To You. 2,500 Years From Now (แด่เธอในอีก 2,500 ปี)
โดย ขจรศักดิ์ รุ่งสุริยัน, ณัฐพล ศรีใจ, เฉลิมพล บุญยัง และ ทีทัช หงษ์คงคา
ภัณฑารักษ์ : ณัฐกมล ใจสาร
จัดแสดงที่ Art4C, Art Centre
ระหว่างวันที่ 7 – 29 มีนาคม 2026
To You. 2,500 Years From Now นิทรรศการที่จะพาไปสำรวจมุมมองที่มีต่อศาสนาและความเชื่อ จากการตีความพุทธทำนาย ว่าด้วย “การสิ้นสุดของศาสนาพุทธ เมื่อดำเนินไปถึง 5,000 ปี” ภายใต้กรอบสมติฐานและความต้องการที่จะขยายขอบเขตความเป็นไปได้ของการสร้างสรรค์ และการนำประเด็นทางพุทธศาสนา มานำเสนอในรูปแบบของงานพุทธศิลป์ร่วมสมัย
พุทธศาสนาและวิทยาศาสตร์
ทุกคนอาจจะเคยได้ยินคำกล่าวที่ว่า “ศาสนาพุทธ คือ ศาสตร์ที่มีความเชื่อเป็นเหตุและผล มีความเป็นวิทยาศาสตร์มากที่สุด” นับเป็นหนึ่งในต้นทางของแรงบันดาลใจที่ทำให้ผู้เขียนต้องย้อนกลับไปศึกษารากของแนวคิดดังกล่าว ว่ามีที่มาอย่างไร ซึ่งต้องย้อนกลับไปในยุคของการล่าอาณานิคม กับการต่อตั้ง ‘ธรรมยุติกนิกาย’ คือ นิกายที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) ทรงก่อตั้งขึ้นด้วยปณิธานที่จะปฏิรูปพุทธศาสนาให้บริสุทธิ์ตามพระธรรมวินัยของพระพุทธเจ้า
ด้วยการสร้างคำอธิบายว่า พุทธศาสนาไม่ใช่เพียงแค่ความเชื่องมงาย แต่เป็นศาสนาที่มีความเป็นเหตุเป็นผลตามหลักวิทยาศาสตร์ที่เชื่อมั่นในปัญญาและความสามารถของมนุษย์ เช่น “หนังสือแสดงกิจจานุกิจ” งานเขียนโดยเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ ว่าด้วยการแสดงให้เห็นถึงพระปรีชาสามารถของพระพุทธเจ้าที่ทรงนำหลักการเรื่องวิทยาศาสตร์มาประยุกต์ใช้อธิบายปรากฏการณ์ทางโลกตามหลักวิทยาศาสตร์ที่ประกอบด้วยเหตุและผล นับเป็นการต่อสู้ทางภูมิปัญญาระหว่างพุทธศาสนาและคริสต์ศาสนาที่ต้องการยืนยันความเหนือกว่าทางคำสอนและการมีพระอัจฉริยะภาพของพระศาสดา พุทธศาสนาต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับสังคมสมัยใหม่ที่หลักการวิทยาศาสตร์และเหตุผลนิยมได้รับการยอมรับในฐานะอารยธรรมสมัยใหม่
อาจสรุปโดยย่อได้ว่า การเข้ามาของความรู้จากตะวันตกก่อให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า การเปลี่ยนแปลงโลกทัศน์ของรัชกาลที่๔ และพระบรมวงศานุวงศ์ที่เปลี่ยนแปลงโลกทัศน์จากไตรภูมิได้เปลี่ยนความเชื่อในเรื่องเวลา นรกสวรรค์ การเวียนวายตายเกิด ไปสู่สิ่งที่อธิบายได้ด้วย “โลกทัศน์แบบวิทยาศาสตร์” ส่งผลให้คำสอนและหลักธรรมที่เกี่ยวข้องกับนรกสวรรค์ถูกลดความสำคัญลง จนก่อให้เกิดความเชื่อใหม่ว่า นิพพานไม่ใช่สิ่งที่ประชาชนทุกคนจะต้องเข้าถึงได้ แต่นิพพานเป็นเรื่องเฉพาะของผู้ปฏิบัติธรรมขั้นสูงที่ต้องอาศัยการศึกษาพระคัมภีร์และการฝึกจิตขั้นสูงเท่านั้น โดยผลของการสืบค้นนี้ได้ถูกนำไปใช้เป็นฐานแนวคิดให้กับผลงานทั้งหมดในนิทรรศการ

วัฏจักรทางวัฒนธรรมและภาพวาด “ปริศนาธรรม” ขรัวอินโข่ง
การเปลี่ยนแปลงโลกทัศน์ของสยามโดยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่4) คือ ช่วงเวลาที่การล่าอาณานิคมจากฝั่งตะวันตกกำลังขยายอำนาจเข้าสู่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ชนชั้นนำสยามเองจึงต้องพยายามปรับตัวเพื่อแสดงให้ต่างชาติเห็นว่าชาวสยามเองก็มีภูมิปัญญาไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าพวกเขา
หนึ่งในนั้นคือ การปรับตัวด้านศิลปวิทยาการ ที่มีการนำหลักทัศนียวิทยา (perspective) มาใช้ในการเขียนภาพจิตรกรรมฝาผนังแบบตะวันตกที่แสดงปริมาตรใกล้-ไกล เป็นที่มาของจิตรกรรมฝาผนังที่มี perspective ยุคแรกของไทย โดยฝีมือของจิตรกรเอกในสมัยรัชกาลที่ 4 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ขรัวอินโข่ง นับเป็นศิลปินที่มีความก้าวหน้าในการผสมผสานแนวดำเนินชีวิตแบบไทย และแนวดำเนินชีวิตของตะวันตกเข้าด้วยกัน
ตัวอย่างเช่น ภาพจิตรกรรมของขรัวอินโข่งที่วัดบรมนิวาสราชวรวิหาร เป็นภาพวาดปริศนาธรรมที่แฝงเรื่องราวเกี่ยวกับธรรมะและตีความใหม่ ซึ่งส่งอิทธิพลต่อการสร้างสรรค์ผลงานของศิลปินยุคหลังเป็นอย่างมาก เห็นได้จากผลงานตลอดหลายปีที่ผ่านมา ที่มักมีการหยิบยกเอาแรงบันดาลใจจากขรัวอินโข่งมานำเสนอใหม่ ทั้งในรูปแบบของงานศิลปะร่วมสมัย และ ศิลปะไทยประเพณี
ปรากฏการณ์ดังกล่าวได้กลายเป็นข้อเสนอที่ผู้เขียนมอบหมายให้ขจรศักดิ์ รุ่งสุริยัน นำไปต่อยอด ตีความ เพื่อสร้างผลงานสร้างสรรค์ของตัวเอง ด้วยพื้นฐานของการเป็นศิลปินผู้ทำงานจิตรกรรมรูปแบบ pop surrealism ที่มุ่งเน้นเนื้อหาไปที่การจิกกัดและตั้งคำถามกับสังคมบริโภคนิยม
ขจรศักดิ์นำเสนอผลงานด้วยตีความภาพปริศนาธรรมของขรัวอินโข่งใหม่ และถ่ายทอดแรงบันดาลใจ ผ่านภาพประกอบจากเทคนิคที่หลากหลาย ทั้ง จิตรกรรม ดิจิตอลเพ้นท์ และ ภาพพิมพ์ทรานสเฟอร์ ลงวัสดุอย่าง แผ่นไม้ และ แผ่นเสียงไวนิล เพื่อสะท้อนให้เห็นปรากฏการณ์ของกระแสบริโภคนิยมของผู้คน เมื่อขวบปีที่ผ่านมา
ผลงานของขจรศักดิ์ ได้ตั้งคำถามต่อกระบวนการผลิตซ้ำทางวัฒนธรรมที่มาในรูปแบบของสื่อและสินค้า อย่างที่เรามักจะได้พบเห็นจากกระแสบริโภคนิยม ที่มักหยิบเอาสิ่งที่เคยเป็นที่นิยมในอดีตมาดัดแปลง พัฒนา ใช้ซ้ำ วนเวียนกันไปอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นดนตรี เสื้อผ้า หรือ แรงบันดาลใจจากงานศิลปะในอดีต จนกลายเป็นวัฏจักรของโลกไปในที่สุด.








ฝังลูกนิมิต ผูกสีมา ปริภูมิ-เวลา และ ความเสื่อม
การผสมผสานแนวคิดระหว่างพุทธศาสนาและวิทยาศาสตร์ นับเป็นแนวทางสำคัญที่ผู้เขียนนำมาใช้เป็นโจทย์ให้กับการสร้างสรรค์ผลงานของทีทัช หงษ์คงคา ศิลปินผู้มีความสนใจใน การทำงานศิลปะด้านสิ่งแวดล้อม โดยใช้พลาสติกเป็นวัสดุหลักสำหรับการสร้างสรรค์

ผลงานชุดล่าสุดนี้ ทีทัชนำเสนอพลาสติกในฐานะของวัสดุคงทนต่อการย่อยสลายตามธรรมชาติ มาถ่ายทอดเป็นรูปทรงของ ลูกนิมิต และ ใบเสมา บอกเล่าแนวคิดของ “เวลา” ผ่านความสัมพันธ์ระหว่างความเชื่อและพิธีกรรมในเชิงพุทธปรัชญาและหน่วยวัดความเปลี่ยนแปลงในเชิงวิทยาศาสตร์


ตามความเชื่อของชาวไทยพุทธ พิธีกรรม “ฝังลูกนิมิต ผูกผ้าสีมา” เปรียบได้กับการกำหนดขอบเขตสังฆกรรม ก่อนจะมีการปลูกสร้างพุทธสถานอีกทอดหนึ่ง สำหรับให้นักบวชใช้เป็นสถานที่ประกอบกิจกรรมทางศาสนา กล่าวคือ การสร้างพื้นที่แบ่งเขตแดนสมมติระหว่าง “โลกของสิ่งศักดิ์สิทธิ์” กับ “โลกของคนทั่วไป” ออกจากกัน
อย่างไรก็ตาม ในทางฟิสิกส์วิทยาศาสตร์ได้อธิบายว่า การมีอยู่ของสถานที่และวัตถุเหล่านี้ ล้วนตั้งอยู่บนพื้นที่ 3 มิติ (x, y, z) และมี “เวลา”เป็นตัวบอกว่าสิ่งเหล่านี้ เกิดขึ้น-ตั้งอยู่ เมื่อไหร่ (t) เกิดเป็นพิกัดแบบ (x, y, z, t) ที่สอดคล้องไปกับแนวคิด “ปริภูมิ-เวลา” (Spacetime) ที่มองว่า “ที่ว่าง” (Space) และ “เวลา” (Time) ไม่ใช่สิ่งที่แยกขาดจากกัน


นอกจากนี้ “เวลา” ยังเป็นสิ่งที่ดำเนินเคียงข้างไปกับ “ความเสื่อม” อยู่เสมอและไม่สามารถแยกขาดออกจากกันได้ เห็นได้จากการเสื่อมสลายทางกายภาพของวัตถุสสาร ไม่ว่าจะเป็นหินศิลา พลาสติก รวมถึงร่างกายสังขารของมนุษย์ ผลงานของทีทัชได้ย้ำเตือนให้ผู้เขียนเล็งเห็นถึงความจริงและสัจธรรมในข้อนั้น ว่า ต่อให้เวลาจะผ่านล่วงเลยไป แม้วัตถุและรูปเคารพจะถูกย่อยสลาย แต่สิ่งที่อยู่เหนือกาลเวลาก็คือหลักคำสอน มิใช่วัตถุแต่อย่างใด

ล้าน(นา) มรณานุสสติ
การถ่ายทอดหลักคำสอนทางพุทธศาสนาผ่านการอุปมาและการแสดงปริศนาธรรม คือ สิ่งที่อยู่คู่กับวัฒนธรรมของเราอยู่เสมอ โดยเฉพาะในวัฒนธรรมล้านนา ซึ่งมักแสดงปริศนาธรรมผ่านพิธีกรรม วัตถุ และสิ่งต่างๆ ที่ดำรงอยู่คู่กับวิถีชีวิตของคนในท้องถิ่น เพื่อเตือนสติให้ทุกคนไม่หลงลืมและใช้ชีวิตโดยตั้งอยู่บนความไม่ประมาท หากแต่ เมื่อวันเวลาผ่านล่วงเลย การเติบโต โยกย้ายฐานอาจนำมาซึ่งการหลงลืมรากทางวัฒนธรรมบางอย่างของตนเอง นี่จึงเป็นโจทย์สำคัญที่ผู้เขียนมอบหมายให้ ณัฐพล ศรีใจ นักวิชาการอิสระจากเครือข่ายลำปางรักเมืองเก่า เข้ามาช่วยรื้อฟื้นความทรงจำของผู้เขียน และนำเสนอออกมาในรูปแบบของงานศิลปะที่ผสมผสานกลิ่นอายล้านนาเข้ากับงานศิลปะร่วมสมัย

ณัฐพลนำเสนอผลงานล้าน(นา) มรณานุสสติ ศิลปะการจัดวางที่หยิบเอา ‘ตุงสามหาง’ เครื่องประกอบพิธีอวมงคลในวัฒนธรรมล้านนา เป็นสัญลักษณ์แทนดวงจิตของผู้วายชนม์ โดยหางทั้ง 3 เป็นปริศนาธรรมที่สามารถตีความได้หลากหลาย บางแห่งสื่อความหมายว่าเป็นไตรสรณคมณ์ ให้ผู้วายชนม์ได้เกาะชายตุงข้ามผ่านสังสารวัฏ บางแห่งสื่อความหมายถึงภูมิทั้ง 3 ที่ดวงจิตจะเดินทางไปต่อในโลกหลังความตาย หรืออาจสื่อนัยถึงความเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
ภายในนิทรรศการจัดแสดงตุงสามหางทั้งหมดจำนวน 32 ผืนทั่วพื้นที่ของแกลเลอรี่ ล้อกับความเชื่อเรื่อง “ขวัญ” ของคนล้านนา ว่าด้วยร่างกายของมนุษย์ที่จะมีพลังงานทำหน้าที่ประคับประคองชีวิต และสถิตอยู่ตามอวัยวะต่างๆ 32 แห่งทั่วร่างกาย
นอกจากนี้ ณ กลางห้องนิทรรศการจะพบกับโครงสร้างไม้ขนาดใหญ่รูปทรง ‘ตาแหลว’ เครื่องหมายทางพิธีกรรมของล้านนา เพื่อสร้างเขตหวงห้าม ป้องกันสิ่งชั่วร้ายเข้ามาทำอันตรายแก่ผู้คนในพื้นที่บริเวณนั้น
แม้หน้าที่ของวัตถุเหล่านี้ อาจมีไว้เพื่อใช้พิธีอวมงคลของชาวเหนือ หากแต่ผลงานเหล่านี้ ได้ชวนให้ผู้เขียนตั้งคำถามต่อความเปราะบางของชีวิต ความไม่เที่ยง รวมถึงบทบาทของกระบวนการทางศิลปะที่จะนำวัตถุสิ่งของซึ่งเป็นตัวแทนทางวัฒนธรรมท้องถิ่นมาทำให้ผู้คนล้านนาในเมืองหลวงได้หวนนึกถึงความทรงจำในอดีต ที่อาจหลงลืมไป





ศิลปะ รูปเคารพ และ ความทรงจำร่วม
รูปเคารพ คือ ประติมากรรมที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อแสดงถึงความเชื่อทางศาสนา โดยเฉพาะพระพุทธศาสนาในประเทศไทย ที่มีพระพุทธรูปหลากหลายรูปแบบ แตกต่างกันไปตามความเชื่อในแต่ละยุคสมัย อีกทั้งยังมีการกำหนดแบบท่าทางของพระพุทธรูปเป็นปางต่างๆ เพื่อให้รำลึกถึงพระพุทธเจ้า และเพื่อน้อมใจให้พุทธศาสนิกชน ได้ระลึกถึงเหตุการณ์สำคัญตามพุทธประวัติ

อย่างไรก็ตาม มีการระบุถึงรูปร่างหน้าตาขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ถูกบันทึกอยู่ในพระไตรปิฎก เรียกว่า “มหาปุริสลักษณะ 32” หรือ “พุทธลักษณะ 32 ประการ” ซึ่งเป็นลักษณะทางกายภาพอันประณีตงดงามของพระพุทธเจ้า อันเป็นผลจากการบำเพ็ญบารมีมาอย่างยาวนาน นำไปสู่สมมติฐานต่อไปของผู้เขียนว่า “หากเราใช้จินตนาการ สร้างสรรค์รูปร่างหน้าตาขององค์พระศาสดา เราจะได้ผลลัพธ์เป็นอย่างไร?”
แนวคิดดังกล่าวคือ โจทย์สำหรับการสร้างสรรค์ผลงานของเฉลิมพล บุญยัง ด้วยพื้นฐานของการเป็นครูศิลปะมุ่งเน้นการสอนให้ผู้เรียนเกิดความรักศิลปะจากหัวใจ เขาใช้กระบวนการทางศิลปะ ด้วยการมอบหมายให้เหล่านักเรียนโรงเรียนชุมชนบริษัทน้ำตาลตะวันออกหลายช่วงวัย วาดเขียนใบหน้าขององค์พระศาสดาของตนเองจากจินตนาการ โดยไม่มีการกำหนดกฎเกณฑ์การให้คะแนนใดๆ
ผลลัพธ์จากกระบวนการทางศิลปะนี้ คือ ภาพเขียนองค์พระศาสดาจากฝีมือนักเรียนกว่า 140 ชิ้น จัดเรียงทอดยาวตลอดแนวผนังห้องนิทรรศการ แสดงให้เห็นถึงความงามและความเชื่ออันบริสุทธ์ ที่ถูกแสดงออกมาผ่านฝีมือของเหล่าจิตรกรรมน้อย เป็นความงามทางสุนทรียะที่ปราศจากสิ่งใดเจือปนจากมโนทัศน์ของเด็กๆ อย่างแท้จริง

โครงการสร้างสรรค์ผลงานของเฉลิมพล สอดคล้องกับกระบวนการทำงานศิลปะของคามิน เลิศชัยประเสริฐ ในปี 2008 ที่เมืองคานาซาว่า ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งได้มีการเชื้อเชิญให้อาสาสมัครและชาวเมืองคานาซาว่าจำนวน 200 คน นำสิ่งของที่มีคุณค่าของตนเองหนึ่งอย่าง มาร่วมจัดแสดงเป็นผลงานศิลปะในมิวเซียม 21st Century Museum of Contemporary Spirit เพื่อตอกย้ำแนวคิดที่ว่า “ใครก็เป็นศิลปินได้ ใครก็เป็นคิวเรเตอร์ได้ ใครก็เป็นพิพิธภัณฑ์ได้”ก่อนที่แนวคิดดังกล่าวจะกลายมาเป็นหัวใจสำคัญของ 31st Century Museum of Contemporary Spirit โปรเจกต์ศิลปะร่วมสมัยของคามินในเวลาต่อมา


การให้ผู้อื่นเข้ามามีส่วนร่วมกับการสร้างสรรค์และจัดแสดงผลงานร่วมกัน จึงนับเป็นหัวใจสำคัญในโครงการศิลปะของเฉลิมพล โดยเฉพาะประเด็นของการใช้ศิลปะในการสร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างอาจารย์กับลูกศิษย์ ในฐานะของครูศิลปะที่ต้องคอยเฝ้าสังเกตการทำงานของนักเรียน โดยไม่เข้าไปจำกัดกรอบความคิดทฤษฎีใดๆ ขณะที่ตัวนักเรียนก็ได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์วาดภาพจากจินตนาการโดยไม่ต้องกังวลว่า ภาพที่จะดู “สวย” ในสายตาของคนอื่นหรือไม่ รวมไปถึงการนำผลงานทั้งหมดมาจัดแสดงร่วมกันในพื้นที่ทางศิลปะ ณ กรุงเทพมหานครเพื่อแสดงให้เห็นว่า “ใครก็เป็นศิลปินได้”
สิ่งที่ได้จากกระบวนการศิลปะของเฉลิมพล จึงเป็นสิ่งที่ไม่สามารถประเมินค่าขึ้นมาได้ง่ายๆ เป็นคุณค่าทางสุนทรียศาสตร์ที่ควรค่าแก่การจดจำ

ผลงานภายในนิทรรศการ To You. 2,500 Years From Now คือ การตีความงานพุทธศิลป์ในบริบทร่วมสมัย ที่ผสมผสานแนวการสร้างสรรค์หลายรูปแบบเข้าไว้ร่วมกัน โดยมีเป้าหมายมิใช่เพื่อเป็นเพียงแค่สื่อการสอน หรือ เครื่องมือสำหรับการเผยแพร่หลักธรรม แต่เป็นการใช้ศิลปะเป็นเครื่องมือในการทำความเข้าใจต่อตนเองและพลวัตทางสังคมที่ค่อยๆ ทำให้ภาพของวิถีความเชื่อ ความศรัทธาบางเบาไปในทุกขณะของชีวิต

