นิทรรศการ Constellation of Complicity / ดาราภิวัตน์ ■ ภูมิทัศน์เงา
โดย: คลาล่า เจิ้ง และ กัน เจิ้ง ยี หมัน, คาร์ลา โมทาเชมี, คาเลด ดาววา, มูกัดดาส มีจิค, ซัคกา, ไซ ▇▇▇, ชาห์รซาด โอรัง, ไทซิยา ครูโกวิค และ วาซิลี โบกาตอฟ, เท็นซิน มิงเยอร์ พัลดรอน และ ทูมาจ ซาเลฮี
คัดสรรโดย Myanmar Peace Museum
จัดแสดงที่ ห้องนิทรรศการหลัก ชั้น 8 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC)
ตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคม – 19 ตุลาคม 2568

ข่าวการถอดชิ้นงานผลงานศิลปะและเซ็นเซอร์รายชื่อศิลปินออกจากการจัดแสดงที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร เนื่องมาจากความพยายามที่จะลดแรงกดดันจากสถานทูตจีน คือสิ่งที่ช่วยตอกย้ำให้เห็นถึงการมีตัวตนอยู่ของระบอบอำนาจนิยม และเป็นอีกครั้งที่อิทธิพลทางการเมืองสามารถแทรกแซงเสรีภาพทางการแสดงออกในรูปแบบต่างๆ ไม่เว้นแม้แต่แวดวงศิลปะ

บทความนี้จะเป็นการพาไปสำรวจเรื่องราว(รวมถึงผลงานที่ถูกเซ็นเซอร์)ในนิทรรศการดาราภิวัตน์ ■ ภูมิทัศน์เงาว่าด้วยการตีแผ่ผลกระทบจากระบอบอำนาจนิยมที่ไม่ได้ดำรงอยู่โดยลำพัง หากแต่เป็นความสัมพันธ์ข้ามพรมแดนที่โยงใยกันอย่างเป็นระบบ ผ่านผลงานของศิลปินจากหลายประเทศผู้ประสบปัญหาทางการเมืองและถูกทำให้กลายเป็นผู้พลัดถิ่น

เมื่อเข้าสู่พื้นที่นิทรรศการ เราจะพบกับเสียงเพลงกล่อมเด็กที่ก้องกังวานทั่วทั้งพื้นที่จัดแสดงผลงาน กับผลงาน In the Mother’s Arms โดย ไทซิยา ครูโกวิค และ วาซิลี โบกาตอฟ (Taisiya Krugovykh & Vasily Bogatov) ผลงานจัดวางและเสียงที่ชวนสะเทือนอารมณ์

In the Mother’s Arms โดย ไทซิยา ครูโกวิค และ วาซิลี โบกาตอฟ (Taisiya Krugovykh & Vasily Bogatov)

ด้วยเนื้อหาของบทเพลง ซึ่งมีที่มาจากถ้อยคำในสัญญาจัดหายุทโธปกรณ์ระหว่างรัสเซียกับเมียนมา ก่อนจะถูกเปลี่ยนให้เป็นเพลงกล่อมเด็กด้วยปัญญาประดิษฐ์และขับร้องเป็นภาษารัสเซีย เปิดโปงการสมรู้ร่วมคิดของรัฐบาลอำนาจนิยม เผยให้เห็นว่ารัสเซียส่งยุทโธปกรณ์ให้กับกองทัพเมียนมาเพื่อปราบปรามขบวนการเรียกร้องประชาธิปไตย และยุทโธปกรณ์ชุดเดียวกันยังถูกส่งไปใช้ในสงครามยูเครน ดั่งวัฏจักรของความขัดแย้ง การค้า และการสงครามที่ไม่สามารถแยกขาดออกจากกันได้

(ซ้าย) Music is Not a Crime (2025) โดยคาร์ลา โมทาเชมี (Karla Mohtashemi) และ (ขวา) Toomaj Salehi (2025) โดยชาห์รซาด โอรัง (Shahrzad Orang) กราฟฟิตี้ดิจิทัลทั้งสองแสดงภาพของนักเคลื่อนไหวชาวอิหร่าน ทูมาจ ซาเลฮี ผู้ใช้เสียงเพลงเป็นเครื่องมือการต่อต้านรัฐ
Siège โดยศิลปินชาวซีเรีย คาเลด ดาววา (Khaled Dawwa) ประติมากรรมสำริด ถ่ายทอดภาพร่างมนุษย์ที่ถูกกดทับอยู่ในโครงสร้างของแท่งอิฐ เปรียบเสมือนการถูกคุมขังทั้งทางกายภาพและจิตใจ นำเสนอประสบการณ์จากการลี้ภัยและการต่อสู้เพื่อดำรงอยู่ในโครงสร้างที่กดขี่ ทั้งในประเทศต้นทางและในโลกตะวันตก

ในโลกยุคใหม่โดยเฉพาะยุคสมัยของอินเทอร์เน็ต ‘ข้อมูล’นับว่าเป็นสิ่งสำคัญ ที่รัฐใช้ในการบริหารจัดการการปกครองของตนในทุกมิติ การสอดแนมจึงกลายเป็นหนึ่งในยุทธวิธีสำคัญในการเฝ้าสังเกต รวบรวมข้อมูลเหล่านั้น โดยเฉพาะกับรัฐเผด็จการที่มักใช้การสอดแนมกับประชาชนภายในพื้นที่อธิปไตยของตนเอง เพื่อป้องกันการเผยแพร่ข้อมูลบางอย่างที่อาจสร้างแรงสั่นสะเทือนถึงความมั่นคงของตนได้ รวมถึงการว่าจ้างบริษัทข้ามชาติและส่งสายลับเข้าไปปฏิบัติการสอดแนมข้ามพรมแดน ส่งให้กฎหมายที่มีไว้เพื่อป้องกันการละเมิดสิทธิเสรีภาพไม่มีความหมายอีกต่อไป

ภาพเขียนที่แสดงให้เห็นว่า แม้แต่ประเทศในทวีปยุโรปอย่างสหราชอาณาจักร หรือ เมืองหลวงอย่างลอนดอนเอง ต่างก็มีสายลับต่างชาติแทรกซึมอยู่ทุกหนทุกแห่ง ตั้งแต่ สวนสาธารณะยันในสถานบันเทิง คือส่วนหนึ่งของผลงาน Anti-Spy Spy Club (2025) โดยคลาล่า เจิ้ง และ กัน เจิ้ง ยี หมัน (Clara Cheung & Gun Cheng Yee Man) สองศิลปินชาวฮ่องกงผู้ก่อตั้งพื้นที่ศิลปะ C & G Apartment หยอกเย้าความรู้สึกไม่ปลอดภัยเมื่อถูกสอดแนมโดยเจ้าหน้าที่รัฐ เชื้อเชิญให้ผู้ชมเข้ามามีส่วนร่วมกับปฏิบัติการทางศิลปะ ด้วยการพับกระดาษไปพร้อมๆกับวิดีโอสอนการพับกระดาษรูปปืนที่ศิลปินทั้งสองตระเตรียมเอาไว้

อย่างไรก็ตาม กระดาษที่ศิลปินจัดเอาไว้ให้ผู้ชมนั้นไม่ใช่กระดาษใช้แล้วทั่วไป หากแต่เป็นสำเนาเอกสารโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ของภาครัฐโดยปรากฏรายละเอียดทั้งในลักษณะรายการข้อความและตัวเลขต่างๆ ตลอดจนชื่อของบริษัทรับเหมาก่อสร้างรายใหญ่สัญชาติไทย ซึ่งมีบทบาทสำคัญในฐานะหนึ่งในสามยักษ์ใหญ่ของวงการรับเหมาก่อสร้างระดับประเทศ และมักมีการร่วมทุนกับบริษัทข้ามชาติอื่นๆ อยู่เสมอ นัยของการเลือกกระดาษที่เฉพาะเจาะจงเช่นนี้ดูจะแสดงให้เห็นถึงสายสัมพันธ์ในรูปแบบระบอบทุนนิยมข้ามชาติที่ข่องเกี่ยวกัน ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

ส่วนถัดไปของนิทรรศการจะพบกับผลงานภาพถ่ายของซัคคกา (SACCA) กลุ่มศิลปินภาพถ่ายจากเมียนมา ซึ่งรวมตัวขึ้นภายหลังการรัฐประหารรัฐบาลพลเรือนในเมียนมา เมื่อกุมภาพันธ์ 2021 เพื่อบันทึกภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบนท้องถนนท่ามกลางวิกฤตทางการเมือง และใช้เป็นกระบอกเสียงสำคัญในการถ่ายทอดสภาพความเป็นจริงที่ถูกบิดเบือนโดยรัฐ ตั้งแต่ ภาพของการชุมนุม การไว้อาลัยให้แด่ผู้ที่เสียชีวิตจากการใช้กำลังทหารเข้าปราบปราม หรือชีวิตประจำวันของประชาชนในพื้นที่ต่างๆทั่วเมียนมา ซึ่งได้รับผลกระทบจากการปกครองของรัฐบาลเผด็จการ

ภาพถ่ายเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ของช่วงเวลาทางประวัติศาสตร์เมียนมา ซึ่งต่อให้รัฐพยายามที่จะใช้มาตรการจำกัดเสรีภาพและควบคุมการนำเสนอเนื้อหาของสื่อภายในประเทศของตนมากเพียงใด ก็ไม่สามารถปกปิดความจริงที่ผู้คนในประเทศต้องเผชิญได้ สอดคล้องไปกับผลงานของ ไซ ▇▇▇ ศิลปินชาวเมียนมาอีกคนหนึ่งที่ติดตั้งอยู่ใกล้เคียงกันกับ Wishing Room (2025) ศิลปะจัดวางเสียง มุ้ง แสดงภาพวิดีโอฟุตเทจเหตุการณ์ความไม่สงบในเมียนมา พร้อมคำอธิษฐานอ้อนวอนให้ความสงบและสันติสุขกลับคืนสู่แผ่นดินและประชาชนชาวเมียนมาโดยเร็ววัน

Wishing Room (2025)

และอีกหนึ่งผลงานอย่าง The Regimes That Hold Hands (2025) ภาพพิมพ์ดิจิทัลขนาดใหญ่ นำเสนอลักษณะความสัมพันธ์ระหว่างรัฐ ผ่านท่วงท่าการจับมือของเหล่าผู้นำประเทศและข้อมูลยุทโธปกรณ์ที่แต่ละชาติมีอยู่ในครอบครอง ย้ำเตือนให้เราได้เห็นถึง ความน่าพิศวงของความสัมพันธ์การทูตที่โยงใยเข้าหากัน และเพื่อผลประโยชน์ของตน/ชาติ หรือแม้กระทั่งประเทศที่มีรูปแบบการปกครองซึ่งแตกต่างกันอย่างสุดขั้วก็ยังสามารถจับมือ สร้างความสัมพันธ์ทางการค้าแลกเปลี่ยนยุทโธปกรณ์ เทคโนโลยีทางการทหาร เพื่อนำสิ่งของเหล่านั้นมาใช้สร้างความมั่นคงให้กับตน

The Regimes That Hold Hands (2025)

ในส่วนถัดไปของนิทรรศการ จะพบกับ Earth Is Heard (2025) โดยเท็นซิน มิงเยอร์ พัลดรอน (Tenzin Mingyur Paldrin) ผลงานสื่อผสมจัดวาง ธงมนต์ของชาวทิเบตสำหรับประกอบพิธีกรรมสวดมนต์ทางพุทธศาสนา โดยแบ่งสีออกเป็นธาตุทั้งห้า ได้แก่ ดิน (สีเหลือง) น้ำ(สีเขียว) ไฟ (สีแดง) ลม (สีขาว) และอากาศหรือห้วงอวกาศ (สีน้ำเงิน) พิมพ์ด้วยอักษรทิเบตบนผืนธง ที่ใจกลางปรากฏ “Lungta” อาชาแห่งสายลม (The Wind Horse) สัตว์สัญลักษณ์ผู้ทำหน้าที่นำพาคำอธิษฐานและสิ่งดีๆ ไปกับสายลมแห่งจักรวาล

ดังข้อความ “Free Palestine” ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า สงครามไม่ใช่เรื่องของความขัดแย้งระหว่างสองฝ่าย แต่มันยังส่งผลกระทบและสร้างแรงสั่นสะเทือนไปยังเพื่อนมนุษย์ผู้อื่นที่ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันบนโลกใบนี้

Earth Is Heard (2025) โดยเท็นซิน มิงเยอร์ พัลดรอน (Tenzin Mingyur Paldrin)

อย่างที่ทราบกันดีว่า ผลงานเหล่านี้มีเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับการตีแผ่การกระทำของระบอบเผด็จการ เป็นที่มาของแรงกดดันที่ทำให้หอศิลป์ฯ ไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องทำการปรับเปลี่ยนบางอย่าง เช่น ปกปิดชื่อของศิลปินจากฮ่องกง ทิเบต และอุยกูร์ รวมถึงการถอด ‘ส่วนประกอบ’ ของผลงานบางส่วนออก เช่น ธงทิเบตและอุยกูร์ โปสการ์ดที่มีภาพประธานาธิบดีสี จิ้นผิง และโปสการ์ดที่แสดงความเชื่อมโยงระหว่างจีนกับอิสราเอล

Geopoetics ผลงานวิดีโอที่มีบทเพลงบรรเลงด้วยเครื่องดนตรีพื้นเมือง โดยศิลปินผู้พลัดถิ่นชาวอุยกูร์ มูกัดดาส มีจิค (Mukaddas Mijit) บอกเล่าการมีอยู่ของชาวอุยกูร์ ผู้มีรากเหง้ามายาวนานในเอเชียกลาง ก่อนจะถูกรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของประเทศจีนและต้องเผชิญกับปัญหา “การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ทางวัฒนธรรม” ที่ส่งผลต่ออัตลักษณ์ของพวกเขา

หนึ่งในนั้นคือ Listen to Indigenous People (A Trans Tiban Scholar & Survivor Speaks on the Dalai lama) (2024) ภาพยนตร์ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับการที่รัฐบาลจีนพยายามใช้อิทธิพลของตนเข้าแทรกแซงและใช้ความรุนแรงในการปกครองทิเบตด้วย“นโยบายจีนเดียว” เพื่อเป็นการรักษาเสถียรภาพทางการเมือง สังคม ความสามัคคีชาติพันธุ์ และความกลมเกลียวทางศาสนา ไปจนถึงการพยายามคัดเลือกองค์ดาไลลามะ ซึ่งมีฐานะเป็นถึงผู้นำทางจิตวิญญาณของชาวทิเบต

เหตุการณ์ข้างต้นชวนให้ผู้เขียนนึกถึงวิถีการโต้ตอบกับการแทรกแซงข้ามพรมแดน เมื่อต้องเผชิญกับการแทรกแซงจากระบอบอำนาจนิยม เช่น กรณีการปิดสถาบันขงจื่อ องค์กรการศึกษาที่สนับสนุนการเรียนการสอนทางด้านภาษาและวัฒนธรรมจีนที่ตั้งอยู่ตามมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก หากแต่ในสายตาของรัฐบาลในกลุ่มประเทศตะวันตกบางประเทศกลับมองว่า สถาบันขงจื่อนั้นคือ องค์กรทางการเมืองที่รัฐบาลพรรคคอมมิวนิสต์จีนใช้เป็นด่านหน้าในการปราบปรามผู้เห็นต่างทางการเมืองในต่างแดน

รวมไปถึงเนื้อหาการสอนที่มีความพยายามปกปิดข้อมูลทางประวัติศาสตร์และเหตุการณ์ทางการเมืองในสถาบันอย่าง “T3” ได้แก่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับ ‘Taiwan’ ความพยายามแทรกแซงทางการเมืองไตหวัน, ‘Tibet’ การใช้ความรุนแรงในประเทศทิเบต และ ‘Tiananmen’ การใช้กำลังเข้าปราบปรามประชาชนที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน (1989)

การละเมิดสิทธิ เสรีภาพส่วนบุคคลและเสรีภาพทางวิชาการ คือเรื่องที่ร้ายแรงอย่างมาก จึงเป็นเหตุให้รัฐบาลในบางประเทศต้องออกมาตรการตอบโต้ ‘การปฎิบัติการอันชั่วร้าย’ จากการแทรกแซงภาคประชาสังคมในสถาบันอุดมศึกษา และด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้สถาบันขงจื่อในหลายประเทศต้องปิดตัวลงในที่สุด

เห็นได้ชัดว่า เมื่อต้องเผชิญกับปัญหาการแทรกแซงจากระบอบอำนาจนิยม เราทุกคนย่อมมีวิธีการจัดการและแก้ปัญหาที่แตกต่างกันออกไป ไม่ว่าจะอยู่ในแวดวงการศึกษา หรือ แวดวงศิลปะ

ดั่งคำพูดของฌอง ปอล ซาร์ตร์ที่ว่า “มนุษย์ถูกสาปให้มีเสรีภาพ” สุดท้ายเจตจำนงของเราก็ไม่อาจถูกควบคุมภายใต้ระเบียบของอำนาจอันไม่ชอบธรรมได้อย่างสมบูรณ์

ขอบคุณภาพถ่ายโดย หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC)