YUMMY ROSE
โดย นรภัทร ศักดิ์อาธรทรัพย์
ภัณฑารักษ์ ธิติ ธีรวรวิทย์
HOP – Hub Of Photography
ที่ MMAD ชั้น 3 มันมัน ศรีนครินทร์
4 พฤษภาคม – 21 กรกฎาคม 2567
เมื่อสังคมไทยเข้าสู่ยุคทุนนิยมอย่างเต็มตัว เหล่าพ่อค้าจากเมืองหลวงก็ได้เข้าไปกว้านซื้อผลผลิตส่วนเกินของชาวบ้านเกษตรกรที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชนบทเพื่อนำมาขายทำกำไร ตลาดและเงินตราเริ่มเข้ามามีความสำคัญต่อวิถีชีวิตชนบทมากยิ่งขึ้น ส่งผลให้วิถีการผลิตดั้งเดิมที่มีจุดประสงค์เพื่อตอบสนองต่อการบริโภคภายในครัวเรือน เปลี่ยนแปลงไปสู่การผลิตที่มุ่งตอบสนองต่อความต้องการของตลาดและการค้าขายเพื่อทำกำไรเพียงเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการค้าขายจะเป็นไปด้วยความคึกคัก เห็นได้จากเม็ดเงินที่ไหลสะพัดอยู่ในพื้นที่ศูนย์กลาง ทว่าคุณภาพชีวิตของเหล่าผู้ผลิตอย่างเกษตกรตามต่างจังหวัดก็กลับไม่ได้ดีขึ้นอย่างที่ควร ประเด็นดังกล่าวถูกบอกเล่าผ่านผลงานศิลปะของนรภัทร ศักดิ์อาธรทรัพย์ กับการตีแผ่เรื่องราวของการค้าขายดอกไม้บริเวณย่านปากคลองตลาด ตลาดค้าดอกไม้ใจกลางเมืองกรุงเทพฯ
เมื่อเข้ามายังห้องนิทรรศการจะพบกับผลงานภาพถ่ายของสวนกุลาบ ที่ติดตั้งล้อไปกับภาพถ่ายกุหลาบแดงจำนวน 100 ดอกวางขนานไปกับผนังห้องนิทรรศการอีกด้านหนึ่ง ภาพถ่ายเหล่านี้มีที่มาจากจากสืบย้อนเส้นทางการลำเลียงขนส่งดอกไม้ของนรภัทร จากจุดหมายปลายทางอย่างร้านค้าย่านปากคลองตลาด กลับไปยังจุดเริ่มต้น ณ ฟาร์มกุหลาบแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่


แม้จะเป็นเพียงแค่ภาพถ่ายของดอกไม้ชนิดเดียวราวกับภาพที่ถูกผลิตซ้ำเมื่อมองแบบผิวเผิน แต่หากพิจารณาลงไปในรายละเอียดที่ปรากฏอยู่บนกุหลาบเหล่านี้ กลับแสดงให้เห็นถึงลักษณะที่แตกต่างกันอัน เกิดจากปัจจัยทางธรรมชาติเป็นตัวกำหนดโครงสร้างของดอกไม้แต่ละดอก ทว่าผลงานของนรภัทธกลับแสดงให้เห็นอีกหนึ่งปัจจัยที่เข้ามาเป็นตัวกำหนดสถานะของดอกไม้เหล่านี้ให้แตกต่างไปจากที่เป็น นั่นคือ ‘รอยช้ำ’ ซึ่งมีสาเหตุมาจากแรงสั่นสะเทือนจากการขนส่งที่ส่งผลให้รูปทรงของกุหลาบเหล่านี้ บ้างก็เกิดความเสียหายขั้นเล็กน้อย บ้างก็อาจทำให้รูปทรงของดอกกุหลาบผิดรูปไป
ลักษณะทางกายภาพข้างต้น คือปัจจัยสำคัญที่มีส่วนอย่างมากในการกำหนดราคารับซื้อดอกไม้โดยพ่อค้าคนกลาง แม้จะดูเป็นหลักการที่สมเหตุสมผลและตรงไปตรงมา ทว่าโดยทั่วไปแล้ว การกำหนดราคามักขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของพ่อค้าคนกลาง ถือเป็นอำนาจเด็ดขาดที่ผู้ผลิตไม่อาจโต้แย้งได้ ยิ่งไปกว่านั้น พ่อค้าคนกลางรายใหญ่มักมีอำนาจเหนือตลาด ส่งผลให้เกิดการผูกขาดการรับซื้อดอกไม้ เกษตรกรรายย่อยจึงแทบไม่มีทางเลือกในการต่อรองราคาซื้อขาย ก่อให้เกิดปัญหาการเอารัดเอาเปรียบเกษตรกรผู้ปลูกดอกไม้ ไม่ต่างอะไรกับที่อุตสาหกรรมสินค้าเกษตรอื่นๆ ต้องเผชิญ

อีกด้านหนึ่งของนิทรรศการ จะพบกับขวดแยมจำนวนกว่า 300 ขวด จากการนำกุหลาบแดงที่ปลูกขึ้นภายในสวนกุหลาบแห่งหนึ่ง ซึ่งมีการใช้สารเคมีเพื่อคงรักษาสภาพของดอกไม้ทั้งหมด มาเป็นวัตถุดิบหลักในการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ที่ผู้ชมสามารถเลือกซื้อได้ตามอัธยาศัย โดยวัตถุดิบยังได้ผ่านกระบวนการผลิตและขั้นตอนในการลดระดับสารเคมีจนผู้บริโภคสามารถนำไปรับประทานได้จริง
งานศิลปะที่อยู่ในรูปของผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป (Finished product) นี้ได้เชื่อมโยงไปสู่ประเด็นของกระบวนการผลิตสินค้าในระบบอุตสาหกรรม ซึ่งสอดคล้องไปกับแนวคิดหรือร่างกฎหมายต่างๆ ที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในระบบเศรษฐกิจร่วมสมัย เช่น ระบบการผลิตที่ต้องสะอาด ปราศจากสารปนเปื้อนตามหลักสุขอนามัย หรือการออกแบบฉลากบรรจุภัณฑ์เพื่อการโฆษณา ไปจนถึงแนวทางการยกระดับสินค้าและเพิ่มมูลค่าทางการตลาดจากชุมชนสู่ผลิตภัณฑ์ที่ได้รับคุณภาพตามมาตรฐานอุตสาหกรรม ฯลฯ

ผลิตภัณฑ์ของนรภัทธได้ชวนให้เราตั้งคำถามต่อคติพจน์ที่มักมากับสินค้าแปรรูปอย่าง “สนับสนุนสินค้าเพื่อกระจายรายได้แก่เกษตรกรอย่างยั่งยืน” ด้วยข้อเท็จจริงที่ว่า แม้การเพิ่มมูลค่าให้แก่วัตถุดิบจะเป็นสิ่งที่ช่วยสร้างผลกำไรและความมั่งคั่งแก่เหล่าผู้ผลิตเจ้าของสินค้า แต่เมื่อเราพิจารณาข้อมูลต่างๆ ตามที่ศิลปินพยายามนำเสนอโดยมีเหล่าเกษตรกรที่อาศัยอยู่ ณ ต้นทางของสายธารการผลิตเป็นหลักสำคัญเราจะพบว่า
หากคำกล่าวอ้างถึง “ความยั่งยืน” มีค่าเท่ากับ “ผลตอบแทนที่สมเหตุสมผล” จริง ปัญหายอดนิยมอย่าง “การกดราคาสินค้าทางการเกษตร” ก็คงไม่เกิดขึ้น เพียงเพราะกระบวนการผลิตในภาคอุตสาหกรรมมุ่งหวังแต่ผลกำไร จนนำมาสู่ความพยายามที่จะลดต้นทุนลงให้ได้มากที่สุด ด้วยการกดราคารับซื้อวัตถุดิบให้อยู่ในระดับต่ำ ก่อนจะนำไปแปรรูปและจำหน่ายเป็นผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปในราคาสูงกว่าเป็นเท่าตัว ในท้ายที่สุดแล้ว ผลกระทบจากการบิดเบือนกลไกทางเศรษฐกิจเหล่านี้ย่อมตกอยู่กับเหล่าเกษตรกรรายย่อย ผู้ไม่มีอำนาจในการต่อรองใดๆ และต้องทนรับสภาพการณ์อย่างที่เป็น

ประเด็นดังกล่าวถูกพูดถึงอีกครั้งในส่วนสุดท้ายของนิทรรศการ กับการเปิดเผยเรื่องราวของบุคคลเบื้องหลังระบบการผลิต โดยการเปลี่ยนสภาพพื้นที่แสดงผลงานไปสู่โกดังสินค้าจำลองที่อัดแน่นไปด้วยชั้นกล่องพัสดุบรรจุสินค้าที่จัดเรียงซ้อนกันบนแผ่นพาเลทอย่างระเบียบ และเมื่อสำรวจโดยรอบ ผู้ชมก็จะพบกับผลงานภาพถ่ายอุปกรณ์การเกษตรที่จัดวางพิงไว้บริเวณด้านหลัง
ภาพถ่ายอุปกรณ์การเกษตรจากฟาร์มดอกไม้ที่ถูกใช้งานจริงนี้ เป็นตัวแทนของกลุ่มชาวบ้านเกษตรกร ซึ่งเปรียบเสมือนแรงงานผู้อยู่เบื้องหลังระบบอุตสาหกรรมทั้งหมดของเรื่องราวที่ศิลปินต้องการนำเสนอ ตอกย้ำถึงสภาวะของความเลื่อนลอยจากสิ่งที่เห็นแต่ไม่สามารถสัมผัสได้ กล่าวคือ แม้จะเป็นที่ทราบกันดีถึงปัญหาต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาความเลื่อมล้ำ จากการถูกเอาเปรียบโดยเหล่าพ่อค้าคนกลาง หรือ ปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำอันเกิดจากความผันผวนของระบบเศษฐกิจ สิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่เหล่าเกษตรกรรายย่อยต้องเผชิญกันมาอย่างช้านาน และอยู่ในการรับรู้ของเรา เหล่าผู้บริโภคเป็นอย่างดี

ถึงอย่างนั้น ในยุคโลกาภิวัตน์ที่ระบบทุนนิยมได้กลายเป็นระบบเศษฐกิจที่ไม่ว่าประเทศใดในโลกก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ แม้จะเป็นระบบที่มีส่วนในการเพิ่มความสะดวกสบายให้แก่ชีวิตแต่ก็ทำลายคุณภาพความเป็นคนไปในตัว การใช้ชีวิตอยู่โดยน้อมรับสัจธรรมของโลกทุนนิยม ที่มีระบบเศรฐกิจการค้าเสรีแบบปลาใหญ่กินปลาเล็กนั้น จึงเป็นสิ่งที่เราต้องทำใจยอมรับ
แต่เหนือสิ่งอื่นใดคือ การหาวิธีที่จะเข้าไปช่วยเหลือเหล่ากลุ่มคนตัวเล็กตัวน้อยที่ไม่มีสิทธิมีเสียง เพื่อโอกาสในการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของพวกเขา ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง เพราะสุดท้าย ผู้ที่จะสามารถอาศัยอยู่ในโลกทุนนิยม คือ ผู้ที่สามารถเข้าถึงโอกาสและทรัพยากรต่างๆ ได้อย่างเพียงพอเท่านั้น
ขอบคุณภาพถ่ายโดย : HOP – Hub Of Photography
