นิทรรศการ Urgency of Existence
โดย คาแดร์ อัทเทีย (Kader Attia)
คัดสรรภัณฑารักษ์ โดย กฤติยา กาวีวงศ์
จัดแสดงที่ หอศิลป์บ้านจิม ทอมป์สัน (The Jim Thomson Art Center)
ระหว่างวันที่ 23 พฤศจิกายน 2567 – 16 มีนาคม 2568

นิทรรศการ Urgency of Existence โดย คาแดร์ อัทเทีย (Kader Attia) นำเสนอแนวคิดของการซ่อมแซมผลกระทบทางประวัติศาสตร์ ความซับซ้อนทางวัฒนธรรม การเมือง ประสบการณ์จากความขัดแย้งหลังยุคล่าอาณานิคมเพื่อสำรวจความเจ็บปวดและบาดแผลทางความทรงจำที่ยังไม่ถูกลืมเลือนราวกับ “ผี” ที่ตามมาหลอกหลอนในชีวิตประจำวัน

เริ่มที่ผลงานชิ้นแรก La Valise Oubliée (The Forgotten Suitcase) ผลงานวิดีโอว่าด้วยเรื่องราวของกระเป๋าเดินทางใบเก่าสามใบที่ถูกทอดทิ้งและการถ่ายทอดบทสนทนาของชาวแอลจีเรียทั้งสามด้วยภาษาฝรั่งเศส ผ่านสิ่งของที่เสมือนกับเครื่องช่วยบันทึกความทรงจำของพวกเขาเอาไว้ภายใต้บริบทของสงครามอัลจีเรีย (Algerian War, ค.ศ. 1954 – 1962)

ท่ามกลางสภาวะสงครามเพื่อการปลดแอกตนเองจากเจ้าอาณานิคมฝรั่งเศส บทสนทนาทั้งสามเผยให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างประวัติศาสตร์กับเรื่องเล่าจากความทรงจำที่เชื่อมโยงเข้าหากัน ตั้งแต่ เรื่องราวของผู้ลี้ภัยจากการกวาดล้างผู้นิยมลัทธิสังคมนิยมในช่วงสงครามกลางเมืองอัลจีเรีย ภาพถ่ายของชาวตะวันตกในชุดอ่าวหญ่าย (ชุดประจำชาติของชาวเวียดนาม) ตราประทับของคณะปฏิวัติอัลจีเรียบนเอกสารราชการ ภาพของครอบครัวผู้ลี้ภัยที่ต้องเดินทางข้ามทะเลเมดิเตอร์เรเนียนมาอาศัยอยู่ในดินแดนฝรั่งเศส หรือแม้กระทั่งปัญหาการเลือกปฏิบัติทางเพศในครอบครัวผู้นับถืออิสลาม ฯลฯ ประกอบกับสีหน้าแววตาของผู้ถ่ายทอดเรื่องราวที่มีทั้งการคร่ำครวญถึงผู้ล่วงลับและความปิติยินดีที่สามารถก้าวผ่านช่วงเวลาอันเลวร้ายมาได้

อัทเทียเชื่อมโยงเรื่องราวบางส่วนไปยังผลงานในห้องถัดไปกับ Ghost (2007/2024) ศิลปะการจัดวางประติมากรรมจำนวนมากกว่า 100 ชิ้นอัดแน่นกันอยู่ในห้องโถงขนาดใหญ่ โดยที่ผู้ชมจะถูกจำกัดพื้นที่การรับชมผลงานไว้เพียงแค่พื้นที่แคบๆบริเวณด้านซ้ายของห้องจัดแสดงเท่านั้น ประติมากรรมเหล่านี้สร้างสรรค์จากแผ่นฟลอยอลูมิเนียมก่อรูปกลายเป็นโครงร่างอันกรวงเปล่า คล้ายมนุษย์สวมผ้าคลุมแต่ยังคงพอปรากฏให้เห็นลักษณะเรือนร่างสตรีเพศเอาไว้ได้อย่างเลือนราง ประกอบกับท่วงท่าการนั่งที่บ้างดูคล้ายกับการนั่งห่อตัว บ้างก็ดูคล้ายกับการทำสมาธิอย่างเคร่งขรึมประหนึ่งกำลังประกอบพิธีกรรมทางศาสนา เสริมด้วยบรรยากาศภายในห้องจัดแสดงให้ผลงานที่จัดแสดงอยู่นี้กลายเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมาได้ในชั่วขณะหนึ่ง

ศิลปินเปิดโอกาสให้ผู้ชมได้ตีความผลงานชิ้นนี้อย่างเปิดกว้าง หากแต่เมื่อนำองค์ประกอบของผลงานชิ้นก่อนหน้า เข้ามาพิจารณาร่วมด้วยจะยิ่งตอกย้ำให้เห็นว่า อัทเทียพยายามที่จะชี้ให้เห็นถึงปัญหาทางด้านสิทธิมนุษยชนในภาวะสงคราม โดยเฉพาะการกดขี่และการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่สามารถพบเห็นได้ทั่วไป รวมไปถึงปัญหาของการใช้ความรุนแรงในครอบครัว ผนวกกับการเลือกปฏิบัติทางเพศ อันเป็นผลมาจากการนำกรอบค่านิยมและความเชื่อทางศาสนามาบังคับใช้ในการริดรอนสิทธิเสรีภาพไปจนถึงความพยายามที่จะสลายอัตลักษณ์ของบุคคล สิ่งเหล่านี้ได้กลายเป็นภาวะอันขมขื่นที่ยังคงตามมาหลอกหลอนผู้คนจวบจนถึงปัจจุบัน

ต่อมาที่ผลงานในส่วนถัดไป อัลเทียนำเสนอแนวคิดเรื่องการซ่อมแซมและเยียวยารักษาผลกระทบจากประสบการณ์ด้านลบทางประวัติศาสตร์ ผ่านการทำงานร่วมกับวัสดุที่เต็มไปด้วยร่อยรอยความเสียหายใน Repaired Broken Mirror (2023) กับการผสานแผ่นกระจกที่เคยแตกออกเป็นสองส่วนด้วยลวดทองแดงให้กลับมาเป็นกระจกแผ่นเดิมอีกครั้ง หรือ Untitled (Mirrors), (2023) งานเย็บปักซ่อมแซมรอยแผลต่างๆบนผ้าใบจำนวน 3 ชิ้น ที่เชื่อมโยงเรื่องราวของผลงานเข้ากับบริบททางประวัติศาสตร์ของหอศิลป์บ้านจิม ทอมป์สัน ผู้ริเริ่มธุรกิจผ้าไหมในช่วงสงครามเย็น

อัลเทียแสดงให้เห็นถึงผลกระทบจากการล่าอาณานิคมและสงครามเย็นที่ได้สร้างปมปัญหาและความบาดหมางต่างๆ ไว้เป็นมรดกแก่ชนรุ่นหลังทั่วทั้งโลก โดยเฉพาะกับผู้คนในสังคมร่วมสมัยที่ต้องเผชิญปรากฏการณ์ต่างๆ เมื่อสงครามเย็นสิ้นสุดลง ไม่ว่าจะเป็นเส้นแบ่งเขตแดนที่ถูกขีดเขียนขึ้นมาใหม่ภายหลังสหภาพโซเวียตล่มสลาย แผ่นดินที่ถูกแบ่งออกเป็นสองส่วนเนื่องจากความนิยมในอุดมการณ์ทางการเมืองที่แตกต่าง ผู้คนที่จำต้องกลายเป็นผู้ผลัดถิ่นเนื่องจากสงครามความไม่สงบในพื้นที่ ผลกระทบที่เกิดขึ้นเป็นวงกว้างนี้ เปรียบดั่งรอยด่างที่ปรากฏอยู่บนผืนผ้า ประหนึ่งแผลเป็นที่ปรากฏอยู่บนหน้าประวัติศาสตร์ที่ต่อให้วันเวลาจะผ่านล่วงเลยมากี่ทศวรรษ สิ่งเหล่านี้ก็จะยังคงหลงเหลือไว้เป็นที่ประจักษ์ ไม่มีวันที่จะจางหายหรือกลับมามีสภาพดั่งเดิมได้อีกแล้ว

สุดท้ายกับ On Silence (2021-2024) ผลงานศิลปะจัดวางชิ้นส่วนอวัยะเทียมจำนวนมหาศาลติดตั้งด้วยการแขวนลอยไว้เหนือศีรษะของผู้ชม ชวนให้ผู้เขียนนึกถึงเหตุการณ์ ‘ไททันร่วงหล่นลงจากฟ้า’ ซึ่งปรากฏอยู่ในภาพเขียน The Fall of the Titans (1588 – 1590) โดยจิตรกรชาวดัตช์ Cornelis van Haarlem ว่าด้วยเหตุการณ์สงครามของเหล่าทวยเทพในตำนานปกรนัมกรีกที่เหล่าไททันถูกเนรเทศร่วงหล่นลงจากสรวงสวรรค์สู่คุกนรกทาร์ทารัส นอกจากนี้ ภาพเขียนดังกล่าวยังเป็นแรงบันดาลใจของหนึ่งในฉากอันน่าจดจำในมังงะและแอนิเมชั่นเรื่อง Attack on titans ซึ่งมีเนื้อหาที่เล่าผ่านสายตาของตัวเอกที่ต้องอาศัยอยู่ในโลกที่กำลังเผชิญกับสงครามการล่าอาณานิคมมาอย่างเนิ่นนาน

อย่างไรก็ตาม ผลงานชิ้นดังกล่าวเป็นการนำเสนอผลกระทบจากภาวะสงครามผ่าน อวัยวะเทียมจำนวนมหาศาลเพื่อเป็นสื่อแทนของวัตถุที่ถูกสร้างขึ้นสำหรับทดแทนสิ่งที่ถูกพรากไปเพราะความรุนแรงในสงคราม รวมถึงเหล่าทุ่นระเบิดที่ยังไม่ถูกเก็บกู้จากพื้นที่ต่างๆ เมื่อครั้งอดีต และยังคงกระจัดกระจายอยู่ทั่วไปในทุกภูมิภาคที่มีความขัดแย้ง

วัตถุเหล่านี้เปรียบเสมือนกับสิ่งสำคัญที่ใช้ในการ “ซ่อมแซม” ความทุพพลภาพในร่างกายของผู้ถูกกระทำ อีกทั้งยังช่วยประคับประคองสภาพจิตใจให้พวกเขาสามารถพอที่จะกลับมาใช้ชีวิตเท่าที่จะสามารถทำได้ ถึงอย่างนั้น ความทุกข์ของผู้ทุพพลภาพก็เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหนือจินตนาการของคนที่ยังคงมีอวัยวะอยู่ครบ 32 โดยเฉพาะความทุกข์ของเหยื่อจากภัยสงครามที่ต้องกลายเป็นผู้ทุพพลภาพและถูกช่วงชิงวิถีชีวิตที่พวกเขาเคยได้สัมผัสไป

นิทรรศการ Urgency of Existence ได้เปิดประสบการณ์ให้พวกเราได้พิจารณาถึงผลกระทบของความขัดแย้งในประวัติศาสตร์ที่มนุษย์เป็นผู้ก่อ เช่นเดียวกับการมีอยู่ของแรงกดดันที่ล่องลอยอยู่เหนือศรีษะของเรานี้ เปรียบดั่งความทุกข์ของเหยื่อจากภัยผู้ทุพพลภาพ ที่ให้มักสร้างภาพของความรู้สึกอันหนักหน่วงให้แก่ผู้รับชม แต่ในขณะเดียวกัน ก็กลับดูจะเป็นเสียงอันเงียบงันที่ผู้ฟังอย่างเราอาจจะไม่เคยได้ยิน