เปิดตัวแล้วกับมหกรรมศิลปะระดับนานาชาติครั้งแรกในเมืองไทย ACCESS BANGKOK ที่ Pinnacle Hall ศูนย์การค้าไอคอนสยาม ระหว่างวันที่ 5–7 ธันวาคม 2567 ภายใต้บริหารจัดการโดย ARTMEETSLIFE และ ARTUE สององค์กรผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดเทศกาลศิลปะจากประเทศเกาหลี และได้รับการสนับสนุนจากกองทุนวัฒนธรรมของรัฐบาลเกาหลี
ภายในงานนี้ ผู้ชมจะได้พบกับนิทรรศการศิลปะคัดสรรจากแกลเลอรีจำนวน 30 แห่ง แบ่งเป็นแกลเลอรีจากเกาหลี 12 แห่ง จากกรุงเทพฯ 9 แห่ง และจากประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 9 แห่ง สะท้อนให้เห็นความสนใจในระดับนานาชาติที่มีต่อตลาดศิลปะร่วมสมัยในประเทศไทย
ผู้เขียนเองได้มีโอกาสไปเดินชม ACCESS BANGKOK ในวันที่ 4 ธันวาคม และนี่คือข้อสังเกตบางประการจากการชมงานครั้งนี้





มุมมองต่อรูปแบบทางศิลปะที่แตกต่าง
เมื่อแกลเลอรีส่วนใหญ่ที่เข้ามาร่วมแสดงผลงานเป็นแกลเลอรีจากต่างประเทศ ไม่เฉพาะเกาหลีใต้ แต่ยังรวมไปถึงมหานครหลักๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อื่นๆ เช่น กัวลาลัมเปอร์ จาการ์ตา มนิลา สิงคโปร์ ส่งผลให้งานศิลปะมีความหลากหลายมาก เชื่อว่าหลายคนที่ได้ไปเยือนมหกรรมนี้ ย่อมจะสังเกตได้ถึงความแตกต่างอย่างมากระหว่างผลงานของศิลปินไทยกับศิลปินต่างประเทศ ทั้งในแง่ของทักษะการวาดหรือการปั้น เทคนิคและสื่อ ไปจนถึงเนื้อหาที่ถูกนำเสนอ
ปฏิเสธไม่ได้ว่าในมุมมองของผู้ชมชาวไทย แม้จะคุ้นเคยกับวัฒนธรรมเกาหลีหรือ K-Pop กันเป็นอย่างดี แต่เมื่อพูดถึงวงการศิลปะร่วมสมัยนั้น เราแทบไม่มีภาพในหัวเลยว่าอะไรคือศิลปะร่วมสมัยของเกาหลี หรือแม้แต่ประเทศเพื่อนบ้านของเราเอง ไม่ว่าจะเป็นกัมพูชา มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ น้อยคนนักที่จะสามารถบอกได้ว่าศิลปะร่วมสมัยของพวกเขามีหน้าตาเป็นอย่างไร แม้ว่างานนี้จะเป็นมหกรรมศิลปะเชิงพาณิชย์ที่แกลเลอรีต่างๆ ต้องการขายผลงานเป็นหลัก แต่หากมองอย่างเป็นกลาง บรรยากาศทั้งหมดก็ไม่ต่างอะไรกับนิทรรศการศิลปะในรูปแบบหนึ่ง (เป็นนิทรรศการที่ลดทอนความเข้มข้นของแนวคิดลงไป) และก็พอจะทำให้เราได้เห็นว่าภาพรวมของวงการศิลปะในแต่ละประเทศที่ว่านั้นเป็นอย่างไร เช่น ผลงานของศิลปินกัมพูชาจากแกลเลอรี
ผู้เขียนไม่ได้จะบอกว่างานของต่างประเทศนั้นน่าสนใจกว่างานของศิลปินไทย แต่ต้องการเน้นให้เห็นว่า มหกรรมศิลปะเชิงพาณิชย์ที่ริเริ่มโดยองค์กรต่างชาตินั้น สามารถนำเสนอความหลากหลายขึ้นในวงการศิลปะระดับท้องถิ่นได้อย่างไร และสำหรับศิลปิน การได้มีชมงานศิลปะที่แตกต่างจากที่เคยสร้างหรือเคยเห็นอยู่ทุกวันนั้น ก็ถือเป็นการหาแรงบันดาลใจใหม่ๆ ที่ดี



แพลตฟอร์มดิจิทัลกับอนาคตของการซื้อขายงานศิลปะ
เมื่อมีเรื่องเงินเข้ามาเกี่ยวข้อง อะไรๆ ก็จะซับซ้อนมากขึ้น โดยเฉพาะงานศิลปะซึ่งถือเป็นของฟุ่มเฟือยอย่างหนึ่ง มหกรรมศิลปะหรืออาร์ตแฟร์ไม่เหมือนตลาดนัด ที่ผู้มาเที่ยวชมจะควักกระเป๋าจ่ายเงินและรับของกลับไปทันทีทันใด ยิ่งสำหรับงานมหกรรมระดับนานาชาติ การซื้อขายผลงานของศิลปินต่างชาติที่นำเข้ามาภายในประเทศยิ่งเป็นเรื่องซับซ้อนมากขึ้นไปอีก เพราะต้องคำนึงถึงประเด็นเรื่องภาษีเป็นหลัก
การตัดสินใจซื้อผลงานศิลปะใดๆ จึงไม่ใช่เรื่องง่าย และต้องใช้เวลา การมีแพลตฟอร์มดิจิทัลสามารถเข้ามาเสริมจุดอ่อนตรงนี้ได้ กล่าวคือ ผู้สนใจไม่จำเป็นต้องรีบตัดสินใจซื้องานในทันทีที่ได้เห็น แต่สามารถกลับไปคิด และชมผลงานนั้นๆ อีกครั้งได้ผ่านระบบห้องชมงานดิจิทัล (Online viewing room, OVR) ของทาง ARTUE ซึ่งเป็นหนึ่งในองค์กรที่ร่วมกันจัดมหกรรมศิลปะ ACCESS BANGKOK ครั้งแรกนี้ขึ้นในประเทศไทย ตามบูธของแกลเลอรีต่างๆ ก็จะมี QR Code ให้เราสามารถใช้มือถือสแกนเข้าไปชมหน้าเว็บของแต่ละแกลเลอรีได้ โดยจะมีรายละเอียดของผลงานแต่ละชิ้นบอกเอาไว้
ระบบชมงานจากที่ไหนก็ได้นี้ จะทำให้ผู้สนใจได้มีโอกาสสำรวจความต้องการของตนเอง พิจารณาและศึกษารายละเอียดต่างๆ ได้มากขึ้น โดยไม่ถูกจำกัดด้วยเงื่อนไขของเวลาและสถานที่ อย่างไรก็ดี ผู้เขียนยังมองว่าการซื้อขายผลงานศิลปะนั้นยังคงมีความจำเป็นที่ต้องเห็นของจริงเสียก่อน เพราะการรับรู้สุนทรียภาพของงานศิลปะนั้นย่อมต้องการประสบการณ์เชิงประจักษ์ การมีอยู่ของแพลตฟอร์มดิจิทัล OVR จึงเป็นเสมือนส่วนเสริมที่สามารถอำนวยความสะดวกได้ในระดับหนึ่ง
แต่หากมองในแง่ของการพัฒนา ก็ถือว่ามีประโยชน์อย่างมากในการต่อยอดการนำเสนอผลงานให้หลุดพ้นไปจากกรอบของพื้นที่และเวลาของงานมหกรรมศิลปะ ที่เกิดขึ้นและจบไปภายในเวลาไม่กี่วัน แต่แพลตฟอร์มนี้จะออนไลน์และเข้าถึงได้ตลอดไป ทำให้แกลเลอรีและศิลปินในท้องถิ่นสามารถเข้าถึงตลาดซื้อขายงานศิลปะในวงกว้างมากขึ้น จากจุดนี้คือเทคโนโลยีที่ผู้เขียนเชื่อว่า


ความหลากหลายที่จำเป็นในก้าวต่อไปของแกลเลอรีไทย
สิ่งสำคัญอย่างหนึ่งของงานมหกรรมศิลปะ คือการเป็นพื้นที่ของการเชื่อมต่อ สำหรับศิลปิน ไม่เพียงแต่จะทำให้เขาได้เห็นแนวทางการสร้างสรรค์ใหม่ๆ แล้ว แต่ยังรวมไปถึงการสร้างคอนเนคชันแกับแกลเลอรีหรืออาร์ตดีลเลอร์จากต่างชาติ เพื่อขยายโอกาสในการทำงานและนำเสนอผลงานศิลปะของตนออกไปยังตลาดใหม่ๆ ส่วนตัวแกลเลอรีเอง ก็ถือเป็นการขยายฐานลูกค้าผู้สนใจงานศิลปะที่หลากหลายมากขึ้น
ประเด็นของความหลากหลายนี้มีข้อสังเกตที่น่าสนใจ คือ หลังจากเดินชมงานได้สักระยะหนึ่ง ผู้เขียนก็ตระหนักได้ว่าแกลเลอรีจากประเทศไทยมักแสดงผลงานของศิลปินชาวไทยเป็นหลัก จะมีศิลปินต่างชาติก็เป็นส่วนน้อยเท่านั้น แต่ในขณะเดียวกัน แกลเลอรีจากประเทศอื่นๆ ในอาเซียนนั้น จะมีสัดส่วนของศิลปินต่างชาติที่ไม่ใช่ของประเทศเดียวกันกับตัวแกลเลอรีมากหน่อย บางทีก็อาจจะถึงห้าสิบเปอร์เซนต์เลยด้วยซ้ำ
ปรากฏการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงมุมมองของการเปิดกว้างต่องานศิลปะร่วมสมัย ปฏิเสธไม่ได้ว่าวงการศิลปะร่วมสมัยของไทยมีศิลปินที่มีฝีมือมากมาย และงานของพวกเขาก็ขายได้ดีในประเทศไทย แต่ในโลกทุกวันนี้ที่ความหลากหลายถือเป็นวาระสำคัญที่ทุกคนให้ความสนใจ เพราะมันสามารถเปิดโอกาสให้ตัวแกลเลอรีได้ก้าวไปสู่กลุ่มลูกค้าใหม่ๆ ได้มากขึ้น อีกทั้งยังส่งผลพลอยได้ต่อการพัฒนาวงการศิลปะในท้องถิ่นอีกด้วย ผู้เขียนมองว่าจุดนี้เป็นสิ่งที่แกลเลอรีส่วนใหญ่ในประเทศไทยยังสามารถพัฒนาได้อีกมาก หากต้องการก้าวไปสู่วงการศิลปะระดับโลก



