วันที่ 14 สิงหาคม 2565 ณ ชั้น 5 ห้องออดิทอเรียม หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC) ที่ผ่านมานายเสริมคุณ คุณาวงศ์ นักธุรกิจและผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปะ คณะกรรมการยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติสาขาศิลปะและศิลปะการแสดง ได้เป็นแกนนำในการจัดกิจกรรมหารือและระดมความคิดเพื่อจัดตั้ง “สมาคมวิชาชีพธุรกิจศิลปะในประเทศไทย” ซึ่งสมาคมดังกล่าวเป็นการรวมตัวของผู้ประกอบวิชาชีพในอุตสาหกรรมศิลปะในประเทศไทย เพื่อสร้างเครือข่ายความร่วมมือสำหรับการผลักดันให้อุตสาหกรรมศิลปะในประเทศไทยเติบโตอย่างเป็นระบบ และมีมาตรฐานที่สูงขึ้นภายใต้ความมุ่งหวังที่จะเป็นเวทีสำหรับการประสานงานกับอุตสาหกรรมอื่น ๆ รวมถึงการให้ข้อเสนอแนะและความคิดเห็นต่อการเปลี่ยนแปลงของนโยบายสาธารณะและกฎระเบียบของภาครัฐ โดยมีวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งสมาคม ดังต่อไปนี้
ภายใต้ความมุ่งหวังที่จะเป็นเวทีสำหรับการประสานงานกับอุตสาหกรรมอื่น ๆ รวมถึงการให้ข้อเสนอแนะและความคิดเห็นต่อการเปลี่ยนแปลงของนโยบายสาธารณะและกฎระเบียบของภาครัฐ โดยมีวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งสมาคม ดังต่อไปนี้
1.เป็นแหล่งรวมตัวขององค์กรและบุคคลผู้ซึ่งประกอบอาชีพธุรกิจศิลปะ
2.พัฒนาศักยภาพของบุคลากร และมาตรฐานจริยธรรมของวิชาชีพ
3.เป็นตัวแทนของคนในวิชาชีพไปแสดงบทบาทต่อผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งรัฐและเอกชน
4.ให้ความรู้คำปรึกษาทางวิชาชีพ วิชาการ และสิทธิประโยชน์แก่สมาชิกและสังคม
5.ส่งเสริม สนับสนุน และเผยแพร่การศึกษา ค้นคว้า การวิจัยและพัฒนา เพื่อความก้าวหน้าในการประกอบวิชาชีพและการประกอบธุรกิจศิลปะ และให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงต่อยุคสมัย
6.กำหนดและรับรองมาตรฐาน ในกฎระเบียบเกี่ยวกับงานธุรกิจศิลปะตามความเห็นชอบของมวลสมาชิก
อันมีองค์ประกอบของสมาชิกสมาคม ได้แก่ 1.พื้นที่ศิลปะเพื่อธุรกิจ : Art Space, 2.แกลเลอรี่เพื่อการค้า : Commercial gallery, 3.ผู้จัดประมูลศิลปะ : Auction House, 4.ผู้ผลิตและผู้นำเข้าวัสดุอุปกรณ์ด้านศิลปะ : Art Equipment & Material Supplier, 5.ผู้หีบห่อ ขนส่งและติดตั้งงานศิลปะ : Logistic & Handler, 6.โรงหล่อประติมากรรมและอาร์ตทอย : Casting, 7.ผู้จัดเทศกาลศิลปะและอาร์ตแฟร์ : Art Fair & Festival Organizer, และ 8.ผู้ให้บริการด้านการอนุรักษ์งานศิลปะ : Art Conservation

และมีเป้าหมายของการจัดตั้งสมาคมในช่วงเวลา 2 ปีข้างหน้า ได้แก่
1.ผลักดันเรื่องภาษีศิลปะ เช่น ภาษีศุลกากรนำเข้าศิลปะ, ภาษีวัสดุอุปกรณ์สร้างงานศิลปะ, ภาษีสรรพากร, ภาษีรายได้บุคคลธรรมดาของศิลปิน เป็นต้น
2.พัฒนาเครือข่ายการทำงานร่วมกันในระหว่างสมาชิก
3.จัดการสัมมนาระดมความคิดเกี่ยวกับการยกระดับมาตรฐาน Art space และ Gallery
4.แสวงหาสมาชิกเพื่อสร้างความเป็นปึกแผ่นของอุตสาหกรรม
5.ระดมความคิดเพื่อพัฒนาวงการศิลปะ

นอกจากนี้นายเสริมคุณกล่าวเสริมอีกว่า “สมาคมวิชาชีพธุรกิจศิลปะในประเทศไทยนี้ ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องหรือเป็นสมาคมภายใต้การกำกับของรัฐบาล” แต่เป็นสมาคมของภาคธุรกิจเอกชนอย่างเต็มตัว และจะมีการเลือกตั้งนายกสมาคมในภายหลัง เมื่อมีการจัดตั้งสมาคมเสร็จสิ้นแล้วอย่างเป็นทางการ
ข้อมูลข้างต้นนำไปสู่ข้อถกเถียงจากผู้เข้าร่วมเสวนาในหลากหลายประเด็น เช่น ปัญหาภาษีนำเข้า-ส่งออกงานศิลปะที่ถูกประเมินมูลค่าภาษีผ่านประเภทของวัสดุที่นำมาใช้ในการสร้างงานศิลปะชิ้นดังกล่าว แสดงให้เห็นถึงวิธีการที่กรมศุลกากรใช้ในการประเมินมูลค่าภาษีของงานศิลปะ นำไปสู่ข้อเสนอให้มีการแก้ร่างกฎหมายและออกมาตรการในการตรวจสอบภาษีนำเข้า-ส่งออกงานศิลปะที่ชัดเจนยิ่งขึ้น
ต่อเนื่องไปถึงความต้องการที่จะพัฒนาธุรกิจของตนเอง ตัวอย่างเช่น การพัฒนาคุณภาพของงานศิลปะ ผ่านความต้องการที่จะแก้ไขข้อกฎหมายนำเข้าวัสดุบางรายการ ดังกรณีของสารเคมีบางชนิดที่เป็นส่วนประกอบสำคัญในการผลิตชิ้นส่วนวัสดุประเภทเรซิ่น และถูกระบุให้เป็นสารหวงห้ามในการนำเข้ามาใช้ภายในประเทศ ทั้งนี้ทางด้านผู้ประกอบการเชื่อว่า หากมีการแก้ไขข้อกฎหมายและอนุญาตให้เอกชนสามารถนำเข้าสารเคมีชนิดดังกล่าวได้ จะเป็นการยกระดับคุณภาพของชิ้นงานให้มาตรฐานเทียบเท่ากับสินค้าจากต่างประเทศได้อย่างแน่นอน

ประเด็นที่น่าสนใจถัดมาคือ การหาคำนิยาม (definition) และข้อแตกต่างระหว่าง “Art Space/พื้นที่ศิลปะ” กับ “Commercial gallery/แกลเลอรี่เพื่อการค้า” โดยมีข้อเสนอแนะจากผู้ประกอบการพื้นที่ทางศิลปะรายหนึ่ง เรียกร้องให้เหล่าผู้ประกอบการได้ตระหนักถึงความเข้าใจในบทบาทและหน้าที่ของตนในระบบนิเวศศิลปะ ตัวอย่างเช่น การที่ ‘Art Space/พื้นที่ศิลปะ’ ถูกหน่วยงานภาครัฐระบุเอาไว้ว่าเป็น ‘พื้นที่เพื่อการค้า’ ซึ่งการเป็นองค์กรแสวงหาผลกำไรนี้เอง ที่ส่งผลไปยังการขอรับทุนสนับสนุนจากภาครัฐที่เป็นไปได้ยากเพราะขัดกับระเบียบราชการ
ทว่าหากให้ทบทวนไปถึงนิยามของคำว่า “Art Space” ตามหลักสากลที่หมายถึง ‘พื้นที่ทางศิลปะที่ไม่ใช่ Commercial gallery โดยมีนัยถึงการมุ่งนำเสนองานศิลปะเพื่อเป้าหมายบางอย่าง’ นำไปสู่คำถามต่อมา นั่นคือ จุดแตกต่างระหว่าง Art Space และ Commercial gallery คืออะไร? ในเมื่อพื้นที่ทั้งสองสามารถดำเนินธุรกิจค้าขายงานศิลปะได้ ประเด็นดังกล่าวสร้างความสับสนให้แก่หน่วยงานภาครัฐผู้ทำหน้าที่ตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ขอเข้ารับงบประมาณสนับสนุนเป็นอย่างมาก
รวมไปถึงการที่เหล่าผู้ประกอบการจะต้องเริ่มต้นที่การจดทะเบียนกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เพื่อจัดตั้งให้องค์กรของตนอยู่ในรูปแบบของ ‘บริษัท จำกัด’ นั่นจึงทำให้การนิยามคำว่า “Art Space” ในสายตาของหน่วยงานภาครัฐ กลายเป็นพื้นที่แสวงหาผลกำไรไปในที่สุด
การแก้ไขปัญหาของผู้ประกอบการบางรายจึงเลือกที่จะขอทุนสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐอื่น นั่นคือ กระทรวงพาณิชย์ แทนที่จะเป็นสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม ซึ่งทำหน้าที่ส่งเสริมทางด้านศิลปะวัฒนธรรมโดยตรง แสดงให้เห็นมุมมองที่พวกเขามีต่อบทบาทของตนในระบบนิเวศที่ต่างออกไปจากผู้ประกอบการศิลปะคนอื่นๆ
ต่อมาที่ข้อเสนอแนะจากผู้ประกอบการศิลปะอีกแห่งหนึ่ง ที่อธิบายถึงการสร้างคำนิยามและข้อสรุปของตนเองเอาไว้ได้อย่างน่าสนใจว่า พวกเขาเป็น “แกลเลอรี่เชิงการค้าเพื่อผลประโยชน์ของศิลปิน (Commercial gallery for Artist’s profit)” แสดงให้เห็นว่า แม้พื้นที่แห่งนี้จะมีการดำเนินกิจกรรมซื้อขายงานศิลปะ แต่สุดท้ายผลประโยชน์เหล่านั้นก็จะย้อนกลับไปยังศิลปินอยู่ดี ทว่าการดำเนินธุรกิจเพื่อความอยู่รอด นั่นก็เป็นเป้าหมายสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน
ข้อถกเถียงข้างต้นแสดงให้เห็นว่า ยังคงมีผู้คนอีกเป็นจำนวนมากที่ยังคงสับสนกับบทบาทและหน้าที่ที่ทับซ้อนกันระหว่างการเป็นพื้นที่ทางศิลปะที่ขับเคลื่อนเชิงวัฒนธรรม และ การเป็นพื้นที่เชิงพาณิชย์ ซึ่งถ้าหากเหล่าผู้ประกอบการสามารถทำความเข้าใจเกี่ยวกับบทบาทและหน้าที่ของตนในบริบทของระบบนิเวศนี้ได้มากพอ การรวมกลุ่มเพื่อสร้างการต่อรองกับหน่วยงานอื่นๆ ย่อมจะสามารถสร้างความเป็นไปได้ใหม่ๆ ให้ดีกว่าอย่างที่เป็นอยู่
ทั้งหมดนี้เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของการเสวนาเพียงเท่านั้น ยังมีอีกหลายคำถามที่ตามมาอีกมากมายไม่ว่าจะเป็น ถ้าหากมีการช่วยเหลือจากภาครัฐ อย่างการลดหย่อนภาษี หน่วยงานใดที่จะเข้ามาให้การช่วยเหลือหรือทำตามข้อเรียกร้องของสมาคมฯ? อีกทั้งความชัดเจนในบทบาทและเป้าหมายของสมาคมนั้นคืออะไร? คนในวงการธุรกิจศิลปะจะเข้าไปมีส่วนร่วมในการบูรณาการความรู้ร่วมกับสถานบันการศึกษาเพิ่มเติมหรือไม่? และการมีอยู่ของสมาคมวิชาชีพธุรกิจศิลปะในประเทศไทยจะมีความทับซ้อนกับสมาคมแกลเลอรี่และผู้ประกอบการศิลปะ ที่พึ่งจัดตั้งขึ้นได้ไม่นานนี้อย่างไร? ซึ่งเป็นที่น่าเสียดายที่คำถามเหล่านี้ยังคงไม่ได้รับคำตอบและไม่มีใครสามารถหาข้อสรุปได้
เราทั้งหลายคงจะต้องรอดูอีกพักใหญ่ ว่าทิศทางของการจัดตั้งสมาคมนี้เป็นอย่างไร ความเปลี่ยนแปลงในวงการศิลปะจะสามารถเกิดขึ้นได้จริง อย่างที่ผู้นำเสนอแนวคิดนี้หยิบยกขึ้นมาหรือไม่ ผู้เขียนเชื่อว่า จะช้าหรือเร็ว การที่เหล่าผู้ประกอบการเริ่มลงมือทำอะไรซักอย่างย่อมดีเสียกว่าไม่ทำอะไรเลย อย่างที่คนเขาบอกว่า “ทำช้า ดีกว่าไม่ทำอะไรเลย”
