กลายเป็นธรรมเนียมในระดับสากลโลกแล้ว เมื่อเข้าสู่เดือนมิถุนายนของทุกปี ธงสีรุ้ง สัญลักษณ์ของกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศก็จะโบกสะบัดปรากฏให้เราได้เห็น และเราก็จะรับรู้ได้ทันทีว่าถึงเวลาของการเฉลิมฉลอง Pride Month
ด้วยความที่เมืองไทยของเราเป็นประเทศที่เปิดรับความหลายหลากของทุกวัฒนธรรมอย่างเปิดเผย เราจึงได้เห็นภาพบรรยากาศการเฉลิมฉลองของ Pride Mouth ในทุกๆปี โดยมีองค์กรภาครัฐและเอกชนให้การสนับสนุนมาอย่างต่อเนื่อง แต่เป็นที่น่าเสียดายที่บรรยากาศเหล่านั้นกลับถูกช่วงชิงด้วยภาพของหนูท่อที่หนีน้ำท่วมขังรอการระบายมาเกาะกลุ่มกันบริเวณโคมต้นไม้บริเวณฟุตบาทของย่านสีลม พร้อมกับเสียงพูดคุยถึงบรรยากาศของการเฉลิมฉลองที่ไม่คึกคักเหมือนเช่นปีที่ผ่านมา
อาจเพราะการมีอยู่ของนโยบาย DEI (Diversity, Equity, and Inclusion) ว่าด้วยการส่งเสริมความเท่าเทียมให้เข้าถึงสิทธิด้านต่างๆ แก่บุคคลทุกหมู่เหล่า ไม่จำกัดแต่เพียงเรื่องของเพศ หรือ เชื้อชาติ แต่รวมไปถึงความทุพพลภาพของบุคคล กลายเป็นบ่อเกิดของความเบื่อหน่ายในกระแสการเมืองเชิงอัตลักษณ์ (Identity Politics) ซึ่งทำให้กระแสการเมืองโลกเกิดการเปลี่ยนขั้วจากซ้ายไปขวา
แม้จะฟังดูสวยหรู หากแต่เมื่อนำมาใช้ในการปฏิบัติจริง นโยบาย DEI ดังกล่าว กลับกลายเป็นเครื่องมือที่บุคคลบางกลุ่มใช้แสวงหาผลประโยชน์ของตนเอง มากกว่าจะเป็นเครื่องมือที่ใช้ส่งเสริมความเท่าเทียมอย่างที่มันควรจะเป็น ตัวอย่างเช่น การใช้ DEI เป็นเครื่องมือในการคัดกรองสัดส่วนของบุคคลในที่ทำงาน โดยใช้ ‘เพศ’ เป็นตัวกำหนด ลามไปถึงเนื้อหาที่ปรากฏบนสื่อบันเทิงอย่าง ซีรี่ส์ ภาพยนตร์ และ วิดีโอเกม.
แน่นอนว่าประเด็นข้างต้นมิใช่สิ่งที่เกิดขึ้นมาอย่างล่องลอย แต่ยังสัมพันธ์กับสิ่งที่เรียกว่า “WOTC (Work Opportunity Tax Credit)” คะแนนที่ทำงานร่วมกับนโยบาย DEI ซึ่งสามารถใช้ในการลดหย่อนภาษี ทั้งยังเป็นคะแนนที่ช่วยดึงดูดเม็ดเงินจากเหล่านักลงทุนให้เข้ามาสนับสนุนโครงการต่างๆของบริษัทได้เป็นอย่างดี
บริษัทหลายแห่งในอเมริกาและยุโรปจึงมีการจัดตั้งแผนกที่ทำงานเพื่อตอบสนองนโยบายที่เกี่ยวข้องกับ DEI โดยเฉพาะ รวมถึงการเกิดขึ้นของบริษัทให้คำปรึกษาด้าน DEI ซึ่งมีหน้าที่เข้ามากำหนดเนื้อหา เรื่องราว และการออกแบบรูปลักษณ์ของตัวละครที่ปรากฏอยู่บนสื่อนั้นๆ อาทิ ตัวละครเอกที่มีเพศสภาพเป็นหญิงผิวดำ ถักผมทรงเดทร็อค พร้อมกับเรียกตนเองว่า “Non-binary” ฯลฯ ซึ่งกลายเป็นดราม่าในสังคมออนไลน์ได้อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน นับตั้งแต่ช่วงปี 2020 เป็นต้นมา

อีกหนึ่งกรณีที่ถูกพูดถึงมากที่สุดก็คือ “Sweet Baby Inc” บริษัทให้คำปรึกษาด้าน DEI กับการพยายามเรียกค่าที่ปรึกษาสูงถึง 7 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อบริษัทผู้พัฒนาเกมในเอเชีย การปฏิเสธที่จะให้ความร่วมมือต่อข้อเรียกร้องดังกล่าว นำไปสู่การที่สื่อตะวันตกหลายเจ้าออกข่าวโจมตี ข่มขู่คุกคาม และดิสเครดิตผ่านสื่อสังคมออนไลน์ผลงานของบริษัทผู้พัฒนาเกม โดยให้เหตุผลว่า วิดีโอเกมเหล่านี้ “ไม่มีความหลากหลาย”มากกว่าจะเป็นการมุ่งเน้นไปที่การนำเสนอคุณภาพและประสบการณ์ที่ผู้เล่นจะได้รับจากผลิตภัณฑ์อย่างที่ควรจะเป็น. สวนทางกับกระแสตอบรับของผู้บริโภคที่ให้การสนับสนุนผลงานดังกล่าวอย่างล้นหลาม
ทั้งนี้ หากเรามองย้อนกลับมาดูงานศิลปวัฒนธรรมฝั่งตะวันออก เราก็จะพบว่า ทางด้านเอเชียเราก็มีวิธีการนำเสนอ ‘ความหลากหลาย’ ในรูปแบบและแนวทางของตนเองเช่นเดียวกัน หนึ่งในตัวอย่างที่ชัดเจนก็คือ นวนิยายจีนกำลังภายในของกิมย้งอย่าง กระบี่เย้ยยุทธจักร ที่นำเสนอตัวละครยอดฝีมือไร้เทียมทาน ตงฟางปู่ป้าย (東方不敗) ประมุขพรรคตะวันจันทรา ผู้สำเร็จเคล็ดวิชา”คัมภีร์ทานตะวัน”ที่ถูกคิดค้นขึ้นโดยเหล่าขันที ซึ่งต้องเริ่มจากการตอนตนเองก่อนเป็นลำดับตอนแรกเพื่อฝึกฝนวิชา ก่อนที่ต่อมาจะเกิดการเปลี่ยนแปลงทางด้านร่างกาย เปลี่ยนจากชายกลายเป็นหญิง ผิวสวยเปล่งปลังแบบสาวแรกแย้ม หรือ “ร่างนวลจันทร์” แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งทางด้านความคิดและจิตใจที่ยอมสละได้แม้กระทั่งเพศสภาพแต่กำเนิด เพื่อให้ได้สิ่งที่ตนปรารถนา
คนที่ติดตามข่าวสารของสื่อเหล่านี้มักจะทราบกันเป็นอย่างดีว่า ในท้ายที่สุด เมื่อธรรมชาติของมนุษย์เกิดเสียสมดุล กระแสสังคมจะเกิดการโต้กลับ จนเกิดการต่อต้านสินค้าและผลิตภัณฑ์ทุกสิ่งอย่างที่เกี่ยวข้องกับนโยบาย DEI จนหุ้นของผู้ประกอบการดิ่งลงเหวหรือที่เขาเรียกกันว่า “go Woke, go Broke” ไปในที่สุด
ซึ่งสิ่งเหล่านี้เองแสดงให้เราเห็นว่า กระแสการเมืองเชิงอัตลักษณ์ในต่างประเทศเองคงจะเริ่มอ่อนแรงลงไปตามกาลเวลา ขณะเดียวกัน รายงานจาก CNN เมื่อปี 2025 ยังได้ระบุว่า บรรดาบริษัทหรือแบรนด์ผู้ผลิตสินค้าใหญ่ๆกำลังที่จะลดให้การสนับสนุนกิจกรรมต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการเมืองเชิงอัตลักษณ์ และ นโยบาย DEI แสดงให้เห็นว่า ภาคธุรกิจหรือหน่วยงานเอง ก็มิได้มีจุดยืนสนับสนุนวาระใดๆของกลุ่ม LGBTQ+ แต่เป็นเพียงการทำตามสิ่งที่ผู้คนบางส่วนต้องการจะให้เห็นเพียงเท่านั้น
มองกลับมายังประเทศไทย เราจะพบว่า ชาวไทยอยู่คู่กับความหลากหลายมาเป็นระยะเวลานานแล้ว แต่ความหลากหลายนี้ มันได้ถูกประยุกต์ให้เป็นไปตามที่บริบทของสังคมในช่วงเวลานั้นจะอำนวย ประจวบเหมาะกับกระแสการเมืองเชิงอัตลักษณ์ที่ช่วยกระเพื่อมให้การเคลื่อนไหวโดยชุมชนสีรุ้งเป็นสีสันให้กับสังคม รวมถึงวงการศิลปะร่วมสมัยไทยเอง ที่เหล่า LGBTQ+ ยังคงสามารถแสวงหาพื้นที่ รูปแบบ และวิธีการแสดงออกของตนเองได้อยู่เสมอ ซึ่งผู้เขียนต้องขอแสดงความคารวะอย่างใจจริง
อย่างไรก็ตาม การยอมรับกันและกันเองในหมู่ LGBTQ+ และการวิจารณ์งานศิลปะระหว่าง LGBTQ+ ด้วยกันเองก็ยังเป็นสิ่งที่สร้างความตะขิดตะขวงใจของผู้เขียนอยู่ไม่น้อย เหตุการณ์นี้มีที่มาจากการผู้เขียนได้มีโอกาสเข้าชมนิทรรศการ Decentralized Thainess (สลายศูนย์) (2024) โดยโศภิรัตน์ ม่วงคำนำเสนอภาพถ่ายเปลือยในกริยาท่าทางต่างๆของเหล่า LGBTQ+ ที่เธอเดินทางไปยังสถานที่ต่างๆ ทั่วประเทศไทย นอกจากนี้ ทางนิทรรศการยังได้มีการจัดกิจกรรมให้ผู้ชมได้เปลือยกายเข้าไปรับชมผลงานศิลปะในพื้นที่จัดแสดง เพื่อสำรวจสิ่งที่มนุษย์ทุกผู้มีเหมือนกันอย่างเท่าเทียมโดยไม่มีเครื่องนุ่งห่มใดปิดกั้น
หากแต่คำวิจารณ์อันแสนเป็นนามธรรมจากนักเคลื่อนไหวชาวหญิงรักหญิงคนหนึ่งที่เอ่ยออกมาว่า ผลงานของโศภิรัตน์นั้น “ดูไม่ Real” สวนทางกับคุณภาพของผลงานและวิธีการนำเสนอที่น่าสนใจตามที่ผู้เขียนรู้สึก อย่างไรก็ตาม ในเวลาต่อมา โศภิรัตน์ก็ได้ถูกคัดเลือกให้เป็นหนึ่งในศิลปินที่จัดแสดงอยู่ในเทศกาลศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ Bangkok Art Biennale 2024 แสดงให้เห็นว่า ผลงานของเธอเองก็เป็นที่ยอมรับและมีคุณค่าในสายตาของผู้อื่น

เรื่องราวข้างต้นฉุดให้ผู้เขียนได้มองเห็น นั่นคือ การพยายามช่วงชิงนิยามของความ “Real” ในเพศวิถีของตนนั้นดูจะเป็นสิ่งที่เป็นนามธรรมอยู่ไม่น้อย นำมาซึ่งคำถามที่ว่า เราจะใช้เครื่องมือใดในการสำรวจ วิเคราะห์ ความ “Real” นี้ แล้วเราจะมองปรากฏการณ์นี้ด้วยสายตาแบบใด และใครหรือเพศใดมีสิทธิ์ที่จะพูดถึงประเด็นของชุมชนสีรุ้งนี้ ?
อ้างอิงจาก Dr.Brian Curtin นักวิชาการผู้ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความหลากหลายทางเพศ และศิลปะร่วมสมัยในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้ให้ข้อคิดเห็นที่มีต่อประเด็นของ Queer และศิลปะ ผ่านการบรรยายเรื่อง “Queer Activism through Contemporary Art from Thailand” ในเวที PRIDE, POLITICS, & WELL-BEING (2026) เอาไว้ได้อย่างน่าสนใจ อาทิ “มองโลกแบบ Queer” ซึ่งมิใช่การค้นหาอัตลักษณ์ทางเพศของศิลปินว่า ใครคนใดเป็น LGBTQ+ แต่เป็นการมองว่า งานศิลปะกำลังชวนเราให้ตั้งคำถามกับสิ่งที่เป็นบรรทัดฐานของสังคม ซึ่งสามารถวิพากษ์ ต่อรอง และตีความใหม่ได้อยู่เสมอ
หรือ “การพูดถึง Queer ผ่านสายตาของชาวตะวันออก” อันเนื่องมาจากการศึกษาเรื่อง Queer ในปัจจุบันยังคงอ้างอิงประสบการณ์และประวัติศาสตร์จากอเมริกาและยุโรปเป็นหลัก (Eurocentric) จนบางครั้งเราหลงลืมที่จะถามว่าประสบการณ์ของไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เองกำลังบอกอะไรกับเรา
ฉะนั้น Queer จึงเป็นได้ทั้งการสำรวจว่าอัตลักษณ์ ความปรารถนา และความสัมพันธ์ทางสังคมถูกสร้างขึ้นและเปลี่ยนแปลงได้อย่างไร มากกว่าจะยึดติดกับนิยามตายตัว สอดคล้องกับข้อเขียนบางส่วนของมรกต ไมยเออร์ที่ปรากฏในนิทรรศการ Patch the World — Between the Seams, Beyond the Surface (ระหว่างโลกที่ต่อกันไม่สนิท ลึกกว่าที่เห็น) (2026)
กล่าวคือ นิทรรศการนี้ ไม่ได้มองความเป็น Queer ในฐานะอัตลักษณ์ที่ตายตัว หรือ จำกัดอยู่เพียงแค่ประเด็นเฉพาะด้านเพศและวิถีที่หลากหลาย หากแต่ Queer ทำหน้าที่เป็นเครื่องมือเชิงวิพากษืที่ช่วยให้เรามองเห็นประสบการณ์ที่กว้างขึ้นของการอยู่ร่วมกัน การดูแล การดำรงออยู่ผ่านเรือนร่าง และการเป็นส่วนหนึ่งของสังคม

ในส่วนของ Patch the World — Between the Seams, Beyond the Surface (ระหว่างโลกที่ต่อกันไม่สนิท ลึกกว่าที่เห็น) (2026) เป็นการจัดแสดงผลงานของกลุ่มเครือข่ายศิลปิน Queer art Thailand ซึ่งเป็นการรวมกลุ่มกันระหว่างศิลปินไทยและต่างชาติกว่า 30 ชีวิต ผู้นิยามตนเองว่าเป็น LGBTQ+ ที่ใช้ศิลปะร่วมสมัยเป็นกระบอกเสียงขับเคลื่อนสิทธิ ความเท่าเทียม และความหลากหลาย รวมถึงเปิดคำถามต่ออำนาจ อัตลักษณ์ ความทรงจำ และความสัมพันธ์ทางสังคมในมิติที่กว้างกว่ายิ่งขึ้น
ตัวอย่างผลงานที่น่าสนใจ เช่น ผลงานภาพถ่าย The Lady (2021) โดยทอม โพธิสิทธิ์ นำเสนออารมณ์ความ คร่ำครวญของชาว Queer ในภาวะสังคมร่วมสมัย ด้วยการหยิบเอาองค์ประกอบของงานจิตรกรรมระดับมาสเตอร์พีช The Birth of Venus ของ Sandro Botticelli ขึ้นมาตีความใหม่ผสานร่วมกับหนึ่งในแนวคิดของรสวรรณคดีไทย “สัลลาปังคพิสัย” (บทโศก) ซึ่งมักใช้บรรยายอารมณ์ ความรู้สึกเจ็บปวด โศกเศร้าของตัวละคร เมื่อต้องพลัดพรากจากสิ่งที่ตนรัก เช่นเดียวกับตำนานของเทพีวีนัส หรือ อะโฟรไดต์ (Aphrodite) ที่แม้จะได้ชื่อว่าเป็นเทพีแห่งความรัก ทว่าด้วยแรงแห่งตัณหาและราคะจึงทำให้ชีวิตคู่ของเทพีองค์นี้กลับมีแต่ความวุ่นวาย ไม่มีทีท่าว่าจะมีความสุขแต่อย่างใด

นอกจากนี้ เทพีอะโฟรไดต์ยังมีบุตรร่วมกับเฮอร์มีส (Hermes) เทพแห่งการสื่อสาร นาม ‘เฮอร์มาโฟรไดตัส (Hermaphrodite)’ ซึ่งว่ากันว่าเป็นเทพกระเทยกรีกคนแรกที่ปรากฏในงานวรรณกรรม แม้แต่เดิมแล้วเขาจะเคยเกิดเป็นบุรุษเพศโดยสมบูรณ์ แต่ครั้งหนึ่งเมื่อนางอัปสรตนหนึ่งชื่อ “ซาลมากิส” เกิดลุ่มหลงในเฮอร์มาโฟรไดตัสขณะที่พบเจอกันโดยบังเอิญ จึงกระโดดโผเข้ากอดเฮอร์มาโฟรไดตัสอย่างแนบชิดพร้อมกับขอพรจากทวยเทพให้เธอสมหวังในรัก ทว่าพรที่นางได้รับกลับทำให้ร่างของทั้งสองรวมเป็นหนึ่งจนมีภาวะเพศกำกวม (Intersex) ปรากฏเพศภาวะทั้งชายและหญิงในร่างเดียว เป็นที่มาของคำว่า “Hermaphrodite” หรือ “กะเทย” ในที่สุด
หรือ ผลงานของไมเคิล เชาวนาศัย Portrait of a Standing Man Holding a Mobile Phone (2024) ที่สานต่อจากผลงานชุด Portrait of Man in Habit (2000) นำเสนอรูปถ่ายของไมเคิล ในเครื่องห่มจีวรแบบพระภิกษุสงฆ์ทั่วไป อากัปกิริยาสำรวม หากแต่มีการแสดงออกถึงนัยทางเพศวิถีของตนอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นการถือโทรศัพท์พร้อมกับเคสลวดลายสีรุ้งซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของกลุ่ม LGBTQ+ หรือผลงานชิ้นก่อนหน้า ซึ่งไมเคิลได้ทำการแต่งหน้าทาปากแสดงจริตเยี่ยงสตรี ขณะที่ในมือถือผ้าเช็ดหน้าลายการ์ตูนสีชมพูหวานแหวว

ถัดไปอีกชั้นนึง ภายในนิทรรศการ “โครงการบ่มเพาะและสร้างเครือข่ายศิลปินรุ่นใหม่ ครั้งที่ 9: พูดไปสองไพเบี้ย?” ผลงานวิดีโอและศิลปะการจัดวาง มนุสโสสิ How Rivers Become Clouds โดยเจษฎา จันทร์แย้ม ก็ได้นำเรื่องราวของ Queer มานำเสนอผ่านประเด็นของการเข้าอุปสมบท (บวชพระ) และ ตำนานการบวชนาคของชาวอุษาคเนย์ มาถ่ายทอดและตั้งคำถามถึงความคาดหวังของครอบครัวชาว Queer รวมถึงบทบาทของผู้มีความหลากหลายทางเพศภายใต้วิถีความเชื่อแบบพุทธไทย นอกจากนี้ศิลปินยังกำหนดให้ผู้ชมที่เป็น ‘ผู้ชาย’ ต้องนุ่งผ้าถุงในขณะที่เข้าไปรับชมผลงานชิ้นดังกล่าว

ภาพถ่ายโดย Bacc หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร
ในส่วนของตำนานการบวชนาคของชาวอุษาคเนย์ กล่าวถึงเรื่องราวสมัยพุทธกาล จากเหตุการณ์ที่นาคตนหนึ่งรู้สึกเลื่อมใสศรัทธาในพระธรรมคำสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงได้จำแลงกายเป็นมนุษย์เพื่อมาบวชเป็นพระภิกษุและปฏิบัติศาสนกิจต่างๆ เหมือนพระภิกษุทั่วไป แต่จะต้องคืนกลับร่างเดิมเมื่อยามหลับใหล
เมื่อพระพุทธเจ้าทรงทราบ ทรงประกาศให้ประชุมสงฆ์ และทรงไม่อนุญาตให้นาคบวช ด้วยเหตุของชาติกำเนิดที่เป็นสัตว์เดรัจฉาน ดังคำตรัสกับนาคว่า “เธอเป็นนาค ไม่สามารถเจริญในพระธรรมวินัยของเราได้ หากเธอปรารถนาเป็นมนุษย์ ขอให้เธอรักษาศีล 8 ในวันที่ 14, 15 และ 8 ผลบุญแห่งศีลจะส่งผลให้เธอพ้นจากชาติกำเนิดที่เป็นนาค และจะได้เกิดเป็นมนุษย์ในชาติถัดไป”
เหตุการณ์นี้ยังเป็นที่มาของคำถามในคำขอบรรพชาที่สืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน ดังคำที่ว่า “มะนุสโสสิ” (เธอเป็นมนุษย์หรือไม่) เพื่อเตือนใจให้กับคณะสงฆ์ยึดมั่นในพระวินัยของพระพุทธเจ้า ยังเป็นการสะท้อนถึงความใส่ใจของคณะสงฆ์ในการตรวจสอบที่มาที่ไปของผู้บวช
จะเห็นได้ว่าทั้งผลงานของไมเคิล และ เจษฎา ได้ตั้งประเด็นไปยังบทบาทของชาว Queer ภายใต้บริบทของสังคมพุทธศาสนาในประเทศไทย ซึ่งไม่ได้มีเพียงแค่เรื่องของการแสดงอัตลักษณ์ทางเพศ แต่รวมถึงปัญหาการถูกกีดกันหรือการเข้าถึงสถานที่และสิทธิในการประกอบพิธีกรรมบางอย่างที่สงวนไว้ให้แค่เพศชายเพียงเท่านั้น พร้อมกับตั้งคำถามต่อความคาดหวังของสังคมที่พยายามกำหนดว่ากฎเกณฑ์หรือวิถีปฏิบัติที่สืบต่อกันมาอย่างยาวนาน พร้อมทั้งเปิดพื้นที่ให้ผู้ชมกลับมาทบทวนกฎเกณฑ์เหล่านี้อีกครั้ง
ทั้งนี้ คำถามด้านสิทธิมนุษยชนของเหล่า Queer ยังคงเป็นประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงอยู่เสมอ เช่นเดียวกับแนวคิดในนิทรรศการ Miss โดยธวัชชัย สมคง กับการนำเสนอบทบันทึกร่างกายของผู้หญิงข้ามเพศ (trans woman) ด้วยภาพเขียนเปลือย (nude) เพื่อชวนให้ผู้ชมร่วมสร้างบทสนทนาเกี่ยวกับชีวิต ความเปลี่ยนแปลงและการยอมรับทางสังคมไทยที่มีต่อกลุ่มคนข้ามเพศ โดยเฉพาะบริบทของสังคมไทย หลังจากร่างกฎหมายสมรสเท่าเทียมในปี พ.ศ. 2568 มีผลบังคับใช้ หรือ ข้อเรียกร้องต่างๆที่ตามมา ไม่ว่าจะเป็น การเปลี่ยนคำนำหน้านาม และ การรับบริการ‘ฮอร์โมนข้ามเพศ’ ที่กลายเป็นประเด็นถกเถียงกันอย่างกว้างขวางในสังคมไทยชั่วข้ามคืน
ปรากฏการณ์นี้เองที่สะท้อนให้เห็นสถานภาพของกลุ่มคนข้ามเพศในสังคมไทยที่แม้จะใช้ชีวิตและดำรงตนในฐานะคนข้ามเพศอย่างสมบูรณ์แล้ว แต่ยังคงขาดการยอมรับบางประการจากโครงสร้างทางกฎหมายและสังคมอย่างแท้จริง

อ้างอิงจากข้อเขียนของ ดร.นฤพนธ์ ด้วงวิเศษ Queer พยายามชี้ให้เห็นว่าอิทธิพลความรู้ของเพศศาสตร์ (sexology) เป็นสิ่งที่อธิบายเพศของมนุษย์จากปัจจัยทางชีววิทยา เข้ามาครอบงำความคิดเรื่องเพศภาวะ (Gender) ทำให้สังคมเชื่อว่า ‘เพศสรีระ’ คือสิ่งที่กำหนดความเป็นหญิงและชาย (Femininity and Masculinity) Queer มองว่าเพศภาวะหญิงชายไม่ได้เกิดจากฮอร์โมนหรือยีน แต่เป็นเพราะวิชาเพศศาสตร์ที่ก่อกำเนิดในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 ทำให้มนุษย์มองเพศสรีระเป็นความจริงเชิงประจักษ์ และมองอารมณ์ปรารถนาทางเพศของตัวเองจากสรีระ ฮอร์โมน และอวัยวะเพศ เรือนร่างของมนุษย์จึงกลายเป็นพื้นที่สำหรับการสร้างความหมายของการมีเพศภาวะหญิงหรือชาย สรีระจึงเป็นเครื่องมือของอำนาจความรู้เพศศาสตร์
สังคมตะวันตกเติบโตมาพร้อมกับความรู้แบบวิทยาศาสตร์และคริสต์ศาสนา และใช้ระบบทุนนิยมในการพัฒนาเศรษฐกิจ ใช้ระบอบประชาธิปไตยในการปกครองสังคม อุดมการณ์เหล่านี้ล้วนมาจากบรรทัดฐานรักต่างเพศแทบทั้งสิ้น ดังนั้น ไม่ว่าจะขุดคุ้ยหาปมปัญหาของอคติทางเพศ เชื้อชาติ ศาสนา ชนชั้น และฐานะทางสังคม ก็จะพบบรรทัดฐานของรักต่างเพศและการสร้างเพศภาวะคู่ตรงข้ามแบบหญิงชายเป็นต้นตอของปัญหาต่างๆ
ข้อเขียนนี้แสดงให้เห็นว่า ความเป็น Queer นั้นมีสภาวะที่พยายามจะท้าทายต่อแนวคิดทางวิทยาศาสตร์ที่ถูกพิสูจน์มาแล้วอย่างช้านาน รวมถึงทางความเชื่อ ศาสนา วัฒนธรรมที่ฝังรากลึกอยู่ในสังคมของเราในทุกมิติ สภาวะของความเป็น Queer จึงอาจหมายรวมถึง สภาวะทางจิตวิญญาณที่อยู่ในตนเอง ดังที่ศิลปิน Queer หลายคนได้หยิบเอาสัญลักษณ์และรูปแบบของงานศิลปกรรมหลากยุคสมัยหลายวัฒนธรรมมานำเสนอ โดยไม่จำกีดกรอบหรือวิธีการ แต่เป็นการแสดงออกถึงความเลื่อนไหลของชีวิตที่พร้อมจะก้าวไปข้างหน้าอย่างอิสรเสรี

ตัวอย่างเหล่านี้สะท้อนว่า การอ่านงานศิลปะแบบ Queer ไม่ได้เริ่มจากการถามว่าศิลปินเป็น LGBTQ+ หรือไม่ แต่เริ่มจากการตั้งคำถามเช่นเดียวกับงานศิลปะอื่นๆว่า ผลงานแต่ละชิ้นนั้นกำลังบอกเล่าสิ่งใดให้แก่ผู้ชม และ สุดท้าย ไม่ว่า เหล่าศิลปิน Queer จะสร้างสรรค์สิ่งใดขึ้นมาด้วยจุดประสงค์ใดก็ตามแต่ เราก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าทุกการเคลื่อนไหวของพวกเขานั้นล้วนเป็นส่วนหนึ่งของการแต่งแต้มสีสันให้กับโลกใบนี้ทั้งสิ้น
อ้างอิง
– thairath
– Gamer Inside
– Bangkok Esports
– THE STANDARD
– SAC
– lsed.tu
