นิทรรศการ Under the dark sun
โดย อิ่มหทัย สุวัฒนศิลป์
ภัณฑารักษ์ ลอเรดานา ปาซซินี ปาราซซิอานี (Loredana Pazzini-Paracciani)
จัดแสดงที่ WarinLab contemporary
ตั้งแต่วันที่ 3 สิงหาคม – 28 กันยายน 2567

นิทรรศการ Under the dark sun จัดแสดงผลงานศิลปะจากชีววัสดุที่ประกอบสร้างจากการร้อยเรียงแรงบันดาลใจอันหลายหลากของอิ่มหทัย สุวัฒนศิลป์ โดยมุ่งเน้นไปที่การนำเสนอปัญหาทางสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ผสมผสานเข้ากับเรื่องราวในความทรงจำและประสบการณ์ชีวิตที่ศิลปินได้เผชิญ

เริ่มจากกรณีการแห้งขอดของทะเลสาบอารัล (Aral Sea) ทะเลสาบน้ำเค็มที่เคยเป็นหนึ่งในทะเลสาบที่ใหญ่ที่สุดในโลก อันเนื่องมาจากนโยบายพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอในช่วงยุคการปฏิวัติอุตสาหกรรมของรัฐบาลสหภาพโซเวียต ด้วยการขุดคลองชลประทาน ผันน้ำไปใช้ในการเกษตรกรรมไร่ฝ้ายเป็นเหตุให้ระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวิภาพของทะเลสาบแห่งนี้ถูกทำลายจนย่อยยับ

ไล่มาถึงเรื่องราวของแพลงก์ตอน (Plankton) สิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ตามแหล่งน้ำต่างๆ นอกเหนือจากการเป็นแหล่งอาหารและพลังงานให้แก่สัตว์ทะเลน้อยใหญ่แล้ว อิ่มหทัยยังพบว่าแพลงก์ตอนบางชนิดยังมีความสามารถในการผลิตก๊าซออกซิเจนให้แก่โลกมากกว่าที่พืชหรือต้นไม้ทั้งหมดบนโลกจะสามารถผลิตได้ โดยเชื่อกันว่าก๊าซออกซิเจนปริมาณกว่า 70% มีต้นกำเนิดมาจากเหล่าแพลงก์ตอนที่อาศัยอยู่ในมหาสมุทร

ทว่าในปัจจุบัน กลับมีรายงานว่า จำนวนของแพลงก์ตอนเหล่านี้กำลังลดลง อันเนื่องมาจากภาวะโลกร้อนได้ทำให้อุณหภูมิของน้ำมีระดับที่สูงขึ้น ฉะนั้นเมื่อมนุษย์ผู้เป็นตัวการใหญ่ของภาวะโลกร้อน ได้ทำลายแหล่งน้ำที่มีเหล่าแพลงตอนอาศัยอยู่ จึงไม่ต่างกับการที่มนุษย์ได้ทำลายแหล่งกำเนิดก๊าซออกซิเจนที่อยู่ในอากาศของพวกเขาด้วยเช่นกัน

ปรากฏการณ์ทั้งสองแสดงให้เห็นถึงผลกระทบของภัยพิบัติด้านสิ่งแวดล้อมที่มีสาเหตุมาจากการกระทำของมนุษย์ ซึ่งได้มอบมุมมองให้แก่อิ่มหทัยต่อแนวทางการการสร้างสรรค์ผลงานในนิทรรศการต้องการบอกเล่าปัญหาสิ่งแวดล้อมให้ครอบคลุม ยิ่งกว่าการนำเสนอเรื่องราวเพียงประเด็นใดประเด็นหนึ่งท่านั้น นำไปสู่แนวคิดของการออกแบบผลงานซึ่งอุปมาถึงโลกที่ระบบนิเวศเต็มไปด้วยข้อสมมติฐานของความไม่แน่นอน หาใช่โลกหลังการล่มสลาย แต่เป็นโลกที่ชีวิตไร้ซึ่งสีสันดั่งโลกภายใต้ดวงตะวันที่ไร้แสง สะท้อนออกมาผ่านบรรยากาศและสีสันที่หม่นหมอง

“ปัญหาสิ่งแวดล้อม คือ ปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อภาพรวมของระบบนิเวศและสิ่งมีชีวิตทุกชนิด ฉะนั้นผลงานศิลปะในนิทรรศการครั้งนี้ก็ควรที่จะบอกเล่าปัญหาให้เห็นเป็นภาพรวมด้วย” อิ่มหทัยกล่าว

เริ่มที่ผลงานชิ้นแรก The Dark Moon กล่องไฟทรงกลมปกคลุมด้วยปีกแมลงจำนวนหลายร้อยชิ้นจัดเรียงกันจนเกิดเป็นลวดลายคล้ายกับหลุมบนดวงจันทร์ โดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากการที่ศิลปินคอยเฝ้าสังเกตพฤติกรรมของแมลงเม่าในช่วงฤดูผสมพันธุ์ ภายหลังจากฝนแรกของทุกปี พวกมันจะออกมาจากรังเพื่อผสมพันธุ์ใต้แสงไฟยามค่ำคืนก่อนที่จะสลัดปีกทิ้ง กลับลงไปวางไข่ดำรงเผ่าพันธุ์ต่อไป พฤติกรรมดังกล่าวเกิดขึ้นวนเวียนอย่างเป็นระบบและมีช่วงเวลาที่แน่นอน

หากแต่ในปัจจุบัน เมื่อสภาพอากาศเกิดความผันผวน ฝนฟ้าที่ไม่ได้ตกลงมาตามช่วงฤดูส่งผลให้พฤติกรรมของเหล่าแมลงเม่าเปลี่ยนไปตาม จนอิ่มหทัยสามารถสังเกตได้ถึงความถี่ที่พวกมันออกมาผสมพันธุ์ได้ซึ่งมีมากเกินกว่าที่ควรจะเป็น จากเพียงแค่สองถึงสามวันแรกที่ฝนตก กลับกลายเป็นหลักสิบวันถึงเกือบครึ่งเดือน

อิ่มหทัยเชื่อมโยงปรากฏการณ์ธรรมชาติดังกล่าวเข้ากับแง่มุมทางวัฒนธรรมของมนุษย์ในอดีต อย่างการคิดค้นปฏิทินจันทรคติ ซึ่งอาศัยคาบการโคจรของดวงจันทร์ในการคำนวณวันเวลาสำหรับประกอบพิธีกรรมทางศาสนาหรือประเพณีทางสังคมต่างๆ

ดวงจันทร์ดวงนี้ จึงเป็นดั่งสัญลักษณ์ของปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ ที่ศิลปินสร้างสรรค์ขึ้นเพื่อบอกเล่าถึงความผกผันของธรรมชาติที่ส่งผลกระทบไปยังการเปลี่ยนแปลงวัฏจักรของสิ่งมีชีวิตตัวเล็กจ้อยอย่าง ‘แมลงเม่า’ สัตว์ที่เปรียบเสมือนดั่งตัวบอกสัญญาณการเปลี่ยนผ่านของฤดูกาล

การนำชีววัสดุ (เศษ/ชิ้นส่วนอวัยวะของสัตว์) ที่สามารถพบได้ตามธรรมชาติเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชิ้นงานเพื่อใช้เป็นตัวแทนของสภาพแวดล้อมหรือธรรมชาติที่กำลังประสบอยู่ นับเป็นแนวทางหลักของการทำงานในนิทรรศครั้งนี้ และก็ยังได้ขยายผลไปสู่การสร้างสรรค์ผลงานชิ้นอื่นๆ ดังเช่นประติมากรรมอีกสองชิ้นภายในนิทรรศการ ที่อิ่มหทัยต้องการจะนำเสนอภาพแทนของความผิดธรรมชาติที่มนุษย์กระทำต่อเพื่อนร่วมโลกผ่านเรื่องราวของสิ่งมีชีวิตที่ฝังลึกอยู่ในความทรงจำของเธอ

เริ่มจากประติมากรรมรูปทรงเว้าแหว่งคล้ายเปลือกหอย ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจการออกแบบมาจากแบบฝึกหัดการเขียนรูปดวงจันทร์ข้างขึ้น-ข้างแรม โดยอีกด้านของชิ้นงานปรากฏใบหน้าของกอริลลา ที่กลับมีตุ่มขนบนศีรษะขดเป็นก้อนกลมแทนที่จะเป็นเส้นตรงอย่างเช่นขนของพวกมันตามธรรมชาติ

ใบหน้าของกอริลลานี้ มีที่มาจากความทรงจำในอดีตของศิลปินจากประสบการณ์การเข้าชมสวนสัตว์กลางเมืองแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ และการพบกับกอริลาตัวหนึ่งที่ถูกจองจำให้อยู่อย่างโดดเดี่ยวในกรงขัง เกิดเป็นความเศร้าสะเทือนใจที่อิ่มหทัยมีต่อสิ่งมีชีวิตที่ถูกพลัดพรากจากผืนป่าที่เคยอยู่อาศัย และถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกนั้นออกมาผ่านผลงานของเธอ

ใกล้เคียงกันจะพบกับประติมากรรมนกยูง สัญลักษณ์แห่งความงามที่ราวกับว่ากำลังก่อตัวขึ้นจากหยดน้ำ แต่อิ่มอทัยเลือกที่จะนำเสนอมันในรูปสัญลักษณ์แห่งการรับรู้ที่ผิดเพี้ยนไปจากความจริง เช่นเดียวกับที่ใครหลายคนมันจะเข้าใจว่าพวกมันคือ “นก” หากแต่ความจริงแล้วนั้น นกยูงเป็นสัตว์ปีกที่อยู่ในวงศ์เดียวกัน “ไก่ฟ้า”

เพื่อสร้างความรู้สึกที่ดูขัดแย้งกันภายในตัว แทนที่อิ่มหทัยจะใช้ขนสัตว์หรือขนนกมาเป็นวัสดุหลักในการสร้างสรรค์ผลงานทั้งสอง เธอกลับเลือกที่จะนำเกล็ดปลากะพงจำนวนมากมาใช้ ซึ่งนอกจากประติมากรรมทั้งสองจะถูกนำเสนอในรูปความหมายเชิงสัญลักษณ์ของสัตว์บกที่อาศัยอยู่บนผืนดินและสัตว์ปีกที่โบยบินอยู่บนฟ้าแล้ว ผลงานทั้งสองยังถูกสร้างให้เป็นอนุสรณ์แห่งการกระทำและการรับรู้ของมนุษย์ที่ได้ปฏิบัติต่อเหล่าสรรพสัตว์บนโลกใบนี้ จนส่งผลให้รูปแบบการดำรงชีวิตของพวกมันต้องผิดแผกไป

ประติมากรรมที่ควรจะนำเสนอความแข็งแรงมั่นคง กลับนำเสนอสภาวะของความคลุมเครือและสั่นคลอนอย่างเห็นได้ชัด เห็นได้จากรูปร่างของประติมากรรมดวงจันทร์ที่แม้จะดูสวยงามราวกับเงาสะท้อนของดวงจันทร์ที่ลอยอยู่เหนือผิวน้ำ แต่ก็คล้ายกับว่าพร้อมจะเอียงล้มลงอยู่ตลอดเวลา ประติมากรรมนกยูงที่เหมือนกับกำลังก่อรูปขึ้นมาจากผิวน้ำ แต่ก็ดูเหมือนกับกำลังถูกเหนี่ยวรั้งเอาไว้ไม่ให้โบยบิน สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า วัตถุที่อยู่ภายใต้แสงจันทร์ของอิ่มทหัย กลับเต็มไปด้วยความฉงนและความหวาดกลัวในสิ่งที่ตนเองไม่อาจหยั่งรู้

ถัดมาที่เรื่องราวของสัตว์น้ำอย่าง Massage from Fish to Star ผลงานสองมิติที่อิ่มหทัยสร้างระบบภาษาขึ้นมาใหม่ เกิดเป็นกวีแห่งท้องทะเลที่ราวกับกำลังส่งสารบางอย่างถึงเหล่ามวลมนุษย์ ด้วยการนำเกล็ดของปลากะพงมาทำการตัดแต่งจนเกิดเป็นเส้นหยักริ้ว ก่อนจะนำไปจัดเรียงลงบนแคนวาส ราวกับการเข้ารหัส เรียบเรียงตัวอักษร จนเกิดเป็นข้อความหรือบทกลอนที่ท้องทะเลเป็นผู้สร้างสรรค์ขึ้น

Massage from Fish to Star

อีกด้านหนึ่งคือ Unknown Creatures No.1 จิตรกรรมที่ผสมผสานการใช้ชีววัสดุอย่างเส้นผมของมนุษย์เป็นเครื่องมือในการวาดเส้นร่วมกับการใช้ดินสอกราไฟท์วาดทับบนรอยที่เส้นผมเพื่อขับเน้นแรเงาสร้างร่องรอยและพื้นผิวบนแคนวาส จนเกิดเป็นรูปร่างของสิ่งมีชีวิตที่ไม่สามารถระบุสายพันธุ์ได้ เช่นเดียวกับผลงานในส่วนสุดท้ายของนิทรรศการ จัดแสดงอยู่ ณ ชั้นสองของอาคารหอศิลป์กับ Plankton ประติมากรรมจากการถักทอเส้นผมของมนุษย์ขึ้นเป็นรูปร่างของสิ่งมีชีวิตหลากหลายชนิดกว่า 49 ชิ้น ประหนึ่งการขยายภาพของเหล่าจุลินทรีย์และสัตว์เซลล์เดียวให้มีขนาดใหญ่ขึ้นหลายเท่าตัว ตอกย้ำให้เห็นถึงความสำคัญของสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่แม้ว่าพวกมันจะอยู่ชั้นล่างสุดของห่วงโซ่อาหาร แต่ก็กลับมีบทบาทสำคัญที่ทำให้โลกใบนี้ดำรงอยู่

Unknown Creatures No.1
Plankton

สุดท้ายกับ Fish Scale Mountain จิตรกรรมสื่อผสมที่อิ่มหทัยได้นำเทคนิคภาพพิมพ์ Monoprint เข้ามาผสมผสานร่วมกับการวาดเส้นด้วยเส้นผมและผงถ่านชาโคลสร้างสรรค์เป็นภาพภูมิทัศน์ของภูเขาปริศนาที่ชวนให้นึกถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิศาสตร์กายภาพของโลก ดังเช่นกรณีของการค้นพบซากฟอสซิลเปลือกหอยบนยอดเขาเอเวอร์เรสต์ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าครั้งหนึ่งส่วนของเปลือกโลกที่สูงที่สุดในปัจจุบันนั้นเคยจมอยู่ใต้ท้องมหาสมุทรมาก่อน ก่อนจะเคลื่อนที่เข้าหากันจนก่อตัวกลายเป็นแผ่นดินและภูเขา

อย่างไรก็ตาม ผลงานชิ้นดังกล่าวกลับมีต้นแบบมาจากเกล็ดปลาที่ถูกขยายขนาดจากต้นแบบจนมีมีลักษณะคล้าย “A23a” ภูเขาน้ำแข็งที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งกำลังได้รับผลกระทบจากภาวะโลกร้อน ส่งผลให้ตั้งแต่ปี 2020 เป็นต้นมา มันค่อยๆ เคลื่อนตัวออกจากชายฝั่งทวีปแอนตาร์กติกา ไปตามตรอกภูเขาน้ำแข็ง (Iceberg Alley) และจะมีแนวโน้มที่จะละลายกลายเป็นส่วนหนึ่งของน้ำทะเลจนหมดภายในปีนี้ กระบวนการสร้างสรรค์นี้ยั่วล้อไปกับการใช้จินตนาการเข้ามาแต่งเสริมเชื่อมโยงถึงภาวะแปรปรวนของสภาพอากาศและภัยพิบัติทางธรรมชาติที่มนุษย์สร้างขึ้น

Fish Scale Mountain

แทนที่ “ภูเขาลูกนี้” จะเกิดจากการก่อร่างของผืนแผ่นดิน แต่กลับมีที่มาจากเศษซากของสิ่งมีชีวิตที่เคยอาศัยอยู่ในแหล่งน้ำ แทนที่ครั้งหนึ่ง ณ ท้องทะเลที่มนุษย์เราเคยจับปลาเพื่อเลี้ยงปากท้องกลับกลายเป็นทะเลทรายที่แห้งเหือด เมื่อเวลาผ่านไปถึงเพียงขวบเสี้ยวเดียวของการถือกำเนิดผืนแผ่นทวีป การพังทลายของภูเขาน้ำแข็งนี้อาจจะเป็นเพียงส่วนหนึ่งของวัฏจักรธรรมชาติ แต่เราต้องอย่าลืมว่าทุกปรากฎการณ์งที่เกิดขึ้นอย่างผิดธรรมชาติล้วนแล้วแต่มีสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากการกระทำเพียงเล็กน้อยของมนุษย์ที่สะสมกันจนสั่นสะเทือนโลกทั้งใบ

นิทรรศการของอิ่มหทัยในครั้งนี้ยิ่งเป็นเครื่องตอกย้ำให้พวกเราได้เห็นว่า เพียงแค่การทิ้งขยะลงแหล่งน้ำก็สามารถทำให้อากาศของโลกถึงขั้นวิกฤตได้ และเมื่อพวกเรารู้อย่างนี้แล้ว เรายังเลือกที่จะมองข้ามปัญหาเล็กๆน้อยๆที่เกิดขึ้นในแต่ละวันไปได้อีกหรือไม่?