นิทรรศการ WERDIN: ดินกลาย
โดย วศินบุรี สุพานิชวรภาชน์
จัดแสดงที่ La Lanta Fine Art
ตั้งแต่วันที่ 14 มิถุนายน – 9 สิงหาคม 2568 เวลา 16.00 – 20.00 น.
นิทรรศการ WERDIN: ดินกลาย โดย วศินบุรี สุพานิชวรภาชน์ กับการสำรวจการเดินทางของ “ดิน” ที่เป็นมากกว่าวัตถุดิบในการสร้างสรรค์งานเครื่องปั้นดินเผา แต่เป็นสัญลักษณ์ของกระบวนการ “การกลายเป็น” สิ่งที่หล่อหลอมความเป็นมนุษย์ ประวัติศาสตร์ และสำนึกทางวัฒนธรรม
ย้อนไปยังปี 2020 วศินบุรี สุพานิชวรภาชน์ได้หยิบเอาเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ว่าด้วยเหตุการณ์ที่ Friedrich August I ผู้ปกครองแคว้นแซกโซนีได้กระทำการนำทหารจำนวนกว่า 600 นายไปแลกกับงานศิลปะชิ้นเอกอย่างเครื่องปั้นดินเผา Porcelain เพื่อแสดงความรุ่งโรจน์ของพระองค์ มานำเสนอในรูปแบบของประติมากรรมดินเผา Porcelain รูปทรงรถถัง สื่อนัยถึงกลวิธีในการบรรลุซึ่งความปรารถนาของมนุษย์ (สามารถอ่านเรื่องราวของรถถัง Porcelain ได้ที่นี่)
และเรื่องราวของรถถัง Porcelain นี้เอง ยังได้กลายมาเป็นชื่อของนิทรรศการครั้งล่าสุดของเขา อย่าง WERDIN มีที่มาจากคำกริยาภาษาเยอรมัน “werden” ซึ่งสามารถสื่อได้ถึงสันดานของมนุษย์ได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะในความหมายของ “การกลายเป็น” หรือ “ความอยากที่จะเป็น” เช่นเดียวกับที่วศินบุรีใช้อธิบายถึงวิธีการที่คนคนหนึ่งต้องการจะบรรลุถึงความปรารถนา ดังที่กล่าวไว้ข้างต้น

โดยในนิทรรศการครั้งนี้ วศินบุรีได้ขยายความหมายของ “การกลายเป็น” ไปสู่กระบวนการทำงานเครื่องปั้นดินเผาที่เชื่อมโยงเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ ผสมผสานการตีความและทบทวนปรากฏการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้น ทั้งในอดีตและปัจจุบัน เพื่อให้ผู้ชมเกิดการตั้งคำถามต่อมุมมองการใช้ชีวิตในภาวะร่วมสมัย
เริ่มต้นที่ APORGADOT (2025) ประติมากรรมสำริดรูปทรงสุนัข “ไอ้จุด” ที่เปรียบดั่งคาแรกเตอร์ประจำตัวของวศินบุรี ถูกจัดวางด้วยการแยกส่วนออกจากกันเป็นชิ้นๆ เช่นเดียวกับการจัดแสดงชิ้นส่วนวัตถุโบราณในพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ เมื่อสังเกตไปที่พื้นผิวของชิ้นงานจะพบกับลวดลายของ “มโหระทึก” เครื่องมือโลหะของคนสมัยก่อนประวัติศาสตร์สำหรับใช้ตีเพื่อสร้างเสียง/จังหวะประกอบในพิธีกรรมสำคัญ และสามารถพบได้ทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ถือเป็นหลักฐานสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมที่มีร่วมกันของคนในภูมิภาคนี้


ผลงานชิ้นนี้ แสดงให้เห็นการจำลองวิธีการจัดแสดงวัตถุโบราณในพิพิธภัณฑ์ และเชื้อเชิญให้เกิดการตั้งคำถามต่อกระบวนการตีความและการนำเสนอข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ ที่ถูกบอกเล่าผ่านกระบวนการทางพิพิธภัณฑ์ รวมถึงสถานะของความเป็นสถาบันที่ตั้งขึ้นเพื่อรวบรวมและจัดแสดงวัตถุที่เป็นสมบัติของแผ่นดิน อันมีความสำคัญทางวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรม ด้วยการเลือกนำเฉพาะชิ้นส่วน หรือมุมมองที่ตอบสนองต่อเรื่องเล่าบางประการ นั่นอาจหมายรวมถึง การสร้างวิธีการเล่าเรื่องทางประวัติศาสตร์ซึ่งเลือกนำเสนอเฉพาะชิ้นส่วนหรือมุมมองที่ตอบสนองต่อจุดประสงค์บางประการของผู้เล่า

ในส่วนถัดไป ศิลปินได้ทำการเปลี่ยนสภาพของห้องนิทรรศการ ด้วยการสร้างบรรยากาศของพื้นที่ขึ้นมาใหม่ ดั่งการเข้าสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในศาสนสถาน ฉาบเคลือบผนังด้วยสีเหลืองทองและแสงสลัวจากการจัดแสงไฟ ขับเน้นให้ชิ้นงานประติมากรรมทั้งหมดภายในห้องดูเด่นชัดยิ่งขึ้น
ผลงานรูปเคารพเหล่านี้ เกิดจากการจำลองโบราณวัตถุที่จัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติราชบุรี ได้แก่ “พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรเปล่งรัศมี” และ “พระศิวะ” ด้วยการนำเทคโนโลยีการสแกนภาพสามมิติมาใช้ในการเก็บบันทึกข้อมูลภาพ ผสมผสานการใช้จินตนาการและการคาดคะเนลักษณะโครงสร้างดั้งเดิมของรูปเคารพอย่างที่ควรจะเป็น
กระบวนการฟื้นคืนทางกายภาพนี้ เปรียบดั่งการเดินทางข้ามกาลเวลาที่ช่วยเติมเต็มความสมบูรณ์ทางจิตวิญญาณและวัฒนธรรม พร้อมกับตั้งคำถามต่อวิธีการศึกษาอดีตว่า แท้จริงแล้ว ประวัติศาสตร์คือข้อเท็จจริงหรือเป็นเพียงการคาดเดาจากเศษซากของความเป็นไปได้นี้

กลับมาที่โถงกลางของนิทรรศการกับผลงานชุด Discovered in 2025 and History Keeper ที่หยิบเอาแรงบันดาลใจจากการค้นพบชามกระเบื้องโบราณที่จมอยู่ใต้แม่น้ำในจังหวัดราชบุรี และความทรงจำของวศินบุรีในอดีต เมื่อครั้งได้เยี่ยมชมสภาพของชามกระเบื้องโบราณที่ได้เก็บกู้ได้จากท้องทะเลของประเทศไทย ถ่ายทอดเป็นประติมากรรมดินเผาจัดวางในรูปแบบต่างๆ โดยมีองค์ประกอบหลักได้แก่ “เครื่องเคลือบลายคราม” ที่ถูกสร้างขึ้นมาใหม่ให้ดูคล้ายกับเหล่าภาชนะที่ถูกค้นพบ และ “ไอ้จุด” เพื่อใช้เป็นสัญลักษณ์ของความทรงจำ และ การจมหายของอารยธรรมในกระแสเวลา

ลักษณะเด่นของผลงานเหล่านี้คือ เทคนิคการเผาเคลือบเซรามิกจนดูคล้ายกับวัสดุจากธรรมชาติ ในการจำลองลักษณะของตะกอนดิน ทราย ปะการังใต้ผืนทะเลที่มายึดเกาะภาชนะเหล่านี้ไว้ ในส่วนของลวดลายบนภาชนะแต่ละใบ มีต้นแบบมาจากลวดลายภาชนะลายครามของจริงที่เก็บกู้ได้จากแม่น้ำในจังหวัดราชบุรี และเก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ราชบุรี ในปัจจุบัน



สำหรับวศินบุรีแล้ว ภาชนะลายครามเปรียบเสมือนกับตัวแทนของพัฒนาการทางศิลปะและวัฒนธรรมที่เดินทางจากยุโรปมุ่งสู่เอเชีย และกลายเป็นส่วนเสี้ยวหนึ่งของวัตถุทางประวัติศาสตร์ที่ถูกสลักไว้ในความทรงจำของตนเอง เช่นเดียวกับลวดลายของภาชนะดินเผาอื่นๆ ที่ปรากฏอยู่ใน Neverland (2025) ผลงานเซรามิค ที่ศิลปินหยิบเอาชิ้นส่วนเครื่องเคลือบดินเผา แสดงลักษณะลวดลายที่มีต้นแบบมาจากภาชนะดินเผาที่โดดเด่นในแต่ละภูมิภาค/ยุคสมัยของไทย มาจัดเรียงเข้าด้วยกันคล้ายกระเบื้องโมเสก (Mosaic) จนมีรูปร่างเป็นแผนที่ประเทศไทย

บนแผนที่ประเทศไทยนี้ เราจะพบกับลวดลายสมัยก่อนประวัติศาสตร์ของภาชนะดินเผาบ้านเชียง, ลวดลายสีน้ำเงินโคบอลต์ ซึ่งเชื่อมโยงไปถึงผลงานรถถังในอดีตของวศินบุรี, สีแดงสดที่ผูกโยงกับความทรงจำของศิลปิน กับการได้ทดลองทำงานสวนกระแสแนวคิดรักษ์โลกในช่วงต้นปี 2000 ด้วยการนำสีโทนร้อนเข้ามาใช้กับเครื่องปั้นดินเผา หรือลวดลายเบญจรงค์ ที่ศิลปินต้องการจะเล่นล้อกับข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ที่เคยเกิดขึ้น ณ ช่วงเวลาหนึ่ง
เนื่องจากในอดีต เครื่องถ้วยเบญจรงค์เป็นงานหัตถกรรมที่ไม่สามารถผลิตได้ในเมืองไทย จึงต้องมีการสั่งผลิตและนำเข้าเครื่องเบญจรงค์จากเมืองจีนภายใต้การกำกับของช่างชาวไทย โดยมีช่างฝีมือชาวจีนเป็นผู้ดำเนินการผลิต ด้วยเหตุนี้ ลวดลายต่างๆบนเครื่องเบญจรงค์ในช่วงอดีต มีลักษณะที่ผสมผสานกันของสองวัฒนธรรมไทยจีน เช่น ลายเทพพนมที่รูปลักษณ์ของเทวดามีลักษณะอ้วนพุงพลุ้ยคล้ายกับเทพ นักบวชบนงานศิลปกรรมจีน. ก่อนที่ในเวลาต่อมา จะมีการสร้างเตาหลวงขึ้นในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๓) ทำให้ช่างชาวไทยสามารถผลิตเครื่องเบญจรงค์ด้วยตนเองได้ในที่สุด

ตามทัศนะของศิลปินแล้ว ลวดลายบนเครื่องเบญจรงค์ นับเป็นสิ่งที่ใกล้เคียงกับคำว่า “Kitsch (ไร้รสนิยม สามารถพบเห็นได้ทั่วไป)” ในแบบฉบับของความเป็นไทย ด้วยลักษณะของลวดลายที่ยุ่งเหยิงเกินพอดี ความไม่สมส่วนของเทพเทวดาที่มีรูปร่างหน้าตาแตกต่างไปจากการรับรู้และค่ามาตรฐานทางความงามที่คนไทยบางส่วนยอมรับได้
อย่างไรก็ตาม สิ่งเหล่านี้ก็ล้วนแล้วแต่เป็นเสน่ห์และมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ที่ปรากฏอยู่บนความไม่สมบูรณ์ของเครื่องเบญจรงค์ ดั่งที่วศินบุรีได้ค้นพบ เช่นเดียวกับเรื่องราวของผลงานอื่นๆ ที่ถูกถ่ายทอดออกมาในนิทรรศการ Werden เสมือนกับสัญลักษณ์ของความกล้าที่ศิลปินได้ทดลองกับการทำงานเซรามิกเข้ากับการต่อยอดประเด็นทางประวัติศาสตร์ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่แตกต่าง ขยายกรอบความคิด การรังสรรค์ศิลปะเครื่องเคลือบดินเผาออกไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

