นิทรรศการ “GUT” (ลำไส้ ลำแสง)
โดย ณัฐพล สวัสดี (Nuttapon Sawasdee)
จัดแสดงที่ NEU Contemporary
ระหว่างวันที่ 23 May – 5 July 2026

ในฐานะของอดีตนักศึกษาศิลปะ เราต่างทราบกันดีว่าในโลกนี้ การจะทำงานศิลปะให้เป็นที่จดใจในสายตาผู้ชมคนนอกต้องอาศัยปัจจัยที่สำคัญอย่างหนึ่งคือ “ความต่อเนื่องของการทำงาน” ที่ต้องสะสมระยะเวลาและจำนวนของผลงานให้ได้ในระดับหนึ่ง และจะเป็นอย่างไรถ้าหากศิลปินคนหนึ่งต้องการที่จะ “เปลี่ยนแนว” การทำงานของตนเองจากหน้ามือเป็นหลังมือ ตัวตนและภาพลักษณ์ที่สั่งสมมาของเราจะกลายเป็นอย่างไร อัตตาของเราจะเปลี่ยนแปลงไปไหม??

คำถามเหล่านี้ย่อมเคยเกิดขึ้นกับทุกคนในทุกช่วงของการเปลี่ยนผ่านในชีวิต และนั่นก็คือสิ่งที่ผู้เขียนได้รับจากการได้พูดคุยกับณัฐพล สวัสดี ศิลปินเจ้าของนิทรรศการ “GUT” (ลำไส้ ลำแสง) ที่กำลังจัดแสดงผลงานอยู่ ณ ช่วงเวลานี้ ซึ่งกำลังบอกเล่าการเปลี่ยนผ่านรูปแบบการทำงานศิลปะครั้งใหม่ของเขาได้อย่างน่าสนใจ

จุดเริ่มต้นของนิทรรศการนี้เป็นอย่างไร

“สำหรับนิทรรศการนี้ค่อนข้างจะแตกต่างไปจากนิทรรศการที่ผ่านมา ด้วยความที่เมื่อก่อนเราจะคิดงานเป็นโปรเจค แต่ครั้งนี้เราเลือกที่จะทำงานเป็นจิตรกรรมที่ค่อยๆต่อยอดไปชิ้นต่อชิ้น เพราะเรารู้สึกว่าวิธีคิดโปรเจคแบบศิลปะร่วมสมัยมันอาจจะไม่ตอบโจทย์ของเรา แต่พอเราเริ่มวาดรูป เรารู้สึกได้ว่าสิ่งนี้มันสามารถนำพาให้เราไปได้ไกลกว่านั้น ไม่ได้ถูกจำกัดด้วยหัวข้อทางศิลปะ

“นิทรรศการนี้มีชื่อว่า ลำไส้ ลำแสง เนื่องจากผมพบว่า ลำไส้ของเราเปรียบเสมือนกับสมองที่สองของมนุษย์ แต่ไม่ใช่สมองที่ทำหน้าที่เชิงตรรกะ แบบที่สมองในหัวของเราเป็น แต่เป็นสมองที่ตอบสนองต่อสัญชาตญาณ ความกลัว ความกล้า ความโกรธ เชื่อมโยงไปกับการที่สมองของเราหลั่งสารคอร์ติซอล (cortisol) ฮอร์โมนความเครียดผ่านแกนสมองและลำไส้ที่ส่งผลโดยตรงต่อระบบย่อยอาหาร ทำให้เกิดอาการปวดท้อง มวนท้อง ซึ่งเวลาที่เรารู้สึกแบบนั้น เราก็อยากจะผ่าลำไส้ของเราออกมาดู ไอเดียของเราก็มาจากตรงนี้

“ส่วนผลงานในนิทรรศการนี้ก็แตกต่างไปจากนิทรรศการครั้งก่อน แต่เป็นการนำเสนองานจิตรกรรมที่บอกเล่าเรื่องราวประสบการณ์ต่างๆในชีวิตที่เราเคยพบเจอมา สอดแทรกไปกับสัญลักษณ์เฉพาะตัว โดยเนื้อหาของภาพจะไม่มีลำดับการเล่าเรื่องใดๆ แต่อยากให้ผู้ชมได้เข้ามาเผชิญหน้ากับภาพเหล่านี้โดยตรง

“ผลงานรูป ‘ปลวก’ นี่เป็นผลงานชุดแรกๆของซีรีส์นี้ เราเขียนภาพทับซ้อนกันไปมาหลายชั้นมาก ทั้งเนื้อสี พอกดิน พ่นสเปรย์ หัวปลวกนี้ก็คือสิ่งที่เราเคยใช้สวมใส่จริงๆใน ผลงานชุดก่อนหน้า เราพยายามที่จะเล่าเรื่องอะไรบางอย่างผ่านภาพทิวทัศน์นี้ ให้มีความหลอน มีกลิ่นอาย Black Metal ในดินแดนบางแห่ง เราใช้เวลานานมากกับงานชิ้นนี้ ประมาณ 4-5 เดือนกว่าจะสามารถจบงานได้”

ผลงานชุด ‘ปลวก’ ของณัฐพลประกอบไปด้วย March of the Termite (2024) จัดแสดงที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานครในมหกรรมศิลปะ Bangkok Art Biennale 2024 และ Worship the termite (2025) นิทรรศการแสดงเดี่ยว จัดแสดงที่ Cartel Art Space นำเสนอประเด็นของการวิพากษ์สังคมและระบบการปกครอง ผ่านการศึกษาธรรมชาติของปลวกเชื่อมโยงกับระบบโครงสร้างทางสังคมของมนุษย์

จะเห็นได้ว่าผลงานที่ผ่านมาค่อนข้างมีรูปแบบและเนื้อหาที่เข้มข้นมากๆ แต่ทำไมจึงหันมาทำงานประเภทจิตรกรรม

“เราคิดว่า กระแสการทำงานศิลปะร่วมสมัยในช่วงเวลานี้ เป็นสิ่งที่น่าเบื่อ มีแต่ท่าทีอะไรบางอย่าง เหมือนคนทั้งโลกต้องการเหตุผลและคำอธิบายไปเสียทั้งหมด และเมื่อมองย้อนกลับมาสำรวจดูตัวเอง เรากลับพบว่า ณ เวลานี้ งานศิลปะของเราเองก็เหมือนจะขาดรสชาติ ชีวิต หรืออะไรไป ถ้างั้นเราก็ย้อนกลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง เราชอบขีดเขียน ชอบวาดรูป แสดงออกผ่านจิตใต้สำนึกไปเลยดีกว่า

ภาพ self-portrait ของณัฐพล ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากบทเพลง Waiting Room โดย Fugazi

เส้นทางการทำงานศิลปะของคุณที่ผ่านมาเป็นอย่างไร

เราเคยเรียนที่คณะศิลปกรรมศาสตร์ สาขาวิชาทัศนศิลป์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพซึ่งปัจจุบันเปลี่ยนชื่อภาควิชาไปแล้ว ระบบการเรียนที่นี่เรียกร้องให้เราต้องทำงานในเชิง conceptual base ไปเลย ซึ่งไม่ได้ลงลึกในเรื่องของกระบวนการภาคปฏิบัติ แม้จะมีการเรียนวาดเส้นหรือจิตรกรรมในช่วงปี1 ปี2 แต่เมื่อขึ้นชั้นปีต่อมาก็ไม่ได้มีการระบุว่าจะต้องให้เราต่อยอดสิ่งเหล่านี้อย่างไร นั่นก็เป็นปัจจัยที่ทำให้เราต้องแสวงหาสิ่งใหม่อยู่ตลอดเวลา

ผลงานของเราในช่วงแรก จะพบว่าเราค่อนข้างต่อต้านการทำงานด้วยระบบสตูดิโอมาก เพราะเราเชื่อว่าสังคมการทำงานศิลปะที่เราอยู่ มันเรียกร้องให้เราต้องออกไปทำงานศิลปะบนท้องถนน นอกสตูดิโอ เราถูกหล่อหลอมมาด้วยสภาพแวดล้อมแบบนั้นจริงๆ

ทว่า สิ่งที่เราโหยหามาตลอดเป็นเวลา 10 ปีนี้ เราพึ่งได้ค้นพบว่า การวาดรูปมันช่วยตอบสนองต่อความต้องการอะไรบางอย่างที่อยู่ข้างในของเรา เมื่อก่อนเรามองว่างานจิตรกรรมเป็นสิ่งล้าหลัง ไม่ตอบสนองต่อโลกในยุคนี้ แต่พอมาวันนี้ เรากลับมองว่า จิตรกรรมนี่แหละ คือ สิ่งที่ตอบสนองต่อโลกในทุกวันนี้ เรามอง ณ บริบทของทุกวันนี้ด้วย

อาจเพราะว่าเราเคยทำงานศิลปะที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการวิพากษ์สังคมด้วย จนเราตระหนักได้ว่าสิ่งที่ผู้คนบนท้องถนนเขาทำกัน เขาสามารถทำได้ดีกว่า(งานศิลปะของเรา) แล้วเราจะทำศิลปะต่อไปเพื่ออะไร?

แต่สำหรับงานชุดที่ผ่านมา เราแฮปปี้ประมาณนึงนะ แต่เราก็ยังรู้สึกว่า มันยังขาดกระบวนการบางอย่างระหว่าง ตัวเรา กับ ผลงาน ด้วยกระบวนการผลิตที่เราต้องให้ผู้อื่นเป็นคนทำและเราไม่สามารถเข้าไปควบคุมมันได้ แต่พอเราได้มาทำงานจิตรกรรมด้วยตนเอง นั่นก็ช่วยเติมเต็มสิ่งที่เราโหยหาในอดีต

การทำงานของเราครั้งนี้ก็สะท้อนหลายๆอย่างของเรา เพลงที่ฟัง หรือ จิตรกรที่ชอบ เช่น Andre Butzer, Bjarne Melgaard, Jonathan Meese, Miriam Cahn ฯลฯ รูปฟอร์มในงานจิตรกรรมของเราครั้งนี้ เราตั้งใจให้มีลักษณะที่เป็นการ์ตูนผสมสไตล์ภาพแบบ expressionism (การสำแดงอารมณ์) สีสันอะไรบางอย่างไม่ได้มุ่งเน้นไปที่ความสมจริงแต่อย่างใด เพราะเราก็ยังคงมีความต่อต้านศิลปะแบบ academic อยู่ส่วนหนึ่ง

เราเริ่มเรียนรู้เทคนิคการวาดภาพสีน้ำมันจาก Youtube เราไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่า การเขียนสีน้ำมันนั้นมีเทคนิคอะไรบ้าง หรือ กฎการเขียนสีน้ำมันอย่าง ‘Fat-over-Lean’ ฯลฯ เราจึงทดลองเขียนสีน้ำมันจากทฤษฎีเหล่านั้นขึ้นมา

อย่าง Bye Bye future ในภาพจะมีกลุ่มนักศึกษา หรือ เพื่อนๆของเราที่กำลังออกเดินทางล่องเรือออกไป เหลือแต่เพียงเราที่สวมปลอกแขน Black metal โบกมือลาอยู่บนฝั่ง เราพยายามพูดถึงภาวะอะไรบางอย่าง เราไม่รู้หรอกว่า คนภายนอกจะมองเราในฐานะใด หลังจากที่เราทำนิทรรศการ(จิตรกรรม)แบบนี้ เพราะงานศิลปะของเราที่ทำมาตลอด10ปี มันสร้างภาพลักษณ์ให้เราดูเป็นแบบนั้นมาโดยตลอด

นอกจากนี้ผลงานชิ้นดังกล่าว ณัฐพลได้ทำการทาบแขนของตนเองและร่างภาพลงไปบนผืนผ้าใบ เพื่อชดเชยและแก้ปัญหาทักษะไปในตัว นับเป็นกลวิธีการวาดภาพที่ชวนให้นึกถึงวันวานเมื่อครั้งที่เรายังเป็นเด็กอยู่ไม่ใช่น้อย

ถ้าสังเกตผลงานหลายๆชิ้นในนิทรรศการ จะพบว่ามีการใช้สัญลักษณ์บางอย่างที่สื่อถึงสิ่งอาจม ศาสนา ความตาย ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น

เราก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมเราถึงชอบ ‘เยี่ยว’ อย่างภาพนี้ก็มีที่มาจากพระปิดตา แต่สิ่งที่ไหลมากลับเป็นเยี่ยวแทน เราอยากให้ภาพเหล่านี้มีความเป็น Punk และดูดิบเถื่อนด้วย

สำหรับเรา ณ เวลานี้ แม้จะไม่ได้นับถือศาสนาพุทธแล้ว แต่เราไม่มีเจตนาลบหลู่ศาสนาแต่อย่างใด เราแค่สนใจรูปทรงของพระพุทธรูปอ้วนๆแล้วนำมาเป็นต้นแบบเท่านั้น รวมถึงภาวะของการปิด เราคิดว่านี่คือสิ่งที่ล้ำลึกนะ ด้วยความเป็นปริศนาธรรมของรูปเคารพ

ถ้าหากพูดเรื่องของศาสนาแล้ว สิ่งที่เรานับถืออยู่ ณ ตอนนี้ การทำงานศิลปะ วาดรูปคน วาดรูปดวงตา นี่ถือว่าผิดหลัก และภาพเหล่านี้ บางภาพเราก็กำลังเล่าความรู้สึกที่มีต่อสถานการณ์โลก หรือ บ้านเมือง อยู่ด้วยเช่นกัน

มุมมองเรื่องโลกหลังความตายของเราเปลี่ยนไปมาก เพราะสิ่งที่เรานับถืออยู่ตอนนี้นั้นพลิกไปจากความเชื่อเรื่องความตายในศาสนาพุทธอย่างสิ้นเชิง จากการใฝ่หาความสงบหรือนิพพาน ตัดขาดจากวัฏสงสาร กลายมาเป็นความเชื่อว่า เราจะต้องเตรียมตัวเพื่อไปเผชิญกับสิ่งที่อยู่ในโลกหน้า เรายังมีทางที่ต้องไปต่อ ชีวิตเรายังไม่จบเพียงเท่านี้

“R.I.P. – Rest In Piss (2026) คือการพูดถึงคติที่เรามีต่อความตาย เราก็อดจินตนาการต่อไม่ได้ว่า จะต้องมีเด็กวัยรุ่นเข้ามาเยี่ยวใส่หลุมศพของตัวเอง แล้วร่างของเราก็คงจะต้องเต็มไปด้วยเยี่ยวด้วยรึเปล่า?

เราคิดว่า อยากจะให้โชว์นี้เปิดอะไรบางอย่าง เพราะเราทำงานหลากหลายสุดๆ ต่อไปอาจะมีการผลิตซ้ำประเด็นที่สนใจมากขึ้น เรายังคงศึกษาศาสตร์ของงานจิตรกรรมเสมอ ทำไมจิตรกรถึงทำงานแบบนี้ ทำงานตอบสนองอารมณ์ความรู้สึก เราคิดว่างานแนว figurative painting ที่มีความอัปลักษณ์ ดูน่ากลัว จนถึงอัปรีย์จัญไรก็ยังไม่ค่อยพบเจอมากในเมืองไทย เราก็หวังว่าจะได้เห็นสิ่งที่เราชอบจากฝีมือของคนอื่นเหมือนกัน” ณัฐพลกล่าวปิดท้าย