออกมา และผลัดกันวาดภาพลงบนกระดาษแผ่นเดียวกันแบบกลับกันไปมา

“เราเรียนจบจากคณะสถาปัตย์จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมาก่อน แล้วก็เล่นดนตรี เรียน sound engineer แล้วก็ไปเรียนศิลปะที่ New York ก่อนจะย้ายไปจบที่ Goldsmiths (MFA Fine Art, University of London) ประเทศอังกฤษ” ปริณต คุณากรวงศ์ กล่าว

แล้วทำไมจึงหันมาสนใจเรียนวิชาศิลปะ

“เราสนใจศิลปะมาตั้งแต่แรกอยู่แล้ว เราอยากรู้ว่า คนทำงานศิลปะเขาคุยกันแบบไหน เรียบเรียงความคิดอย่างไร ก็คิดว่าอยากจะเข้าถึงมัน

“อย่าง การเรียนสถาปัตย์ จุฬาฯ เป็นการนำเสนอแผนภาพบางอย่างที่ต้องอาศัยคำอธิบายมากๆ พอเป็น sound engineer drawing ก็เป็นการเรียน drawing ที่พูดถึงค่าตัวเลขที่สามารถทำให้ไฟฟ้าหรือเสียงได้ นั่นทำให้รู้เลยว่าการเรียน technology กับ art มันเป็นคนละเรื่องกัน

“drawing เองจึงสามารถเป็นได้ทั้ง การนำเสนอรูปแบบของการทำงาน/ขยับของเครื่องกล สามารถเป็นเรื่องของสัญลักษณ์ที่เชื่อมโยงกับคนอื่นได้ เป็นทั้งโน้ตเพลง. หรืออย่างภาพพิมพ์ lithography เองก็มีประวัติศาสตร์ของมัน ซึ่งเริ่มมาจากการพิมพ์โน้ตมาก่อน มันไม่ใช่เริ่มมาจากการเป็นงานเพื่อให้ศิลปินทำภาพพิมพ์เสียทีเดียว”

สิ่งที่พยายามนำเสนอผ่านชิ้นงานที่จัดแสดงเหล่านี้คืออะไร

“อย่างแรกคือ ทางภัณฑารักษ์ให้อิสระกับเราในการเลือกชิ้นงาน เอาให้มันเต็มห้อง

“อย่างที่สอง เรื่องที่หยิบมาเล่า มันก็ต้องกระทบใจเราพอควร มันต้องรู้สึกว่ามันสำคัญที่จะให้คนดูได้อะไรจากสิ่งนี้ เราก็รู้สึกว่าเราได้ทำได้เรียนรู้เยอะ

“เราเลือกงานจากประสบการณ์ส่วนตัว จากการที่เราพาตัวเองไปอยู่ในสถานการณ์หนึ่ง หรือ เราสนใจเรื่องอะไรอยู่ ณ ช่วงเวลานั้น

“วิธีการใช้ชาโคลนี้ก็เริ่มมาจากการที่เราไปเชียงใหม่ เยี่ยมสตูดิโอของมิตร ใจอินทร์ แกก็หยิบเอาแท่งถ่านไม้ที่เอาไว้เผาฟืนปิ้งย่างพร้อมกับแคนวาสมาให้เราวาด แล้วเราก็วาดจนถึงเที่ยงคืนเลย ซึ่งไอแท่งถ่านนี้มันก็วาดยาก เพราะมันเป็นถ่านที่ซื้อมาจากตลาดบ้านๆ เขียนออกบ้างไม่ออกบ้าง นั่นก็เป็นครั้งแรกเลยที่เราได้ลองทำงาน drawing บนแคนวาสชิ้นใหญ่เลย เราก็ทำอย่างนี้ไปได้ 2-3 วัน ใช้เวลาไม่นานหรอก แต่รู้สึกขอบคุณแกมากเลย เหมือนเป็นการไปเข้าคอร์สธรรมะอะไรสักอย่าง

“ปกติเราก็วาดอะไรอย่างนี้บนกระดาษอยู่แล้ว แต่ไม่เคยวาดอะไรใหญ่แบบนี้ มาก่อน แน่นอนว่ากระดาษ กับ แคนวาส มันให้ความรู้สึกกันคนละแบบ ถ่านไม้แบบนี้ก็ไม่เหมือนกัน แท่งชาโคล (charcoal) ที่ทำไว้สำหรับวาดภาพโดยเฉพาะ

“มันคนละความรู้สึกกัน พวกนี้มันจะเป็น charcoal แบบสำหรับวาดแล้วมันไม่ใช่ charcoal แบบนั้นเพราะเรารู้สึก charcoal แบบนั้นมันไม่ค่อยตามมือ แล้วเราก็คิดว่ามันไม่จำเป็นต้องใช้พวกนั้น คิดว่ามันสำคัญที่มันเรียนรู้แบบนั้น

“ทั้งนี้ งานของเราเองก็ไม่ได้คำนึงว่าจะต้องใช้เทคนิคใดในการนำเสนอขนาดนั้น มันเป็นธรรมชาติ งานนี้จะคุยอะไรกับเรา เพื่อนคนนี้เขาอยากพูดอะไรกับเรา สถานที่นี้เขาพูดอะไรกับเรา แล้วงานมันก็จะค่อยๆ เป็นการซ้อนๆ เข้าไป แล้วปรากฏเป็นภาพออกมา มีลักษณะของการ ‘ประชุม’ กันอยู่แล้วพอหมดโชว์นี้ไปมันก็ไม่รู้จะยังไงต่อ”

“เราเอากระดาษที่แสดงรายชื่อชาร์ตสีมาร่วมแสดงด้วย เป็นกระดาษที่ได้มาจาก Andrew Stahl เขาเป็นศิลปินที่แนะนำให้เราเริ่มไปวาดรูปในคาเฟ่ เพราะปกติเราชอบวาดที่บ้านมากกว่า เรารู้จักเขาตั้งแต่ตอนไปเรียนที่ London เขามักจะพูดคุยกันเรื่อง painting และชวนให้เราไปร่วมทำงานด้วยกันชื่อโปรเจค ‘monologue dialogue’ แต่น่าเสียดายที่เขาป่วยและเสียชีวิตไปก่อน กระดาษแผ่นนี้ก็เหมือนกับว่าเราได้แสดงผลงานร่วมกับเขาแล้วหล่ะ”

มาในส่วนของ Sculpture กันบ้าง ผลงานเหล่านี้ต้องการจะสื่อสารอะไรแก่ผู้ชม

“ผลงาน Sculpture นี้ก็มาจากซีรีส์ภาพถ่ายของเราใน instagram เกี่ยวกับ ‘everyday object’ ช่วงนั้นเป็นช่วงที่พ่อของเราใกล้จะเสีย ทำให้เรารู้สึกไม่สามารถทำงานได้ เราก็พยายามมองหาวิธีการอื่น เลยใช้วิธีการ crop ภาพเอาเพื่อให้เป็นชิ้นงานและโพสต์วันละรูปใน instagram ทำให้ object บนถนนกลายเป็น sculpture

“Sculpture ของเราเอง ก็เป็นภาษาเดียวกันกับรูปถ่ายที่เราทำมาอยู่แล้ว เป็นการสร้างบทสนทนาของตัวเองขึ้นมาในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ชิ้นงานที่เลือกมา ก็ค่อนข้างจะร้อยเรียงไปกับเรื่องที่อยู่ในวิดีโอ ซึ่งเราทำมาจนได้ 70 ชิ้นแล้ว เราเรียกมันว่า Monument for the Mass พูดถึง object ในชีวิตประจำวันของคนทั่วๆไป

“ชิ้นที่เราเลือกมาแสดง เช่น เสื่อที่ไปเก็บมาจากตอนการชุมนุมวันที่ 14 ตุลา 2563 ตรงกับปีที่ อานนท์ นำพาถูกจับในการชุมนุม และเราก็ได้เสื่อนี้มาจากศิลปิน สมโภชน์ แซ่อั่ง เป็นตอนที่พวกเรากำลังจะทหารเข้ามาเคลียร์พื้นที่ชุมนุม แกก็บอกว่าเก็บเสื่อไปเอาไปเป็นงาน ก็เลยได้เก็บมาแล้วเพิ่งเอามาใช้ในงานซีรีส์นั้น

“เราจะไม่ได้เข้าไปจัดการกับ object เพิ่มเติมด้วยวิธีการ craft เท่าไหร่ เพราะเรารู้สึกว่า object ที่มีในชีวิตประจำวันมันซับซ้อนอยู่แล้ว object เช่น จานที่เราเห็นได้ทั่วไป เราไม่สามารถรู้ได้เลยว่า มันผ่านมาแล้วกี่มือผ่านมากี่โรงงาน มากี่คน

“ส่วนวิดีโอชิ้นนั้นมันเป็นการหยดซีอิ๊วที่เป็นศาลเจ้าที่อยู่ในย่านคนจีน ประเทศอินโดนีเซียศาลเจ้านี้มีประวัติของการที่คนจีนเคยโดนฆ่าตายโดยทหารของบริษัทดัตช์อีสต์อินเดียร่วมกับกลุ่มชาติพันธุ์อื่นในบาตาเวียสังหารชาวจีน ช่วงประมาณปี 1740 มีคนจีนเสียชีวิตกันไปประมาณ 10,000 คน พอมายังยุค 90 ก็เกิดเหตุการณ์ พฤษภาคม 1998 (May 1998 riots of Indonesia) วิกฤตเศรษฐกิจที่ส่งผลกระทบกับค่าเงินของประเทศ เกิดการประท้วงทั่วประเทศ มีการสร้างความเกลียดชังให้คนจีน เพราะคนจีนส่วนใหญ่จะเป็นนายทุน มีการทำร้ายคนจีน เผาไชน่าทาวน์ ทำให้มีผู้เสียชีวิตอีกเป็นจำนวนมาก

“งานนั้นมันก็พยายามบอกเล่าถึง การหยดซีอิ๊วเพื่อเรียกดวงวิญญาณที่อยู่ในศาลเจ้านั้น ให้ออกมาแล้วลากยาวไปถึงบ้านของประธานาธิบดีอินโดนีเซีย ซึ่งประธานาธิบดีคนปัจจุบันก็เป็นลูกเขยของประธานาธิบดีที่ดำรงตำแหน่งในเหตุการณ์ครั้งนั้น ซึ่งก็คือ ซูฮาร์โต้

“เราเชื่อมโยงไปกับงานอื่น ๆ อย่าง ไอเดียของวิดีโอเพอร์ฟอร์ม ‘การกินแผนที่’ ก็สามารถอ่านได้หลายอย่าง เช่น ‘ทัศนคติที่มีต่อคนเชื้อสายจีน’ จากสิ่งที่เราเจอเมื่อไปที่ญี่ปุ่น บางคนก็มองว่าพวกเขาทำให้บ้านเมืองไม่น่าอยู่ เกิดความรู้สึกรังเกียจคนต่างชาติ หรือ บางคนจะมองว่าเป็นเพียงแค่การเคี้ยวกระดาษและกลืนเข้าไปก็ได้

“sculpture กล่องที่มีชามเซรามิคนี้ ภายในกล่องก็จะมีแผนที่ที่เคี้ยวอยู่ มีฟิกเกอร์ที่รูปร่างคล้ายกับท่านผู้นำ จัดวางอยู่เทียบเคียงไปกับม้วนเสื่อในลักษณะผิดธรรมชาติ ใกล้กันก็จะมีชามบะหมี่ที่คนทั่วไปใช้กัน เป็นชามบะหมี่ที่คนจีนอพยพมาเปิดร้านทำมาหากิน ภาษาภาพที่เราสร้างขึ้นมานี้ เราตั้งใจจะให้มันมีความเชื่อมโยงทางวัฒนธรรมที่แบบหลวมๆ”

“ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือ การเอารูปลักษณ์ขององคชาติมาเป็น figure ซึ่งสามารถสื่อถึงความเป็นชาย ความศักดิ์สิทธิ์ เป็นทั้งสิ่งที่คนโบราณใช้เป็นเครื่องราง ตั้งแต่ สมัยโรมันเพื่อไล่วิญญาณร้าย เป็นปลัดขิกของคนไทย เป็นได้ทั้งของสูง-ต่ำ”

“ผลงานเหล่านี้ในนิทรรศการต่างก็มีเรื่องราวมากมายที่เราอยากจะพูด ส่วนหนึ่งก็เสมือนการ tribute เรื่องราวของชีวิต ครอบครัว ความทรงจำ การพยายามทำความเข้าใจต่อตนเอง

“เช่น ความรู้สึกผูกพันของเราที่มีต่อประเทศญี่ปุ่น เพราะเป็นสถานที่ที่พ่อกับแม่พากันไปฮันนีมูน ก่อนจะกลับมาที่กรุงเทพฯ ช่วยกันสร้างกิจการ ทำให้ครอบครัวมีฐานะที่ดีขึ้นจนทำให้เราสามารถเติบโตเป็นศิลปินได้

“เรื่องราวเหล่านี้ สะท้อนถึงความซับซ้อนเชิงอัตลักษณ์ของลูกหลานคนจีนอพยพอย่างเรา ซึ่งก็อดคิดไม่ได้ว่าถ้าบรรพบุรุษของเราย้ายไปอยู่ที่อื่น อัตลักษณ์ของเราก็คงเป็นอื่นไป” -ปริณต กล่าวทิ้งท้าย