นิทรรศการ SAKSI : A Passing Thing (จักษุพยาน: บางสิ่งจะยังคงผ่านไป)
By Ise Parking Project x Mafia Table
ภัณฑารักษ์ : อรรฆย์ ฟองสมุทร และ กฤษฎา ดุษฎีวนิช
At ART CENTRE, SILPAKORN UNIVERSITY
8 May – 18 July 2026

จดหมายเหตุกรุงเทพฯ ในนิทรรศการจักษุพยาน: บางสิ่งจะยังคงผ่านไป เป็นการรวบรวมผลงานศิลปะของศิลปินผู้ล่วงลับมานำเสนอร่วมกับผลงานของกลุ่มเพื่อนศิลปิน Mafia Table ผ่านการนำเนื้อหา เรื่องราว และความสัมพันธ์ที่พวกเขามีให้ต่อกัน

ย้อนกลับไปยังปี 2557 ในห้วงเวลาที่กรุงเทพมหานครกำลังเผชิญกับวิกฤตการเมืองครั้งใหญ่ ท่ามกลางความเปราะบางที่การแสดงออกทางความคิดทางการเมืองก็อาจกระทบต่อมิตรภาพและความสัมพันธ์ระหว่างคนรอบข้างได้อย่างไม่เคยมีมาก่อน และแน่นอนว่าการทำงานศิลปะที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการเมืองย่อมเป็นสิ่งที่ต้องกระทำโดยใช้ความระมัดระวังเป็นอย่างมาก แต่กับศิลปินชาวต่างชาติที่ต้องมาประสบพบเจอกับสภาพของกรุงเทพฯในช่วงเวลานั้น จึงเปรียบได้กับวัตถุดิบชั้นดีที่พวกเขาจะสามารถเก็บเกี่ยวไปสร้างสรรค์ผลงานของตนเองโดยมีกรุงเทพมหานครเป็นฉากหลัง

โรสสีซาม อิสมาล (Roslisham Ismail) หรือ อิเซ (Ise) (1972–2019) ศิลปินชาวมาเลเซียก็เป็นหนึ่งในศิลปินที่ได้มีโอกาสเข้ามาในกรุงเทพฯ ณ ช่วงเวลาดังกล่าว เขาเข้าร่วมโครงการศิลปินพำนัก ณ หอศิลปมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ตลอดระยะเวลา 6 สัปดาห์ นั่นก็เพียงพอที่จะทำให้เขาได้มีประสบการณ์มากกว่านักท่องเที่ยวทั่วไป ผนวกกับความใกล้ชิดในเรื่องพรมแดนและประวัติศาสตร์ของรัฐกลันตันและสยามประเทศ ที่แม้เขาอาจจะรับรู้อย่างผิวเผิน แต่ก็มากพอที่จะทำให้เขารู้สึกได้ถึงสายสัมพันธ์บางอย่างที่มองไม่เห็น

การเสียชีวิตของอิเซในปี 2019 สร้างความเศร้าเสียใจแก่เหล่าเพื่อนศิลปินชาวไทยของเขาเป็นอย่างมาก อย่างไรก็ตาม แม้เวลาจะเลยผ่านมาแล้วหลายปี แต่ความทรงจำของทุกคนที่มีต่ออิเซยังไม่จางหายเป็นที่มาของนิทรรศการ SAKSI : A Passing Thing ซึ่งจะนำพาให้ผู้ชม/คนนอกอย่างเราได้เห็นภาพของสายสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนต่างสัญชาติที่มีให้แก่กันผ่านภูมิทัศน์ของกรุงเทพมหานครแห่งนี้

เริ่มผลงานชุด Operation Bangkok (2014) ของอิเซที่ถูกนำกลับมาจัดแสดงอีกครั้งในส่วนแรกของนิทรรศการครั้งนี้ เป็นการรวบรวมเรื่องราวบนภาพสเกตช์ที่เขาบันทึกไว้ในช่วงที่พำนักอยู่ที่กรุงเทพฯ โดยมีจุดเริ่มต้นจากโปสเตอร์ภาพยนตร์ไทยที่ซื้อจากตลาดมืดเรื่อง “เพชรตัดเพชร” ซึ่งใช้ชื่อภาษาอังกฤษว่า “Operation Bangkok” นิทรรศการในครั้งนั้นดำเนินไปบนความสัมพันธ์ระหว่างศิลปิน เพื่อนฝูง วัตถุสำเร็จรูป ถ่ายทอดผ่านการแปลงโฉมหอศิลปมหาวิทยาลัยกรุงเทพให้กลายเป็นห้องทดลองประหนึ่งว่าจะทำการผ่าตัดเมืองหลวงนี้เสียใหม่

ภาพวาดเส้นปากกาเมจิกบนกระดาษนี้บันทึกการจำลองภาพสะท้อนของสถานที่ เหตุการณ์ เรื่องราวของกรุงเทพฯ ในช่วงปี 2014 อีกครั้ง แม้ในมุมมองของคนไทยหรือใครหลายคนอาจจะมองเห็นภาพของกรุงเทพฯที่เต็มไปด้วยความรู้สึกด้านลบ อันมาจากประสบการณ์หลายด้านในชีวิตประจำวันที่เคยพบ แต่สิ่งเหล่านี้ก็อาจจะแฝงไปด้วยเสน่ห์ที่ชาวต่างชาติต่างหลงใหลซึ่งสอดแทรกอยู่ไปกับความไร้ระเบียบของบ้านเมือง ท่ามกลางสภาพความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดการแบ่งขั้ว และใช้สีในการระบุอัตลักษณ์กลุ่มก้อนอุดมการณ์ของตนเอง แต่ในฐานะศิลปิน อิเซกลับสวมบทบาทเป็นผู้เฝ้าสำรวจเหตุการณ์ ใช้ปฏิบัติการทางศิลปะเป็นเครื่องมือสำหรับจดบันทึกสิ่งต่างๆไว้ด้วยความเคารพ เป็นกลางและซื่อตรง

ตลอดช่วงเวลาที่อิเซได้มีโอกาสเข้าร่วมโครงการศิลปินพำนัก ณ หอศิลปมหาวิทยาลัยกรุงเทพ เขาได้สร้างมิตรภาพไว้กับผู้คนมากมาย โดยหนึ่งในนั้นคือ กลุ่มศิลปินไทย Mafia Table (ณัฐณรัณ บัวลอย, นฤเบศ วาดวารี, ณภัทร วัฒนกุลจรัส, อดิศักดิ์ โชคส่องแสง, อานนท์ ไชยแสนสุข, ภูมินทร์ วงษ์สิงห์, ธรรมรัตน์ กิตติวัฒโนคุณ และ สุรัตน์ เศษแสง) ผ่านการทำงานร่วมกันในนิทรรศการ Mode of Liaisons ที่หอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพมหานคร (BACC) เมื่อปี 2017 และผลงานบนชั้นสองของนิทรรศการก็คือ หลักฐานที่ช่วยยืนยันมิตรภาพระหว่างอิเซและ Mafia Table ที่นำเสนอเรื่องราวของเพื่อนผู้จากไปในรูปแบบของงานศิลปะจากการผสานความทรงจำและถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิดในแบบเฉพาะตน

เริ่มจาก Mafia Table in imaginary memory with “Ise” our beloved friend (2025) โดยณัฐณรัณ บัวลอย นำเสนอเรื่องราวของอิเซและ Mafia Table ผ่านศิลปะการจัดวาง ประกอบไปด้วย โซฟาที่ศิลปินเคยใช้แสดงผลงานร่วมกับอิเซในอดีต, จอโทรทัศน์ฉายวิดีโอที่มีเนื้อหาบอกเล่าความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มเพื่อนศิลปินทั้ง8ที่มีต่ออิเซที่นำไปสู่จุดเริ่มต้นของ Mafia Table และ อักษรประดิษฐ์เป็นคำว่า “Ars longa; vita immortalis” หมายถึง “ความเป็นตลอดไปของความรู้สึกของพวกเรา”

ถัดไปที่ Artist Walkthrough ผลงานวิดีโอสองจอโดยภูมินทร์ วงษ์สิงห์ แสดงภาพการเดินสำรวจผลงานภายในนิทรรศการของอิเซที่ถูกสวมบทบาทโดยภูมินทร์ ซึ่งทำหน้าที่พร้อมกันในฐานะของนักแสดง ศิลปิน และผู้ชม บทบาทที่อยู่ซ้อนทับในห้วงเวลาเดียวกันทำให้เส้นแบ่งระหว่างสถานะทั้งสามต่างพร่าเลือนไป การซ้อนทับของบทบาทดังกล่าวสะท้อนวิธีการทำงานในอดีตของอิเซที่มักท้าทายและขยายความหมายของการเป็นศิลปิน สร้างนิยามใหม่ให้กับสถานะของศิลปินในโลกศิลปะและสังคมโดยรอบมาโดยตลอด

Think you look good there ของอานนท์ ไชยแสนสุข เป็นการนำผลงานวาดเส้นของอิเซมาอ่านค่าด้วยคลื่นความถี่สีแล้วเทียบกับค่าความถี่เสียงด้วยกระบวนการดิจิทัลและเสียงที่ได้จะส่งสัญญาณต่อไปยังภาพสามมิติที่อานนท์สร้างสรรค์ขึ้น ประหนึ่งการทดลองแปลงความทรงจำที่มีอยู่อย่างล่องลอยไปสู่การรับรู้ในรูปแบบอื่น

ผลงานที่น่าสนใจอีกชิ้นโดยณภัทร วัฒนกุลจรัสกับ Nasi lemak with Ise, Ina and Mahen วิดีโอที่ถูกบันทึกไว้ในปี 2017 เผยให้เห็น ภาพของอิเซและเพื่อนๆกำลังช่วยกันเตรียมอาหารเมนู Nasi lemak (อาหารของชาวมาเลเซีย มีส่วนประกอบหลักได้แก่ ข้าวเหนียวน้ำกะทิยัดไส้ไข่ต้ม ไก่ทอด ราดซอสเผ็ดเสิร์ฟบนใบตอง) เพื่อใช้จัดเลี้ยงต้อนรับแขกสำหรับนิทรรศการ Mode of Liaisons ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร โดยใช้ครัวของณภัทรเป็นสถานที่ประกอบกิจกรรมทั้งหมด

ณภัทรนำเสนอสะพานเชื่อมต่อความสัมพันธ์และความทรงจำของผู้คนเข้าไว้ด้วยกัน ผ่านภาพและเสียงของการหั่น ทอด ผัด และหุงต้มวัตถุดิบ เคล้าคลอไปกับบทสนทนาของกลุ่มเพื่อน รวมถึงบรรยากาศโต๊ะอาหารที่เป็นพื้นที่รองรับกิจกรรมภายในครัว รวมถึง Nasi lemak ที่ถูกจัดเสิร์ฟให้กับผู้ชมในวันเปิดนิทรรศการ ซึ่งเป็นสิ่งช่วยให้ผู้คนระลึกถึงมิตรภาพที่มีต่อกันของทุกคน

แม้ผู้ชมซึ่งเป็นคนนอกอย่างเราจะไม่รู้จักหรือมีผูกพันใดๆกับชายที่ชื่อว่า ‘อิเซ’ แต่สิ่งที่ปรากฏและสามารถสัมผัสได้จากการรับชมผลงานภายในนิทรรศการก็คือ ความท้าทายที่ภัณฑารักษ์และศิลปินต้องเผชิญ ในการถ่ายทอดความรู้สึกและความทรงจำของพวกเขาต่อเพื่อนผู้ล่วงลับ ที่ไม่ได้พบพานกันมานานกว่า 12 ปี

สุดท้ายเราอาจจะได้เห็นภาพของกรุงเทพฯเมื่อวันวาน แต่สำหรับใครบางคน เขาอาจจะกำลังได้เห็นบุคคล เพื่อน คนในครอบครัวผู้เป็นที่รักได้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง ด้วยปฏิบัติการทางศิลปะ ดังวลี Ars longa, vita immortalis “ศิลปะยืนยาว ชีวิตอมตะ” ที่เชื่อมโยงพวกเขาเข้าไว้ด้วยกัน . . .

ภาพถ่ายโดย ปราชญา เศวตพิบูลย์ นักศึกษาฝึกงานจากคณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร