Artists: เรืองศักดิ์ อนุวัตรวิมล, นรภัทร ศักดิ์อาธรทรัพย์, พรภพ สิทธิรักษ์ และ Jinjoon Lee
Curator : Nim Niyomsin นิ่ม นิยมศิลป์
จัดแสดงที่ Gallery VER
ระหว่างวันที่ 20.04 – 23.06.2024

Natural Philosophy คือ หลักอภิปรัชญายุคคลาสสิกที่มีต้นกำเนิดในสมัยกรีกโบราณ (ราวศตวรรษที่5 และ 4 ก่อนคริสตกาล) ว่าด้วยการศึกษาธรรมชาติอันหลากหลายโดยไม่มีการแบ่งแยกสาขา เช่นกรณีตัวอย่างที่ปรากฏอยู่ใน ‘The Codex Leicester’ หรือ ‘Codex Arundel’ สมุดบักทึกที่เขียนด้วยลายมือของเลโอนาร์โด ดา วินชี (Leonardo da Vinci) ในช่วงปี 1506-1510 ไม่ว่าจะเป็นภาพร่างอากาศยาน สิ่งประดิษฐ์ และกายวิภาคส่วนต่างๆ ของมนุษย์ ซึ่งต้องอาศัยทักษะด้านการสังเกต คำนวณ ถ่ายทอดออกมาผ่านการวาดเขียนและจดบันทึก แสดงให้เห็นถึงความเป็นอัจฉริยภาพของดา วินชีที่มีหลากหลายเกินกว่าการจะจำกัดความเพียงแค่ “ศิลปินผู้วาดภาพโมนาลิซ่า” แต่ยังหมายรวมไปถึงความสามารถอันหลากหลายศาสตร์ที่อยู่ในตัวของมนุษย์คนหนึ่ง.

ต่อมาในคริสต์ศตวรรษที่19 จึงได้เกิดการปรับปรุงรูปแบบการศึกษาใหม่ โดยการแบ่งจำแนกศาสตร์ต่างๆ ออกจากกัน จนเกิดเป็นสาขาวิชาแขนงต่าง ๆ เช่น มานุษยวิทยา พฤกษศาสตร์ ชีววิทยา และ ฟิสิกส์ ฯลฯ อย่างที่เห็นกันในปัจจุบัน และสำหรับนิทรรศการ The Natural Philosopher of The 21st Century นี้ จะเป็นการหยิบเอาแนวคิดอภิปรัชญาเก่าแก่มาตีความและนำเสนอใหม่โดยศิลปินร่วมสมัยทั้งสี่ ผู้มีความสนใจในประเด็นอันหลากหลายและแตกต่าง โดยใช้กระบวนการทางศิลปะเป็นเครื่องมือในการตอบสนองความใคร่รู้ของพวกเขา

เริ่มจากศิลปินคนแรก เรืองศักดิ์ อนุวัตรวิมล นำเสนอภาพแทนของยุคสมัยแห่งปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ปนเปื้อนไปด้วยสารเคมีอันเกิดจากกิจกรรมของมนุษย์ กับ Anthropocene – Thailand (2024) โดยการหยิบเอานิยามของ Anthropocene มาสร้างสรรค์เป็นงานประติมากรรมรูปร่างคล้ายกับกองดิน ซึ่งเผยให้เห็นลำดับชั้นหินที่ใช้ในการกำหนดยุคสมัยตามมาตรธรณีกาลของเหล่านักธรณีวิทยา

“รากของโปรเจคนี้ คือการไปเก็บดินที่ฟุกุชิม่า เมืองนามิเอะและโอคุมะ ในปี 2015 ซึ่งยังคงเป็นพื้นที่ปิดและอันตรายมากๆ พอไปเก็บดินมาก็เริ่มมีคนรู้จัก แล้วจึงมีคิวเรเตอร์จากไต้หวันติดต่อมา เขาต้องการทำโปรเจคเกี่ยวกับเรื่องดิน เพราะที่ไต้หวันก็มีปัญหาเรื่องดินอยู่เหมือนกัน เนื่องจากเคยเป็นเมืองขึ้นของจีนและญี่ปุ่นมาก่อน ซึ่งเคยเป็นฐานการผลิตสารเคมีต่างๆ ในช่วงอุตสาหกรรม ก่อน/หลังสงคราม”

“พอเราประสานกับทางไต้หวันจนได้ข้อมูลมาว่ามีพื้นที่ไหนบ้าง ก็ลงพื้นที่ไปเก็บตัวอย่าง แต่นอกเหนือจากแผนที่วางไว้ก็คือ พื้นที่ของหาดเซียงฟง เป็นหาดเล็กๆ หน้าผาเตี้ยๆ แล้วก็มีกระสอบบิ๊กแบ็คพร้อมกับดินสีน้ำตาล ซึ่งนักวิทยศาสตร์ที่ไปด้วยกันตอนนั้นเขาก็ยังไม่ได้เอะใจอะไร เราก็เชื่อข้อมูลที่เขามีอยู่”

“แต่เมื่อผลการทดสอบดินออกมาก็พบว่า มันปนเปื้อนไปด้วย ซีเซียม สตรอนเซียม และ ยูเรเนียม ซึ่ง ณ ตอนนั้นไม่มีใครทันใส่เครื่องป้องกันเลย จึงมีการตกลงกับทางคิวเรเตอร์ว่า ควรจะทำอย่างไรกับงานชุดนี้ เพราะมันอันตรายเกินไป ถ้าเป็นพวกสารปรอท ตะกั่ว โมลิบดีนัม หรือ แคทเมียม สารเคมีเหล่านี้ถ้าหากเราไม่ไปสัมผัสมันโดยตรงก็ไม่เป็นไร แต่กับสารเคมี 3 ตัวนี้เนี่ยมันไม่ใช่ มันมีการแผ่รังสี เมื่อจบนิทรรศการ เราจึงต้องทำลายงานชิ้นนี้ทิ้งที่ไต้หวัน ไม่สามารถส่งกลับมาที่เมืองไทยได้”

“หลังจากนั้นก็มีการพูดคุยกันว่า เราน่าจะมีการสร้างขึ้นมาใหม่ เราเคยมีการร่วมงานกับ Greenpeace มาก่อน ทำเรื่องเกี่ยวกับ PM2.5 ก็ไปเก็บดินเหมือนกัน ซึ่งประหลาดมาก เพราะมันเก็บไว้ในถุงบิ๊กแบ็ค การมาที่ญี่ปุ่นเที่ยวนี้ เราเห็นกระสอบพวกนี้และมันน่าสงสัยมาก มีการตีตราและเอาไปทิ้งไว้ในที่เปิดโล่ง เรารู้เลยว่ามันไม่ปกติแน่ๆ จึงไปเก็บตัวอย่างมา ซึ่งก็ใช่ เป็นปรอท ตะกั่ว แต่ยังไม่ถึงขั้นสารกัมมันตภาพรังสี”

“แล้วก็ยังมีเถ้าถ่านหินที่ผมได้มากการเผาถ่านหินของโรงงานผลิตกระแสไฟฟ้า บางที่ก็เอาเถ้าเหล่านี้ไปผสมกับปูนซีเมนต์และเอาไปหล่อใหม่ บางคนจะรู้เลยว่าเถ้าพวกนี้มีความอันตรายค่อนข้างสูง เพราะว่ามีสารปรอทปนเปื้อนอยู่ มีฝุ่นที่เก็บมาปรากฏว่าเป็นตะกั่ว มีฝุ่นเหล็กดำที่ได้จากกระบวนการหลอมเหล็ก สิ่งเหล่านี้ก็คือหัวใจหลักของเรื่องที่เราต้องการจะพูด”

“ตอนที่เราไปเก็บตัวอย่างดินเพิ่มเติม ก็ได้ดินจากเพื่อนที่ส่งมาจากฉะเชิงเทรา ซึ่งมันปนเปื้อนกรดซัลฟิวริก หรือ กรดกำมะถัน (Sulfuric acid) มันมีหลายที่มากที่เราอยากจะไปเก็บ พอมาถึงปี 2024 กับโปรเจค Anthropocene เราเลือกประเด็นของเมืองไทย เพื่อที่จะสร้างงานมาแสดงที่นี่”

“ตามแผนคือจะต้องไปเก็บดินที่ลพบุรี พอกลับมาเราก็ป่วย อาเจียนเกือบทุกเช้า เพราะสิ่งที่เราเก็บมาถึงแม้มันจะไม่ใช่โลหะหนัก แต่มันคือ สารประกอบไฮโดรคาร์บอน (Hydrocarbon compound) เป็นสารที่จะระเหยตลอดเวลา ไม่มีกลิ่นเหม็นแต่เหมือนกลิ่นพลาสติกชื้น มันทำให้เรานอนหลับไม่สนิทเหมือนหายใจไม่ออก คล้ายกับมีเมือกอยู่ในลำคอ เราคิดว่าอยากจะใช้ตัวอย่างดินที่เก็บมาทำงาน แต่ไม่คิดว่าไอระเหยของมันจะรุนแรงแบบนี้ ถึงแม้ว่าหน้าตาของมันจะดูสวยมากก็ตาม”

Anthropocene – Thailand (2024)

“ตอนที่เราไปขุดดินมา ยิ่งขุดลึกลงไปเราพบว่า มันเป็นเมือกบางอย่างอยู่ข้างล่าง เหมือนกับว่ามันกำลังหลอมละลายไปกับชั้นดินใต้พื้น ซึ่งแปลว่าน้ำหรือฝนที่ตกลงมา มันชะล้างสารพวกนี้ลงไป และเราก็ไม่มีทางที่จะรู้เลยว่า ทางเจ้าหน้าที่ตรงนั้น เขาจะจัดการกับพื้นที่ตรงนั้นยังไง กรณีของแคดเมียมก็เช่นกัน”

“รายชื่อที่เราพอจะรู้ตอนนี้ มีทั้งที่ ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา ระยอง ปทุมธานี สระบุรี ลพบุรี ซึ่งเราก็คิดว่ายังมีอีกเยอะ และเราไม่มีทางรู้เลยว่า ใต้พื้นที่เราเหยียบอยู่ตอนนี้มีอะไรอยู่บ้าง นี่คือสิ่งที่น่ากลัวมาก เพราะทุกวันนี้ เรารับสารเคมีเข้าสู่ร่างกายทุกทาง แล้วเราจะป้องกันตัวเองอย่างไร ทั้ง pm2.5 ที่ยังป้องกันไม่ได้ สารพิษปนเปื้อนในอาหารอีก เราอยู่ในประเทศอะไรกันแน่ เราคาดหวังจริงๆเหรอ ที่เราจะอยู่ในประเทศที่ให้อนาคตกับเรา?”

“ประเด็นของงานที่ไต้หวันนั้นมีแนวคิดที่ค่อนข้างที่จะเรียบง่ายมาก คือ ทำให้สวยเข้าไว้ก่อน เราจึงนึกถึงหน้าเค้กที่แบ่งเป็นชั้น ตามนิยามของ Anthropocene และมันมีภาพอ้างอิงของชั้นหินหลายๆที่ มีชั้นสีในการแบ่งความเก่าแก่ของหินแต่ละก้อน Anthropocene – Thailand (2024) ก็คือการสร้างเลเยอร์หนึ่งขึ้นมา และนี่ก็คือเลเยอร์ที่บ่งบอกว่ามีมนุษย์อาศัยอยู่ มีร่องรอยการประกอบกิจกรรม มีพลาสติก พอมาอยู่ในบริบทของเมืองไทย ผมจึงสร้างประติมากรรมเหล่านี้ด้วยตัวอย่างของดินที่ได้มาจาก มาบตาพุด สระบุรี นครสวรรค์. ยอดสีขาวก็คือเกลือ ที่เราบริโภคกันนี่แหละ ซึ่งเราต่างรู้กันดีว่า เกลือทุกที่บนโลก ไม่มีที่ไหนที่ไม่ปนเปื้อนด้วยไมโครพลาสติก ชั้นล่างของชิ้นงานก็มาจากฝุ่นเหล็ก เถ้าถ่านหิน ปูนขาว ปูนถ่านหิน ตะกั่ว ไปจนถึงหิมะดำจากอ้อยนครสวรรค์”

“โดยผมได้เพิ่มเติมเนื้อหา ‘ภาพที่เราฝันว่าอยากจะไป’ สร้างภาพที่มันลักลั่นอย่างสุดขั้ว เรารู้ว่าประเทศที่เราอยู่มันแย่มาก เราจึงพยายามที่จะเก็บเงินเพื่อย้ายไปอยู่ที่อื่น และมันก็เป็นตัวเร่งที่จะทำลายประเทศของเราด้วยเหมือนกันในแง่ของการใช้ทรัพยากรที่ไม่มีการจัดการอย่างเหมาะสม”

“ผมจึงสร้างภาพของพื้นที่ภูเขาหรือเกาะที่ถูกอ้างอิงว่า ‘สะอาด’ หรือ ‘น่าอยู่ที่สุดในโลก’ อาจจะเป็นเทือกเขาในสวิสเซอร์แลนด์ นอร์เวย์ และเอาเลเยอร์ของดินที่ปนเปื้อนสารพิษนี้ใส่ไว้ด้วยกัน ซึ่งมันก็น่าสนใจว่า เราจะมีการตอบสนองกับมันอย่างไร เราเห็นโปสการ์ดของที่ที่เราอยากจะไป แต่พื้นที่ที่เราอยู่มันเป็นอย่างนี้ มันสะท้อนกันและกัน สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่เราสามารถเห็นได้จากทั่วพื้นที่ทั้งประเทศ แค่เราจะเปิดตาให้มองเห็นรึเปล่าแค่นั้นเอง”

ต่อมาที่นรภัทร ศักดิ์อาธรทรัพย์ นำเสนอการตั้งคำถามต่อกระบวนการสร้างลำดับขั้นของสังคมผ่านเรื่องราวของ เฟื่องฟ้า พืชไม้ประดับที่สามารถพบเห็นได้ทั่วไปในชีวิตประจำวัน กับผลงาน Location จำนวน 8 ชิ้น ประกอบไปด้วย ภาพถ่ายของต้นเฟื่องฟ้าที่นรภัทรได้พบเจอตามชุมชนต่างๆ ของกรุงเทพมหานคร จัดวางคู่ไปกับ ‘กระถาง’ หลากหลายชนิด ซึ่งทำหน้าที่ในการกำหนดคุณลักษณะของเฟื่องฟ้าให้แปรผันไปตามพื้นที่และขนาดของภาชนะที่ใช้ในการบรรจุต้นไม้เหล่านี้

Location

“ผมเป็นคนที่สนใจในดอกไม้อยู่แล้ว และเลือกจะเจาะลึกลงไปในดอกไม้แต่ละชนิด แต่ด้วยความที่ผมไม่ต้องการที่จะบอกเล่าความหมายของดอกไม้ผ่านภาษาของชาวต่างชาติ เช่น ‘ดอกไม้สีนี้ มีความหมายแบบนั้น’ ซึ่งผมไม่ค่อยเชื่อเท่าไหร่ เพราะนั่นเป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นมาในช่วงยุควิคตอเรียโดยเหล่าชนชั้นสูงที่พยายามจะใช้ดอกไม้บอกเล่าความรู้สึกให้แก่กันและกัน มันจึงเกิดการนิยามความหมายของดอกไม้แต่ละชนิดขึ้น ด้วยความที่ผมรู้สึกว่า นั่นคือสิ่งที่ทำให้เกิดการแบ่งแยกคนจากการใช้ภาษาของดอกไม้ตรงนั้น และผมก็ไม่ชอบที่จะให้ความหมายเหล่านั้นเข้ามาอยู่ในผลงาน แต่ผมชอบที่จะบอกเล่าผ่านข้อเท็จจริงและหลักชีววิทยาที่ปรากฏอยู่ในดอกไม้ มากกว่าภาษาของดอกไม้ที่คนเราแต่งเติมขึ้นมา ไม่ใช่ความโรแมนติกที่เอามาเคลือบพวกมันเอาไว้”

“ผมเลือกเฟื่องฟ้า เพราะเราสามารถพบเห็นมันได้ทุกที่จริงๆ มันเป็นต้นไม้ธรรมดาทั่วไปที่คนเรามองเห็นผ่านตามาด้วยกันตลอด โดยเฉพาะสีสันที่เราคิดว่านั่นคือกลีบดอก แต่จริงๆแล้วมันไม่ใช่ มันมีการหลอกให้เราสับสน ว่าสิ่งที่เราคิดมาตลอดว่ามันใช่ แต่ต่อมาเราก็รู้ว่ามันไม่ใช่ เมื่อก่อนผมเคยเข้าใจว่า ส่วนที่เป็นสีๆ นั่นคือ ‘ดอก’ แต่ที่จริงแล้วมันคือ ‘ใบประดับ’เนื่องจากดอกเฟื่องฟ้าเป็นพืชที่มีดอกขนาดเล็กมากและไม่สามารถที่จะล่อแมลงเข้ามาผสมเกสรให้กับมันได้ มันจึงต้องมีใบประดับที่ช่วยทำหน้าที่ล่อแมลงให้เข้ามา”

“ด้วยความที่เราคิดว่า อะไรก็ตามที่มีสีมันคือกลีบดอก เหมือนกับความเป็นเด็กของเราที่ไม่เคยรู้เลยว่า ‘ความจริงคืออะไร’ และเราก็เติบโตขึ้นมาจนได้รู้ว่า กลีบ ดอก หรือ ใบประดับ ของมันคืออะไร ได้ตระหนักว่าการเข้าถึงขององค์ความรู้ต่างๆ มันจะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อเราเข้าถึงช่วงวัยหนึ่งกว่าที่เราจะสามารถรับรู้ เข้าใจข้อมูลเหล่านั้นได้ ซึ่งนั่นคือประเด็นของดอกเฟื่องฟ้าที่ผมต้องการจะสื่อสาร”

“ถัดมาเมื่อได้ลงเข้าไปสืบค้นเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องของพื้นที่ของการเพาะปลูกเฟื่องฟ้า ผมพบว่า การที่ต้นไม้จะเจริญเติบโตได้ มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับเพียงแค่ปัจจัยของสภาพภูมิอากาศ แต่ยังมีเรื่องของขนาดภาชนะที่พวกมันอยู่ ว่ามีสภาพเป็นแบบไหน ยิ่งมีขนาดที่ใหญ่ มันก็ยิ่งสามารถขยายขนาดให้ใหญ่โตได้มากขึ้นเรื่อยๆ ขณะเดียวกันผมก็ถ่ายภาพของเฟื่องฟ้าที่อยู่ในพื้นที่ชุมชนต่างๆ ไล่มาตั้งแต่คลองเตย สุขุมวิท และ สวนอัมพร เพื่อแสดงให้เห็นว่าบ้านแต่ละหลังเองก็ไม่ได้มีพื้นที่ที่มากพอจะให้เฟื่องฟ้ามีขนาดที่เติบโตขึ้นมาได้”

“กลายเป็นว่าข้อจำกัดของเฟื่องฟ้าไม่ได้อยู่แค่ที่ตัวกระถาง แต่มันขยายไปสู่พื้นที่สำหรับเพาะปลูกของบ้านแต่ละหลัง ชุมชนแต่ละชุมชน ว่าเขาสามารถขยายพื้นที่ของตนเองได้มากน้อยแค่ไหน นั่นทำให้เห็นความแตกต่างระหว่างบ้านที่เขาสามารถขยายขนาดของต้นเฟื่องฟ้าให้สูงใหญ่กับบ้านที่เขาสามารถปลูกเฟื่องฟ้าให้อยู่ได้แค่ในกระถางใบเล็กๆ มันสามารถเชื่อมโยงไปถึงเรื่องของชนชั้นและความหลากหลายของผู้คนผ่านเรื่องราวของดอกเฟื่องฟ้าในแต่ละพื้นที่”

“นำไปสู่ไอเดียของงานจัดวาง Repot Houseplants ซึ่งผมต้องการจะสื่อว่า เฟื่องฟ้าแต่ละต้น ต่างก็มีที่มาจากจุดเดียวกัน อยู่ในกระถางดินสีดำเหมือนกัน แต่เมื่อมันต้องไปอยู่ในกระถางที่ดูหรูหรา มันจะทำให้สถานะของเฟื่องฟ้ากลายเป็นสิ่งอื่นไปหรือเปล่า? ทั้งๆ ที่แม้แต่ตัวกระถางเอง ต่างก็มีที่มาที่คล้ายคลึงกัน. คำถามต่อไปก็คือ ปรากฏการณ์ที่เรากำลังเผชิญอยู่ ทั้งเฟื่องฟ้า กระถาง และ ชนชั้น สิ่งสมมติที่เราต่างคิดกันขึ้นมาเองนี้ ทั้งหมดมันเกิดขึ้นมาจากอะไรกัน?”

Repot Houseplants

ถัดมาที่ พรภพ สิทธิรักษ์ นำเสนอการร้อยเรียงประวัติศาสตร์มนุษยชาติ ผ่านผลงานจัดวาง ภาพถ่าย และประติมากรรมขนาดเล็กหลากหลายเทคนิค เริ่มด้วยเรื่องราวการเดินทางข้ามทะเลของเหล่าเซเปียนส์เพื่อค้นหาพื้นที่อยู่อาศัย ก่อนที่จะเริ่มปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจากการเป็นพรานป่าไปเป็นเผ่าพันธุ์ที่รู้จักทำการเกษตร พัฒนาตนเองไปสู่การตั้งรกรากลงหลักปักฐานรวมตัวกันจนเกิดเป็นสังคมขนาดย่อยที่ก่อร่างสร้างอารยธรรมจนเกิดเป็นจักรวรรดิและทำการขยายเขตแดนเพื่อการช่วงชิงทรัพยากร ผ่านการทำสงครามและการล่าอาณานิคมในท้ายที่สุด

“เริ่มจากช่วงก่อนที่ผมได้อ่านหนังสือเรื่อง GUNS, GERMS, AND STEEL : The Fates of Human Societies นั่นทำให้ผมคิดว่า วิทยาศาสตร์ มันไม่ใช่สิ่งที่แปลกแยกออกไปจากตัวของเราและทุกเรื่องมันก็เป็นเรื่องของคน เพียงแต่เราเท่านั้นที่เข้าไปแบ่งแยกมันออกมาเองว่า ‘นั่นคือวิศวะ นี่คือสุขภาพ ฯลฯ’”

“ที่นี้ สิ่งที่ผมสนใจคือ แนวคิดที่สร้างวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่วิทยาศาสตร์ สิ่งที่เรียกว่า ความกระหายใคร่รู้ มันเป็นแนวคิดเดียวกับวิธีที่มนุษย์ใช้ตั้งคำถามกับทุกอย่าง เช่น ‘มีพระเจ้าอยู่บนฟ้าไหม?’ จนเกิดเป็นความเชื่อทางศาสนา ผมรู้สึกว่าในส่วนนี้แหละคือมนุษย์ กับการสร้างเรื่องเล่าบางอย่างขึ้นมา และ พยายามพิสูจน์สิ่งที่เราคิดว่านั่นเป็นเรื่องจริง”

“มีอยู่วรรคหนึ่งที่บอกเอาได้บอกเอาไว้ว่า เซเปียนส์ครั้งหนึ่งเคยอาศัยอยู่ที่บริเวณแอฟริกาใต้ แล้วก็เดินทางผ่านดินแดนยูเรเซียมาจนถึงสุดขอบของแผ่นดิน ซึ่งปัจจุบันคือ อินโดนีเซีย ถัดไปก็คือ ออสเตรเรียและนิวกินี”

“การที่พวกเขาตัดสินใจเดินทางข้ามทะเลครั้งแรกเนี่ย ผมว่ามันสามารถอธิบายความเป็นมนุษย์ได้ดีที่สุด เราไม่รู้มาก่อนเลยว่าสิ่งที่อยู่อีกฝากหนึ่งตรงหน้าคืออะไร ทั้งๆที่เราอยู่ตรงนี้ เราปลอดภัย แล้วเราเชื่อได้อย่างไรว่า เราจะเอาตัวเองไปลำบากตรงนั้น”

Hope and the Allegory of a Boat (ล่าง) และ Hope and Horizon (บน)

“สำหรับผม Natural Philosophy ก็คือ ความคาดหวังของมนุษย์ที่ตามมาด้วยการสร้างอะไรหลายอย่างในเวลาต่อมา ตั้งแต่การตัดสินใจเดินทางข้ามทะเลครั้งแรก และเราก็เรียนรู้ที่จะครอบครองดินแดนที่อยู่นอกเหนือไปจากนั้นอีก และเราก็ข้ามไปสู่การล่าอาณานิคม มนุษย์เป็นมาเช่นนี้มาตลอด และเราก็คิดว่านั่นคือประวัติศาสตร์ ขณะที่พวกเราแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยการร่างสนธิสัญญาต่างๆ แต่ทำไมเราต้องกลับมาแก้ไขร่างสนธิสัญญากันใหม่ตลอดเวลา? เพราะธรรมชาติของมนุษย์ไม่เคยเปลี่ยน การเมืองของโลกไม่เคยเปลี่ยน มนุษย์เราประกอบกันอยู่ไม่กี่อย่าง ทั้งการตัดสิน แบ่งแยกพรรคพวก เมื่อรู้สึกว่าอีกฝ่ายอยู่ต่ำกว่า เราก็มีสิทธิที่จะยึดครอง นี่คือสิ่งที่ผมรู้สึกว่าเป็นธรรมชาติของมนุษย์”

“บางคนเคยกล่าวไว้ว่า ‘เทคโนโลยีมันเกิดขึ้นหลังการปฏิวัติอุตสาหกรรม’ แต่เราอย่าลืมนะว่าแนวคิดของการปฏิวัติอุตสาหกรรมมันคือการสร้างกองทัพ มันตอบคำถามเดียวกับเราเลยว่า ‘กูจะทำอย่างไร ถึงจะสามารถครอบครองทุกอย่างได้?’”

“มุมหนึ่ง การครอบครอง ในทางปรัชญาก็จะบอกว่า ‘เพราะเรากลัว เราเลยพยายามพิสูจน์’ เพราะเรากลัวความมืด เราเลยพยายามทำลายความมืดด้วยการสร้างแสงสว่าง เช่นเดียวกับแอฟริกาดินแดนที่ไม่เคยมีคนยึดครองได้ในช่วงหนึ่ง แต่หลังจากการที่มนุษย์สามารถผลิตยาปฏิชีวนะ พวกเขาจึงท้าทายความตายด้วยการเข้ายึดครองและในช่วงศตวรรษที่ 19 พวกเขาสร้าง scramble for africa ยุโรปแบ่งแอฟริกาออกเป็นเค้ก”

A Cake

“หลังจากนั้น ก็เกิดเหตุการณ์อย่าง การฆ่าล้างเผ่าพันุธ์ในรวันดา พวกเขาแบ่งแยกคนพวกนั้นออก โดยไม่เรียนรู้กลไกพวกนั้น เราคิดแค่ในมุมมองของเรา แล้วเอาวิธีคิดนั้นเข้าไปจัดการกับผู้คนในอีกพื้นที่หนึ่ง นี่คือปัญหา มันไม่มีทางที่จะจบลงและทุกอย่างก็วนกลับไปที่เดิม”

“เราสถาปนาว่าเราเป็นมุนษย์หลังจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมและพัฒนาสิ่งต่างๆขึ้นมา คำถามใหม่คือ ‘เราจะแก้ปัญหาของการทำลายทรัพยากรหลังยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมกันยังไง’ คำถามใหม่มันกลับมาสู่การแก้ปัญหากันอีกแล้ว และมันเกิดขึ้นภายใต้ข้ออ้างว่า เราพัฒนาเพื่อแก้ปัญหา แต่เราไม่เคยเดินออกจากสัญชาตญานของเราเลย”

“มีคนบอกว่าเรากำลังอยู่ในช่วง Permacrisis บางคนก็บอกว่า Anthropocene ทุกอย่างนี้มันเกิดขึ้นอยู่แล้ว พฤติกรรมที่อยู่ในDNAของเราเป็นอย่างนั้น บางที่ผมว่านั่นคือฟังก์ชั่นของเรา คิดเล่นๆว่า ทำอย่างไรเพื่อที่จะไม่ให้เกิดการสูญพันธุ์ครั้งที่6 แต่ผมคิดว่า จริงๆแล้ว ฟังก์ชั่นของเรานี่แหละคือ การทำให้เกิดการสูญพันธุ์ครั้งที่ 6 เราเหมือนกับเชื้อรา ที่มีฟังก์ชั่นกัดกินทำให้สิ่งนั้นๆ หายไป”

“พอมาถึงตัวงาน ผมได้แยกวิธีคิดออกเป็นสองส่วน หนึ่งคือเราอยู่กับต้นเรื่อง หรือ ประเด็นหลักที่เราสนใจ อีกส่วนหนึ่งก็คือ ประเด็นย่อย เช่น เมื่อเราอ่านหนังสือประวัติศาสตร์ เราจะพบกับประเด็นปลีกย่อยที่แยกออกมา อย่างประวัติศาสตร์การเดินทางข้ามทะเล ผมจะไปคิดถึงประเด็นของการยกพลขึ้นบกของฟรันซิสโก ปิซาร์โร (Francisco Pizarro González) สู่การยึดครองดินแดนของแอซเท็กและอาณาจักรอินคา (ประเทศเปรูในปัจจุบัน) ด้วยทหารม้าเพียงแค่สองร้อยนาย และสามารถเอาชนะทหารของอินคากว่าแปดพันคนได้”

“แต่ประเด็นคือ มันมีเรื่องราวเบื้องหลังอีกคือ ‘ทำไมชาวอินคากว่าแปดพันคนถึงแพ้’ สืบไปจนพบว่า ขณะนั้น ชาวอินคากำลังเผชิญกับการป่วยจากไข้ทรพิษ ซึ่งคนที่นำเข้าไปก็คือ คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส (Christopher Columbus) ผลกระทบจากการกระทำในครั้งนั้นทำให้ชาวอินคาอ่อนแอลง และเมื่อปิซาร์โร่เข้าไป เขาก็สามารถยึดครองได้แล้ว”

“อีกส่วนหนึ่งคือ การใช้ความเชื่อทางศาสนาเข้าไป เช่นผลงาน Vacharacocha มีที่มาจากเรื่องเล่าอยู่ว่า ครั้งหนึ่งเมื่อชาวแอซเท็กเห็นทหารม้าเป็นครั้งแรก ตอนที่กำลังขึ้นหาด พวกเขาเอาไปเล่าต่อกันว่า พวกเขาเห็นเทพเจ้า ซึ่งตามตำนานของชาวแอซเท็ก เทพเจ้าตนนี้มีชื่อเรียกว่า Vacharacocha ซึ่งเป็นมนุษย์ขี่สัตว์คล้ายกับม้า ผิวขาว หนวดขาว และวันที่พวกเขาเห็นทหารม้า ก็ดันดีใจ แต่เมื่อเกิดการสู้รบ พวกเขาก็ไม่มีใจจะสู้เพราะพวกเขารู้สึกว่านั่นคือเทพเจ้า”

Vacharacocha

“ลำดับของการสร้างงานก็มาจากไทม์ไลน์ทางประวัติศาสตร์นั่นแหละ การสร้างเรือ การยกทัพของแอซเท็ก การแพร่กระจายของเชื้อโรค ฯลฯ. ซึ่งเชื้อโรคก็เกิดขึ้นมาได้ เพราะ การตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ จากเดิมที่เป็นพรานเดินป่า เราเลือกที่จะตั้งถิ่นฐาน สร้างชุมชน มีอาหาร มีขยะ แล้วก็มีสัตว์ที่ครั้งหนึ่งเคยหากินอยู่ในป่า เข้ามากินขยะและนั่นก็เกิดโรค ซึ่งโรคภัยเหล่านี้ก็เคยระบาดในยุโรป ทั้งไข้หวัดสเปน กาฬโรค และคนยุโรปเราก็วิวัฒนาการตัวเอง ให้สามารถต้านทานโรคได้ และก็ได้ใช้สิ่งเหล่านี้เป็นอาวุธพกพาไปยังทุกที่ทั่วโลก ความรู้สึกของผมคือ ทุกอย่างมันยังอยู่ในเกมเดิม เพียงแต่ข้อมูล เวลา และตัวละครมันเปลี่ยน”

Rat
Seven Potatoes

“ในส่วนของ Seven Potatoes ผมคิดว่าทุกปัญหาของโลก มันเกิดจากเรื่องกิน เราหาแหล่งอาหาร ยึดอาณานิคม เพราะเราหาของมาซื้ออาหาร สิ่งที่ทำให้เราหยุดล่าอาหาร ก็คือ การเกษตร และพืชชนิดแรกๆที่มนุษย์รู้จักเพาะปลูกก็คือ มันเทศป่า โดยการหักกิ่งละปักลงดิน แลวเอาแค่หัวมาบริโภค และเราก็เริ่มเรียนรู้ได้ว่า เราสามารถสร้างอาหารเองได้ ไม่จำเป็นที่จะต้องเร่ร่อน ปักหลักได้ เกิดการสร้างสังคม”

“ทั้งหมดผมไม่ต้องการจะบอกว่า นี่เป็นสิ่งที่ดีหรือไม่ดี แต่อยากจะบอกว่า ความเชื่อมโยงมันเป็นอย่างนี้ ผมรู้สึกอย่างนี้ ถ้าเราใช้วิธีคิดแบบนี้ไปมองโลกในภาวะปัจจุบัน เราจะพบสิ่งที่มันคล้ายกันอยู่ อย่างตะวันออกกลาง ซึ่งความขัดแย้งมันมีมาก่อนที่คำว่าชนชาติมันจะเกิดขึ้นมาเสียอีก และนี่ก็เป็นความขัดแย้งอีกอย่างของมนุษย์ ทั้งอำนาจ และ การครอบครอง สิ่งสมมติเหล่านี้ มันได้สร้างความตายให้เกิดขึ้นมาได้จริงๆ ทั้งในรูปของสงครามและความอดอยาก”

“สุดท้าย สิ่งที่เราคิดว่าใช่ หรือ เชื่อ มันจะพาเราไปสู่ยังจุดไหนกันแน่?”

สุดท้ายกับ Jinjoon Lee ศิลปินเกาหลีนำเสนอ ผลงานจำนวน 2 ชิ้น ประกอบไปด้วย Manufactured Nature Irowobongdo (2022) วิดีโอ 2 จอแสดงภาพทิวทัศน์ของธรรมชาติที่ถูกสร้างขึ้นด้วยการป้อนคำสั่งผ่านปัญญษประดิษฐ์ และ Happy New Year – On Air Garden Series (2024) ผลงาน Interactive Video ที่ถูกพัฒนาด้วย Unreal engine (เกมเอนจินที่ถูกใช้สำหรับการสร้างวิดีโอเกมในปัจจุบัน) ร่วมกับอุปกรณ์ตรวจวัดคลื่นสมอง (EEG device) เข้ามาใช้ร่วมกับผมงาน โดยผู้ชมจำเป็นที่จะต้องสวมใส่อุปกรณ์ดังกล่าว เพื่อสังเกตความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นบนจอแสดงภาพ ซึ่งจะแปรผันไปตามคลื่นสมองของผู้สวมใส่ ณ ขณะนั้น

Manufactured Nature Irowobongdo (2022) คือผลงานที่เคยจัดแสดงที่ลอนดอนเมื่อ 2 ปีก่อน ภายใต้การตั้งคำถามว่า ‘AI จะสามารถมองธรรมชาติออกมาเป็นอย่างไร’ ผมเทรนมันด้วยการป้อนข้อมูลเกี่ยวกับธรรมชาติตามความเข้าใจของตนเอง เพราะธรรมชาติเป็นแนวคิดเชิงมโนทัศน์/กรอบแนวคิด เรามีความคิดที่มองถึงธรรมชาติเป็นของตัวเอง แต่ไม่เคยมองเห็นมันในรูปแบบของความทรงจำร่วม แต่ AI มันสามารถที่จะแสดงความเป็นธรรมชาติออกมาได้ อย่างที่มันเห็น นั่นคือสิ่งที่ผมพยายามแสดงออกมา”

“ผมรวบรวมข้อมูลภาพของธรรมชาตินับพันมาจัดเก็บและป้อนให้แก่ AI ตรวจสอบว่ามันจะมองธรรมชาติเป็นอย่างไร ไม่ใช่แค่ภาพของต้นไม้ ท้องฟ้า หรือ ดวงอาทิตย์ แต่เป็นทุกอย่าง ด้วยความเข้าใจของ AI คุณจะเห็นได้ว่า ภาพของธรรมชาติมันแปรผันไปได้ด้วยตนเอง จากต้นไม้ไปเป็นมหาสมุทรและบนท้องฟ้า”

Manufactured Nature Irowobongdo (2022)

“ชุดข้อมูลภาพของธรรมชาติจำนวนมหาศาลนี้ ถูกนำมาใช้ในการเทรน Ai ด้วยคำสั่ง ‘ธรรมชาติ คืออะไรสำหรับคุณ’ และ AI ก็พยายามที่จะสร้างภาพแทนให้ออกมาแบบนั้น. คล้ายกับวิธีการคัดสรรภาพที่เราเลือกภาพต่างๆมาใช้ทำงาน และผมได้ทำการเทียบเคียงกับงานจิตรกรรมเกาหลีแบบประเพณี ซึ่งเป็นภาพสะท้อนของแนวคิดเชิงสัญลักษณ์กับการทำความเข้าใจต่อธรรมชาติของคนเกาหลีในช่วงราชวงศ์โชซอน จากตัวอย่างนี้จะเห็นได้ว่าทั้งพระจันทร์ ดวงอาทิตย์ หรือภูเขา ถูกนำเสนอในรูปของการอุปมาเชิงสัญลักษณ์ แต่กับ AI มันกลับพยายามที่จะแสดงให้พวกเราได้เห็น ความเข้าใจที่มีต่อธรรมชาติในรูปแบบเหมือนจริง”

ที่มา : JINJOON LEE – Irworobongdo (leejinjoon.com)

“ด้วยสิ่งนี้ มันก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่เราจะมาพูดถึงเกี่ยวกับความทรงจำร่วมของมนุษย์ที่มีต่อธรรมชาติ และผมก็รู้สึกสนุกที่ได้เห็นสิ่งที่ Ai มันพยายามที่จะนำเสนอออกมา มาในส่วนของชิ้นงาน ผมก็ได้แต่งเติมเล็กน้อยด้วยฟิลเตอร์สีเขียวบางๆ เพื่อทำให้มันชัดเจนว่า นี่คือ ‘ภาพแทนของธรรมชาติ’ ไม่ใช่แค่ ‘ภาพถ่ายของธรรมชาติ’ เนื่องจากพลังงานของ ‘สี’ เป็นสิ่งที่ช่วยนำเสนอความเป็นธรรมชาติออกมาได้อย่างดียิ่งกว่าแนวทางที่ Ai นำเสนอแนวคิดเกี่ยวกับธรรมชาติของมัน นั่นก็คือ การตีความเกี่ยวกับธรรมชาติสำหรับผม ซึ่งเป็นได้ทั้งการเปรียบเทียบและผสมผสานทั้งสองสิ่งที่เชื่อมต่อเข้าหากันและกัน”

“แน่นอนว่า ตอนที่ผมสร้างงานชุด the manufacture on the nature เมื่อ 2-3ปีก่อน เป็นช่วงเวลาที่ AI อย่าง Midjourney หรือ ChatGPT ยังไม่ได้เป็นที่นิยมอย่างทุกวันนี้ ผมเริ่มเทรน AI ด้วยข้อมูลจาก Open Source ร่วมกับนักพัฒนาซอฟต์แวร์ เราพยายามที่จะเทรนให้มันแสดงภาพผ่านคีย์เวิร์ด ‘what is nature?’ ซึ่งไม่เหมือนกับการใช้ Generative AI ในปัจจุบันโดยสิ้นเชิง”

“นั่นทำให้ผมเริ่มคิดว่า อะไรคือ AI art และเราต้องทำอย่างไรถึงจะใช้ AI สร้างแนวทางที่แตกต่างออกไปได้ ยกตัวอย่างเช่น หากเราจะบอกว่า AI art คือ ‘สื่อศิลปะสมัยใหม่’ เราก็จำเป็นที่จะต้องทำความเข้าใจมันทั้งในแง่ของการใช้งานและสุนทรียศาสตร์ที่มีอยู่ ส่วนปัญหาในเชิงเทคนิคก็ต้องทำความเข้าใจด้วยตนเองผ่านกระบวนการปฏิบัติ มิฉะนั้น เราจะเป็นเพียง ‘ผู้ใช้AI มิใช่ ‘ศิลปิน’”

Happy New Year – On Air Garden Series (2024)

“ต่อมาที่ Happy New Year – On Air Garden Series (2024) ผมก็ทำงานภายใต้แนวคิดคล้ายๆกัน แต่เป็นการตั้งคำถามต่อ Ai ว่า ‘การรับรู้ที่มีต่อธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม สังคม และโลก สำหรับ Ai นั้น เป็นอย่างไร?’ คล้ายกับการตั้งคำถามต่อผู้ชมที่มองไปยังโลกใบนี้ด้วยสายตาของพวกเขา. ซึ่งในมุมมองของพุทธศาสนา การฝึกทำสมาธิ ตั้งจิตให้แน่วแน่ จะทำให้เราเกิดดวงตาเห็นธรรมที่ช่วยให้เรามองเห็นว่า ‘สิ่งที่เป็นอยู่นั้นคืออะไร’”

“ผมใช้ Unreal engine สำหรับพัฒนาและเรนเดอร์โมเดลที่มีความเหมือนจริงจนยากที่จะดูออก ซึ่งมันก็ให้ผลที่ค่อนข้างดีในขณะที่คุณกำลังรับชมผลงานในช่วงแรก คุณจะรู้สึกถึงความสมจริงเพียงเล็กน้อยและเมื่อคุณตระหนักว่าทั้งหมดนี้เป็นของปลอม มันก็แค่เกม”

“ขณะที่เราถูกห้อมล้อมด้วยภาวะแวดล้อมทั้งหมด ภาพที่คุ้ยเคยจากโทรทัศน์มือถือ จาก Instagram หรือ ช่องทางต่างๆ แต่คุณจะมั่นใจได้อย่างไรว่า ภาพเหล่านั้นเป็นของจริง(ที่ไม่ได้แต่งเติม)?”

“ผมเคยตั้งคำถามเพื่อนๆ ว่า ภาพแบบไหนจะสวยกว่ากันระหว่าง การไปดูพระอาทิตย์ขึ้น/ตกดิน ณ สถานที่จริง, จากภาพถ่าย หรือ จากฉากที่ฉายในโรงภาพยนตร์? ซึ่งเราต่างก็เคยมีประสบการณ์แบบนี้กันมาแล้วทั้งนั้น อย่างเมื่อพระอาทิตย์ขึ้น แสงสีแดงได้ปะทะเข้ากับร่างกายของเรา แต่กับฉากพระอาทิตย์ขึ้นสวยๆในโรงภาพยนตร์มันก็กลับให้ความรู้สึกที่แตกต่างออกไป ความทรงจำของเรากลับไม่สามารถที่จะแยกประสบการณ์จริงออกจากสิ่งที่เรากำลังรับชมอยู่ได้ ซึ่งมันคล้ายกับว่าปรากฏการณ์นี้ก็มักจะเกิดขึ้นบางสิ่งในตัวเราอยู่เสมอ”

“มันน่าตกใจที่ (Ai เผยให้เรา) เห็นว่า ธาตุแท้ของมนุษย์สามารถทำให้ผู้คนกลายเป็นอะไรที่โหดร้ายแบบนั้นได้ สิ่งต่างๆที่กำลังเกิดขึ้นบนโลก เช่น ข่าวของสงครามในกาซ่าและอิสราเอล มีทั้งผู้คนบริสุทธิ์ เด็กกำพร้า และผู้คนที่กำลังจะตายทั้งๆ พวกเขาไม่ใช่ทหาร ในขณะที่อีกฟากหนึ่ง ผู้คนกลับทำแค่จ้องมองและดื่มฉลอง เราทำแบบนั้นกันได้อย่างไร ผมทั้งรู้สึกโกรธและสิ้นหวัง ทั้งหมดนี้มันไม่ใช่การแสดงหรือจัดฉาก แต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริง”

“สุดท้าย ผมก็อยากให้ผู้ชมได้เข้ามาตั้งสติและรับชมสิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าว่า ความจริงแล้วสิ่งที่อยู่เบื้องหน้ามันคืออะไร ต้องมีผู้คนจำนวนเท่าไหร่ที่ต้องตายไป ในขณะที่พวกเราทำได้แค่ดูทีวีโชว์หรือภาพยนตร์แล้วบอกว่าสิ่งเหล่านี้มันเจ๋งเสียเหลือเกิน แต่ความเป็นจริงมันไม่ใช่อย่างนั้นเลยสักนิด”