นิทรรศการ Where Are We Landing
โดยศิลปิน ราดนี เทียมัน เบลท์ (Radni Thimann Belt), ชิโอริ วาตานาเบะ (Shiori Watanabe), ทุย-ฮัน เหงียน-ชิ (Thuy-Han Nguyen-Chi), อนุรักษ์ ธัญญะปาลิต และ อู ซาว ยี (Au Sow Yee)
ภัณฑารักษ์ พิรญาณ์ อาจวิชัย
จัดแสดงที่ JWD Art Space
ระหว่างวันที่ 24 May – 3 August 2025
Where Are We Landing นิทรรศการกลุ่มที่ตั้งคำถามถึงความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ สิ่งมีชีวิต และ พืชพันธุ์ ภายใต้บริบทของลัทธิล่าอาณานิคมที่ส่งผลกระทบไปยังธรรมชาติและสังคม ผ่านการเคลื่อนย้ายของเหล่าเอเลี่ยนสปีชีส์ โปรตีนนิสต์ยุคสร้างชาติ และหมีน้ำบนดวงจันทร์
เมื่อลัทธิล่าอาณานิคมตะวันตกเริ่มเสื่อมอำนาจลง ชาติตะวันออกที่เคยได้รับผลกระทบจากการล่าอาณานิคมก็นำเอาแนวคิดแบบตะวันตกมาใช้ในการขยายอำนาจอิทธิพลของตน หนึ่งในนั้นคือ จักรวรรดิญี่ปุ่น ที่เดินหน้าขับเคลื่อนประเทศด้วยการสร้างชาติยุคใหม่ภายใต้แนวคิดแบบทหารนิยม เริ่มด้วยการขยายเขตแดนในคาบสมุทรเกาหลี คืบคลานเข้าสู่แผ่นดินจีน และประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ต่อมา เมื่อเกาะไต้หวันกลายเป็นฐานที่มั่นสำคัญในการรุกรานภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อแสดงแสนยานุภาพของความเป็นเจ้าอาณานิคมในทุกรูปแบบ จักรวรรดิญี่ปุ่นได้มีการจัดมหกรรม Taiwan Exposition: In Commemoration of the First Forty Years of Colonial Rule (เทศกาลหัตถกรรมเฉลิมฉลอง 40 ปีแรกแห่งการปกครอง) ในปี ค.ศ. 1935 ซึ่งเป็นการนำเสนอความก้าวหน้าทางวิทยาการ วิทยาศาสตร์ การทหาร แผนพัฒนาเศรษฐกิจ วัฒนธรรม ฯลฯ

ในมหกรรมดังกล่าว มีสัตว์และพืชเขตร้อนต่างถิ่นจำนวนมาก ถูกนำเข้ามายังไต้หวันในฐานะเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ เช่น กรณีของม้าที่มีการนำเข้ามาเพาะพันธุ์สำหรับใช้ในการทหาร มิใช่เพื่อการทำฟาร์มปศุสัตว์ หรือ กรณีของพืชเขตร้อนต่างถิ่นอย่าง ต้นมะพร้าว และ ต้นปาล์ม ถูกนำเข้ามาใช้ในการเปลี่ยนสภาพภูมิทัศน์โดยรอบ รวมถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ในเชิงอุตสาหกรรม
สิ่งแปลกปลอมเหล่านี้ ถูกนำเสนอโดยอู ซาว ยี (Au Sow Yee) กับผลงานจัดวางสื่อผสม The Broadcast Project: A many Splendoured Thing of the Coconut, a Belee from Penang and the Secret Agent การผูกโยงเรื่องราวความรักระหว่าง ‘สายลับชาวญี่ปุ่นผู้สาบสูญที่เกาะชวา’ และ ‘สาวงามจากเมืองปีนัง’ จากภาพยนตร์สัญชาติมาเลเซีย Belle of Penang แสดงบทกวี เสียง และภาพเคลื่อนไหว พร้อมด้วยแผนที่ของมหกรรม Taiwan Exposition: In Commemoration of the First Forty Years of Colonial Rule ฉาบเคลือบพื้นที่จัดแสดงผลงานด้วยสีแดงสร้างบรรยากาศอึมครึมน่าพิศวงประหนึ่งการตกอยู่ใต้การครอบงำของผืนธงอาทิตย์อุทัย



เรื่องราวการหายไปของ ‘สายลับชาวญี่ปุ่นผู้สาบสูญ’ ที่เกาะชวา นำพาให้เรามาพบกับผลงานในส่วนถัดไปของนิทรรศการ เผยให้เห็นสภาพความเปลี่ยนแปลงทางระบบนิเวศและวิถีชีวิตของผู้คนในประเทศอินโดนีเซีย ภายหลังจากการครอบงำของเจ้าอาณานิคม ในผลงาน Synthetic Forest Series (2025) ประกอบไปด้วยผลงานภาพพิมพ์คอลลาจ เสียง และภาพถ่าย โดยราดนี เทียมัน เบลท์ (Radni Thimann Belt) ถ่ายทอดภูมิทัศน์ของบ้านเกิดและกิจวัตรประจำวันของแรงงานไร่ชาในจังหวัดเซียเตอร์ ชะวาตะวันตก (Ciater, West Java) พื้นที่ที่ครั้งหนึ่งเคยถูกอ้างสิทธิ์ ถือครองโดยบริษัทอีสอินเดียของดัตช์ (The Dutch East India Company (VOC, Verenigde Oostindische Compagnie)) และปล่อยให้ชาวอังกฤษเช่าพื้นที่เพื่อทำการเกษตร เพาะปลูกพืชเศรษฐกิจในช่วงต้นอาณานิคม
ผลงานที่น่าสนใจของราดนีคือ ภาพพิมพ์ลวดลายคล้ายมันดาลา (Mandala) สัญลักษณ์ที่ถูกใช้ในหลากความหมาย แสดงถึงความสมบูรณ์ ความเปลี่ยนแปลง การเดินทางของจิตวิญญาณจากจุดศูนย์กลางสู่รัศมีรอบนอก จากความไม่รู้สู่ความรู้แจ้งและการปรับตัว ชวนให้ผู้เขียนนึกถึงการพยายามทำความเข้าใจในกระบวนการขับเคลื่อนทางประวัติศาสตร์ยุคอาณานิคมที่ส่งกระทบไปยังวิถีชีวิตร่วมสมัยในทุกมิติ แสดงออกด้วยการเทคนิคคอลลาจภาพจากหลายแหล่งที่มา ตั้งแต่ ภาพที่ศิลปินเป็นผู้ถ่ายด้วยตนเองในพื้นที่บ้านเกิด รวมถึงภาพถ่ายคุณภาพต่ำในอินเทอร์เนต ทั้งหมดล้วนแล้วแต่เป็นผลลัพธ์จากการเข้าไปสำรวจผลกระทบของการขยายอำนาจอาณานิคมในชวาตะวันตก ผ่านมิติทางเศรษฐกิจและนิเวศวิทยา


หนึ่งในตัวอย่างที่ชัดเจนคือ เรื่องราวของต้นชาที่ถูกนำเข้าจากเอเชียตะวันออกสู่ประเทศอินโดนีเซียในฐานะไม้ประดับเมื่อแรกเริ่ม ก่อนจะกลายเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของอินโดนีเซีย ภายหลังจากการเข้ามาของจักรวรรดิญี่ปุ่น และดำเนินมาอย่างต่อเนื่องใน “ยุคระเบียบใหม่” (New Order) หลังจากได้รับเอกราชอย่างแท้จริงจากรัฐบาลฮอลันดา
หากแต่ภายใต้การปกครองและแนวทางการปฏิวัติเกษตรกรรมของซูฮาร์โต ประธานาธิบดีคนที่สองของอินโดนีเซีย ที่อำนาจเผด็จการเข้ามาแทรกแซงและควบคุมกิจการภายในประเทศ รวมถึงการใช้กำลังปราบปรามผู้เห็นต่างหรือผู้แข็งข้อต่อรัฐบาล นำมาสู่กระแสเรียกร้องความเปลี่ยนแปลงในหมู่ประชาชนคนหนุ่มสาวภายในประเทศ ณ ช่วงเวลาหนึ่ง

การสร้างชาติยุคใหม่ด้วยแนวคิดทหารนิยม มักจะมุ่งเน้นไปที่การแสดงแสนยานุภาพในทุกรูปแบบ ไม่เว้นแม้แต่การปฏิวัติทางโภชนาการเพื่อ “สร้างประชากรในอุดมคติ” ให้มีลักษณะที่สมบูรณ์แข็งแรงตามอุดมคติของผู้นำประเทศ
ในส่วนของประเทศไทย ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 โดยเฉพาะในยุคสมัยของรัฐบาลจอมพล ป. สมัยแรก มีการเปลี่ยนแปลงด้านการกินของคนสยาม นับเป็นช่วงเวลาที่มีการสร้างนโยบาย และจัดตั้งหน่วยงานเพื่อส่งเสริมสุขภาวะของประชาชน สร้างแหล่งรายได้ใหม่และแหล่งโปรตีนราคาถูกของคนไทย เช่น กรณีของกระทรวงเกษตรฯ กับนโยบายการเลี้ยงไก่-ไข่
ผลพลอยได้จากนโยบายดังกล่าวนี้ ยังสะท้อนให้เห็นวิธีการแก้ไขการกินอุตริและการติดแป้ง(อาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต)ของประชาชน พร้อมกับการสนับสนุนให้ประชาชนรับประทานอาหารถูกหลักอนามัยโดยเน้นหนักไปที่โปรตีนเป็นสำคัญ เช่นเดียวกับกรณีการนำเข้าปลานิลโดยพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่9) ซึ่งนับว่าเป็นโชคดีของคนไทย ที่ปลานิลเหล่านี้มิได้เป็นเอเลี่ยนสปีชีส์แบบ ‘ผู้ล่า’ ที่เข้ามาทำลายล้างระบบนิเวศจนเกิดความเสียหายทางธรรมชาติ ไม่เหมือนกับกรณีของปลาบลูกิลล์ (Bluegill) ที่เกิดขึ้นในประเทศญี่ปุ่นในช่วง ค.ศ. 1960 (พ.ศ. 2503) ซึ่งยังคงเป็นสัตว์น้ำเจ้าปัญหาที่ยังคงแพร่ระบาดอยู่ในแหล่งน้ำจืดของญี่ปุ่นจนถึงทุกวันนี้

เรื่องราวดังกล่าวถูกบอกเล่าผ่านผลงานของชิโอริ วาตานาเบะ (Shiori Watanabe) ใน Blue-Act on the Prevention of Adverse Ecological Impact Caused by Designated Invasive Alien (2567) วิดีโอสองจอ ว่าด้วยการติดตามชะตากรรมของปลาบลูกิลล์ 15 ตัวที่ส่งมาจากเมืองชิคาโกไปยังญี่ปุ่นในฐานะของขวัญทางการทูต และด้วยความหวังว่าปลาเหล่านี้จะกลายเป็นแหล่งโปรตีนใหม่ในยุคหลังสงครามของเจ้าชายอากิฮิโตะ มกุฎราชกุมารแห่งญี่ปุ่น ในวัย 26 พรรษา
หากแต่ความปรารถนาดีของพระองค์กลับกลายเป็นหายนะของระบบนิเวศระยะยาวทั่วน่านน้ำจืดของประเทศญี่ปุ่นในอีกหลายปีต่อมา เมื่อตัวอ่อนของปลาท้องถิ่นจากรัฐอิลลินอยส์กลับกลายเป็นตัวการรุกรานปลาท้องถิ่นจนมีจำนวนประชากรลดลงเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะทะเลสาบบิวะซึ่งเป็นทะเลสาบที่เก่าแก่และใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น
ในเวลาต่อมา พระจักรพรรดิอากิฮิโตะและรัฐบาลญี่ปุ่นจะออกแถลงการณ์ขอโทษและแสดงความเสียใจต่อการกระทำที่ผิดพลาดในครั้งนี้ พร้อมทั้งทุ่มงบประมาณจำนวนมหาศาลในการกวาดล้างปลาสายพันธุ์ต่างถิ่นเป็นการรับผิดชอบ และถึงแม้ว่าจำนวนของปลาบลูกิลล์จะลดลงไปแล้วกว่าครึ่ง แต่ด้วยความสามารถในการปรับตัวและแพร่พันธุ์ของพวกมัน ก็ยังทำให้พวกเราสามารถพบเจอปลาสายพันธุ์นี้ในแหล่งน้ำจืดของญี่ปุ่นได้อยู่ดี
เช่นที่ศิลปินตอกย้ำให้พวกเราเห็นผ่าน Composted Nation (2567) ผลงานจัดวางซากปลาบลูกิลล์จำนวน 20 ตัว ที่เก็บได้จากถังขยะ(กล่องทิ้งปลา) ซึ่งติดตั้งอยู่ทั่วทะเลสาบบิวะมาสตัฟฟ์ไว้ในกล่องเรซิ่นใส หากแต่ผลงานชิ้นนี้มิใช่การเก็บรักษา คงสภาพผิวหนังของปลาบลูกิลล์ให้เหมือนมีชีวิตเอาไว้อย่างถาวร แต่เป็นการเผยให้เห็นการเสื่อมสภาพของเหล่าเอเลี่ยนสปีชีส์ อันเป็นผลมาจากความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของชนชั้นนำผู้มีอำนาจที่ทำให้ระบบนิเวศทางธรรมชาติต้องเปลี่ยนแปลงไปตลอดกาล


ต่อมาที่ Into The Violet Belly โดยทุย-ฮัน เหงียน-ชิ (Thuy-Han Nguyen-Chi) ภาพยนตร์ว่าด้วยการถ่ายทอดความทรงจำของผู้เป็นแม่ ซึ่งต้องเดินทางหลบหนีออกจากเวียดนามใต้ ภายหลังการล่มสลายของกรุงไซง่อนในปี ค.ศ. 1979 (พ.ศ.2518) ผ่านการเดินทางสามวันบนเรือประมงที่ออกจากท่าเรือลองเซวียน (Long Xuyen) ประเทศเวียดนามมุ่งหน้าสู่จังหวัดสงขลา ประเทศไทย ซึ่งเป็นศูนย์พักพิงชั่วคราวสำหรับผู้ลี้ภัยที่ดำเนินงานโดยองค์การสหประชาชาติ

เนื้อหาภายในภาพยนตร์ยังได้ถักทอเรื่องราวของการเดินทางเพื่อแสวงหาถิ่นที่อยู่ใหม่ เข้ากับประวัติศาสตร์การถือกำเนิดนิยามของ ‘ชาติ’ ทั้งในมิติของความเชื่อและข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ เริ่มที่ ตำนานต้นกำเนิดของชาวเวียดนาม ซึ่งมีที่มาจากหลัก ลอง กวน (Lạc Long Quân) ผู้เป็นราชามังกรแห่งท้องทะเล กับ เอิว เกอ (Âu Cơ) นกกระเรียนผู้กลายร่างเป็นเทพธิดาแห่งขุนเขา ที่ครองรักและให้กำเนิดลูกกว่า 100 คน ก่อนที่ในเวลาต่อมา ลูกหลานของทั้งสองจะได้กลายเป็นกษัตริย์องค์แรกของแผ่นดินเวียดนามในท้ายที่สุด
ตัดสลับกับข้อเท็จจริงของการสร้างรัฐชาติสมัยใหม่ จากรัฐอาณานิคมสู่การเป็นสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม (Social Republic of Vietnam) ซึ่งเต็มไปด้วยบาดแผล คราบน้ำตา และการพลัดถิ่น บอกเล่าผ่านการให้ปากคำของแม่ที่ต้องใช้ไหวพริบในการเอาตัวรอดจากการหลบหนีออกจากแผ่นดินเกิด และการเผชิญหน้ากับโจรสลัดไทยที่พร้อมจะย่ำยีเหยื่อผู้เคราะห์ร้าย นำไปสู่การตัดสินใจในเสี้ยววินาทีเพื่อเอาชีวิตรอดจากภัยอันตรายท่ามกลางมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ไร้ที่สิ้นสุดของทะเลจีนใต้


สุดท้ายกับเรื่องราวการออกสำรวจนอกอวกาศ เพื่อความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์นับตั้งแต่ ยุคสงครามเย็นเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ผ่านบทสนทนาระหว่าง ‘หมีน้ำ (Tardigade)’ สิ่งมีชีวิตขนาดจิ๋วที่เคยถูกส่งไปทดลองใช้ชีวิตบนดวงจันทร์
สำหรับประวัติศาสตร์การสำรวจอวกาศของมนุษยชาติตลอดกว่าครึ่งทศวรรษที่ผ่านมา มีเพียงแค่ 3 ประเทศเพียงเท่านั้น ที่สามารถส่งยานไปลงจนผิวของดวงจันทร์สำเร็จ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา อดีตสหภาพโซเวียต และสาธารณรัฐประชาชนจีน. และในปี 2019 ประเทศอิสราเอลก็เป็นอีกหนึ่งในประเทศที่ต้องการจะแสดงความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของตน เป็นที่มาของการพัฒนายาน Beresheet โดยบริษัทเอกชน Israel Aerospace Industries ของอิสราเอล สำหรับใช้ในภารกิจลงจอดบนดวงจันทร์ หากแต่ภารกิจดังกล่าวต้องประสบกับความล้มเหลว เนื่องมาจากความผิดพลาดที่เกิดขึ้นในระบบเครื่องยนต์ ส่งผลให้ยาน Beresheet พุ่งชนกับพื้นผิวของดวงจันทร์ในที่สุด

นอกจากนี้ ภายในยาน Beresheet ยังได้มีการขนเอาหมีน้ำราว 2,000 – 3,000 ตัวไปยังดวงจันทร์ เพื่อการทดลองและสังเกตว่าหมีน้ำจะปรับตัวอย่างไรต่อสภาวะที่พวกมันต้องเจอในอวกาศ? ดำเนินการโดยมูลนิธิอาร์กมิชชัน (Arch Mission Foundation) องค์กรไม่แสวงผลกำไรในสหรัฐฯ ซึ่งมุ่งเก็บสำรองสิ่งมีชีวิตชนิดพันธุ์ต่าง ๆ ของโลกเพื่ออนาคต และถึงแม้ว่า หมีน้ำจะเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีความทรหดที่สุดในโลก แต่นักชีวดาราศาสตร์ก็ได้คาดการณ์ว่า ด้วยสภาพแวดล้อมของอวกาศที่ไม่เอื้ออำนวยให้สิ่งมีชีวิตชนิดใดสามารถอาศัยอยู่ได้ สุดท้ายเหล่าหมีน้ำก็จะมีชีวิตรอดบนดวงจันทร์ได้แค่ระยะหนึ่งเพียงเท่านั้น หรือ ไม่ก็อาจจะเข้าสู่สภาวะจำศีลเพื่อให้อยู่รอดได้ในสภาพแวดล้อมที่สุดขั้วเป็นเวลานับร้อยปี

เรื่องราวของการสำรวจอวกาศได้ถูกหยิบมานำเสนอในผลงานชุด A Trip to the moon (Tardigade) (2568) โดยอนุรักษ์ ธัญญะปาลิต ประกอบไปด้วยประติมากรรมหมีน้ำ สร้างขึ้นมาจากวัสดุจำลองสสารบนดวงจันทร์, ภาพถ่ายดาวจันทร์ จำลองมุมมองของสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่บนดาวโลก เมื่อพวกเขาแหงนหน้ามองขึ้นไปยังดวงจันทร์ ผลงานชิ้นดังกล่าวเกิดจากการนำภาพถ่ายของดวงจันทร์ที่ถูกถ่ายโดย NASA เข้ามาซ้อนทับกับภาพถ่ายของหมีน้ำ หยอกล้อกับนิทาน “กระต่ายบนดวงจันทร์” ซึ่งเป็นภาพจำของผู้คนที่เชื่อว่าบนดวงจันทร์มีกระต่ายอาศัยอยู่ หากแต่ความจริงแล้ว บนดวงจันทร์นับจากนี้ จะมีหมีน้ำอาศัยอยู่ต่างหาก
และวิดีโอสองจอ แสดงบทสนทนาตลกร้ายของกลุ่มหมีน้ำ บอกเล่าเรื่องราวผลกระทบจากสงครามนิวเคลียร์ ความขัดแย้งของมวลมนุษย์ที่กระทำต่อดาวเคราะห์โลก รวมถึงความทะยานอยากที่จะวิวัฒน์ตนของเหล่าหมีน้ำเพื่อปกครองอาณานิคมดวงจันทร์ ตัดสลับกับวิดีโอฟุตเทจภารกิจสำรวจอวกาศของเหล่าชาติมหาอำนาจที่ได้ขึ้นมาสัมผัสกับพื้นผิวของดวงจันทร์



สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาของผู้ชมในนิทรรศการ Where Are We Landing ล้วนแล้วแต่เป็นผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจากลัทธิล่าอาณานิคมในอดีต ซึ่งมิได้จำกัดอยู่เฉพาะในหมู่มนุษย์เท่านั้น หากแต่ยังได้นำพาให้สิ่งมีชีวิตจากถิ่นฐานเดิมโยกย้ายไปยังถิ่นฐานใหม่ พร้อมกับสร้างความเปลี่ยนแปลงต่อสภาพแวดล้อมที่พวกมันไปถึง จนเกิดเป็นกระบวนการปรับตัวเพื่อเอาตัวรอดต่อภาวะวิกฤตระดับองคาพยพ ในท้ายที่สุดแล้ว
อ้างอิง
bbc
nationalgeographic
spaceth.1
spaceth.2
southeastasia.1
southeastasia.2
