นิทรรศการทุนสร้างสรรค์ศิลปกรรม ศิลป์ พีระศรี ครั้งที่ 23
โดย กรกฤช เจียรพินิจนันท์ / กิตติ แสงแก้ว / จุฬญาณนนท์ ศิริผล / ไทกิ ศักดิ์พิสิษฐ์ / นวรัตน์ แววพลอยงาม / ปิยะรัศมิ์ ปิยะพงศ์วิวัฒน์ / รุ่งเรือง สิทธิฤกษ์
จัดแสดงที่ ART CENTRE, SILPAKORN UNIVERSITY หอศิลป์วังท่าพระ มหาวิทยาลัยศิลปากร
ตั้งแต่ 15 กันยายน – 23 พฤศจิกายน 2567

นิทรรศการทุนสร้างสรรค์ศิลปกรรม ศิลป์ พีระศรี ครั้งที่ 23 นำเสนอผลงานของ 8 ศิลปิน ที่ได้รับการคัดเลือกจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจากหลากหลายสาขาให้ได้รับทุนสร้างสรรค์ในการดำเนินโครงการเป็นระยะเวลา 1 ปี ก่อนจะนำผลงานมาจัดแสดงเป็นนิทรรศการ โดยโครงการที่ได้รับการคัดเลือกล้วนเป็นผลงานศิลปกรรมที่แสดงให้เห็นถึงพัฒนาการของศิลปะร่วมสมัยไทย ทั้งยังแสดงออกถึงความสำคัญของกระบวนการในระหว่างการสร้างสรรค์

เริ่มที่ไทกิ ศักดิ์พิสิษฐ์ กับโครงการ สัญญาวิปลาส (Archeology) ผลงานภาพเคลื่อนไหวสามจอ (triptychs) แสดงสภาพแวดล้อมโดยรอบของอาคารคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตเพชรบุรีที่ถูกทิ้งร้าง บรรยากาศภายในที่เหมือนกับเขาวงกต โถงทางเดินทอดยาวไปในความมืด ร่องรอยของสิ่งมีชีวิตและสิ่งสกปรกที่กระจัดกระจายไปทั่วห้องเก็บเอกสาร ภาพของคราบสนิม ฝุ่นหนาเตอะที่เกาะอยู่ตามข้าวของเครื่องใช้ ซากสัตว์ และลมหายใจของลูกนกตัวน้อยอันแผ่วเบา สร้างความรู้สึกอันน่าอึดอัด ประกอบกับกลิ่นอายของความตายที่คละคลุ้งอยู่ในอากาศโดยมีฝูงสุนัขจรจัดกำลังทำหน้าที่อารักขาสถานที่แห่งนี้อยู่ภายนอก

สัญญาวิปลาส (Archeology)

ฉากต่อไปคือ ภาพฟุตเทจจาก Heaven’s Gate (พ.ศ. 2523 / ค.ศ. 1980) ภาพยนตร์ตะวันตกยุค 80 จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในประวัติศาสตร์ว่าด้วยเรื่องราวความขัดแย้งของเหล่าชนชั้นนำอเมริกันในรัฐไวโอมิงและเหล่าผู้ลี้ภัยชาวยุโรปที่อพยพมาตั้งรกรากใหม่บนแผ่นดินแห่งเสรีภาพ นำไปสู่การบังคับใช้ข้อกฎหมายโดยสภาท้องถิ่นในการออกใบสั่งฆ่า/กวาดล้างผู้คนราวกับการล่าสัตว์เพื่อแลกกับเงินรางวัล ก่อนที่เหตุการณ์ทั้งหมดจะบานปลายสู่ความรุนแรงจากการเผชิญหน้ากันระหว่างสองฝ่าย กลายเป็นโศกนาฏกรรมในท้ายที่สุด ศิลปินได้หยิบเอาฉากการควบขับรถม้าของสองตัวละครเอก และ ฉากการถ่ายภาพหมู่หน้าโบสถ์ของชาวเมือง Sweetwater มาฉายขึ้นบนจอภาพทั้งสามก่อนที่ภาพเหล่านี้จะค่อยๆจางหายไปราวกับการเสื่อมสภาพของฟิล์มภาพยนตร์ตัดสลับกลับมาที่อาคารร้างหลังเดิม กลายเป็นภาพของความฟุ้งฝันที่วนเวียนไปอย่างไม่รู้จบ

ผลงานชิ้นนี้ได้แสดงภาพจำลองการล่มสลายและสิ่งที่หลงเหลืออยู่ของสถาบันทางสังคม ในรูปของภาพแทนสองเหตุการณ์ซึ่งถูกเชื่อมโยงเข้าหากันระหว่าง ภาพมายาที่สรรค์สร้างขึ้นจากเหตุการณ์จริง และ เศษซากปรักหักพังที่ครั้งหนึ่งเคยถูกวางไว้ให้เป็นสถานที่บ่มเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งอนาคต กลายเป็นความทรงจำที่ค่อยๆ ถูกลืมเลือน เหลือเพียงร่องรอยของการมีอยู่เพียงเท่านั้น

เรารักภูมิพลังวัฒนธรรมละมุนละม่อมนุ่มนิ่ม

จุฬญาณนนท์ ศิริผล กับโครงการเรารักภูมิพลังวัฒนธรรมละมุนละม่อมนุ่มนิ่ม โครงการศิลปะที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากเหตุการณ์ที่ผลงานกำเนิดหอยทากของเขา ถูกเซ็นเซอร์ห้ามฉายโดยหน่วยงานรัฐในมหกรรมศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ THAILAND BIENNALE, KRABI 2018 นำไปสู่การตั้งคำถามและการสำรวจข้อมูลผ่านบุคลากรในแวดวงศิลปะร่วมสมัยด้านต่างๆ ตั้งแต่ ศิลปิน ภัณฑารักษ์ นักจัดการศิลปะ ฯลฯ เพื่อค้นหาแนวทางการสร้างระบบนิเวศใหม่ที่สนับสนุนความหลากหลายในแวดวงศิลปะร่วมสมัยไทยให้เปิดกว้างมากยิ่งขึ้น

ศิลปินสร้างสรรค์ผลงานชุด Monument to the Fourth International ประกอบไปด้วยผลงานจิตรกรรมจำนวน 3 ชิ้น อธิบายลักษณะโครงสร้างภายนอก โครงสร้างภายใน และแผนผังโครงสร้างของระบบนิเวศใหม่ที่ถูกทับซ้อนเข้าไว้กับหอยทากทองคำ ด้วยการนำรูปแบบและแนวคิดเชิงอุดมคติของการปฏิวัติโครงสร้างทางสังคมที่แฝงอยู่ในผลงาน Monument to the Third International (1920) โดยวลาดีมีร์ ทัตสิน มานำเสนอใหม่ด้วยเทคนิคการหยิบยืม มาใช้เป็นโครงสร้างหลักในการออกแบบและพัฒนามาสู่ผลงานทั้งหมดภายในโครงการ

นอกจากนี้ยังมี ประติมากรรมทองเหลืองที่มีต้นแบบมาจาก Monument to the Fourth International และผลงานวิดีโอ How to Explain “Monument to the Fourth International” to the Dead Golden Snail ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับการอธิบายถึงแนวคิดในการก่อร่างแนวคิดทางสังคมศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยใหม่

How to Explain “Monument to the Fourth International” to the Dead Golden Snail

โครงการศิลปะนี้จึงเปรียบเสมือนกับแบบจำลองพิมพ์เขียวสำหรับนำเสนอแนวทางการพัฒนาสังคมศิลปะร่วมสมัย โดยเริ่มจากการทำความเข้าใจปัญหาในระดับฐานรากสู่การวางโครงสร้างการบริหารใหม่ให้กับการสร้างระบบนิเวศทางศิลปวัฒนธรรมในอุดมคติ อันได้แก่ การสร้างสภา การสร้างแรงงาน การสร้างแหล่งทุนสนับสนุน และการสร้างสถาบันศิลปะร่วมสมัย สำหรับต่อยอดไปสู่การสร้างมูลค่าให้กับงานศิลปะและนำผลประกอบการเหล่านั้นกลับมาหล่อเลี้ยงระบบนิเวศใหม่นี้อย่างยั่งยืน

กรกฤช เจียรพินิจนันท์นำเสนอนิราศในภาวะร่วมสมัย ผ่านโครงการ ‘รำพันพิลาป’ ในความคิดเกี่ยวกับการถ่ายภาพทัศนะกวี ผลงานศิลปะการจัดวางภาพถ่ายและข้อความ มีที่มาจากบทวิเคราะห์และการวิจัยเรื่องรำพันพิลาป บทกวีโดยสุนทรภู่ ที่ถูกประพันธ์ขึ้นในปี พ.ศ. 2385 (ค.ศ. 1842) เล่าเรื่องความสัมพันธ์และการเดินทางผ่านความทรงจำ ความฝัน และความเป็นไปรอบตัว

‘รำพันพิลาป’ ในความคิดเกี่ยวกับการถ่ายภาพทัศนะกวี

โครงการ ‘รำพันพิลาป’ ในความคิดเกี่ยวกับการถ่ายภาพทัศนะกวี ประกอบไปด้วย ชุดงานภาพถ่าย ถ่ายทอดบันทึกการเดินทางของกรกฤช บรรยายเรื่องราวของผู้คน, วิถีชีวิตในแบบคนเมือง หรือ ชีวิตประจำวันบนท้องถนน ผ่านเทคนิคการถ่ายภาพเชิงแฟชั่นนิตยสาร และ ถ่ายภาพข้างถนน (Street Photography) ด้วยเทคนิคสแนปชอร์ต โดยมีบทประพันธ์รำพันพิลาปที่กรกฤชสร้างสรรค์ขึ้นเพื่อใช้ในการส่งเสริมเนื้อหาของภาพถ่ายที่จัดวางอยู่เคียงคู่กัน

ในส่วนของบทประพันธ์รำพันพิลาป เป็นผลงานกลอนขนาดสั้นพร่ำพรรณนาการเดินทางและความรู้สึกนึกคิดของกรกฤชโดยใช้รูปแบบนิราศ (กลอนตลาด/กลอนแปด) ซึ่งเป็นกลอนที่นิยมใช้ในการขับร้องกันทั่วไป มีท่วงทำนองและสัมผัสการเล่าเรื่องแบบนอกกรอบ ไม่มีการกำหนดจำนวนคำที่ตายตัวในแต่ละวรรคเหมือนกลอนสุภาพและมีวิธีการเล่าเรื่องที่แตกต่างไปจากการเล่าเรื่องแบบชาดก ในกลอนบทหนึ่ง จะเป็นการนำเอาโครงสร้างของกลอนสุภาพหลายชนิดมาผสมกัน เช่นเดียวกับที่ปรากฏอยู่ในโครงกลอนของกรกฤช ซึ่งได้หยิบเอาภาษาต่างประเทศมาใช้ โดยอาศัยเสียงของพยัญชนะเป็นตัวเชื่อมสัมผัสระหว่างวรรค

ผลงานชุดนี้ แสดงให้เห็นถึงกลวิธีของการใช้ภาพและภาษาในการนำเสนอความนึกคิดของศิลปิน ที่มีต่อการสร้างสรรค์บทกวีในการพรรณนาประกอบกับการถ่ายภาพที่เชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างพื้นที่และเวลาในบริบทที่แตกต่างเข้าไว้ด้วยกัน

ปิยะรัศมิ์ ปิยะพงศ์วิวัฒน์ นำเสนอการสำรวจพฤติกรรมของตนด้วยการใช้ข้อมูลเชิงสถิติและทำความเข้าใจต่อความซับซ้อนของข้อมูลในยุคดิจิทัลที่เทคโนโลยีเปรียบเสมือนปัจจัยที่5 ของผู้คนในสังคมกับโครงการสังเคราะห์ (Synthetic) อันมีที่มาจากการตั้งคำถามต่อการเข้าถึงข้อมูลความเป็นส่วนตัว ไปจนถึงการรับรู้ความต้องการของผู้ใช้ที่ถูกแสดงบนแอปพลิเคชันต่างๆ ผ่านโฆษณาสินค้าและเนื้อหาที่น่าสนใจ

ประกอบไปด้วย ผลงานภาพเคลื่อนไหว แสดงภาพกราฟที่รังสรรค์ขึ้นด้วยโปรแกรม Processing ในการสังเคราะห์ข้อมูลดิบไปสู่งานศิลปะ จากการนำข้อมูลประวัติการใช้งานบนแอปพลิเคชันย้อนหลังของตนเองที่ถูกรวบรวมไว้โดย Google และ Meta ตั้งแต่ปี พ.ศ.2552 เข้าสู่กระบวนการแปลงสภาพเป็นกราฟคลื่นความถี่ ทรงกลมและกราฟทรงเบซิเยร์ที่สอดคล้องไปกับข้อมูลเชิงสถิติจากพฤติกรรมใช้งานแอปพลิเคชันต่างๆ.

อีกด้านหนึ่ง ศิลปินยังได้สร้างสรรค์ผลงานภาพพิมพ์เลเซอร์แกะสลัก จากการนำข้อมูลประวัติการฟังเพลงของตนมาทำการประมวลผลแยกสัญญาณออกเป็นคลื่นความถี่ต่างๆ ก่อนที่จะแปลงผลลัพธ์เหล่านั้นออกมาเป็นภาพกราฟความถี่จนดูคล้ายกับ Glitch ซึ่งสามารถพบได้จากการแสดงผลที่ผิดพลาดในระบบแพลตฟอร์มดิจิทัล

สังเคราะห์ (Synthetic)

กิตติ แสงแก้วกับการสำรวจสิ่งมีชีวิตรอบตัวที่มักแอบซ่อนและเรามักจะมองข้ามพวกมันไปในโครงการสร้างที่แอบซ่อน (Hidden Creation) จากความสนใจในความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตและธรรมชาติที่พวกมันอยู่อาศัย สะท้อนให้เห็นถึงการดำรงอยู่ การปรับตัว การดิ้นรน และวัฏจักรของพืชพันธุ์ สิ่งมีชีวิตที่สามารถเติบโตและพัฒนาไปตามกาลเวลาภายใต้เงื่อนไขของสภาพแวดล้อมและสภาวะที่แตกต่าง ผ่านการจำลองสภาพแวดล้อมแบบชั่วคราวที่ประกอบสร้างขึ้นด้วยวัตถุเก็บตกและประติมากรรมดินเผารูปร่างแปลกตา ซึ่งถูกจัดวางไว้ทั่วโถงทางเดินของพื้นที่จัดแสดงผลงาน

รูปร่างของประติมากรรมดินเผาเหล่านี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากการเฝ้าสังเกตวิธีการสร้าง “บ้านดิน” หรือ รังของแมลงหมาร่าที่มักสร้างรังด้วยดินเหนียวให้เกาะอยู่ตามซอกหลืบเล็กๆ ภายในที่ร่มของอาคารบ้านเรือน รวมถึงรูปทรงของอิฐตัวหนอนและกระถางบอนไซที่ถูกประดับด้วยพันธุ์ไม้และวัชพืชขนาดเล็กอย่าง ต้นโพธิ์ จอกแหน หรือ มอสที่มักเจริญเติบโตขึ้นตามพื้นผิวของผนังปูนซีเมนต์หรือพื้นคอนกรีตจากการได้รับน้ำและความชื้นอย่างสม่ำเสมอ ทำให้พื้นที่สีเทาที่ดูไร้ซึ่งสัญญาณของชีวิตได้รับการตกแต่งไปด้วยความเขียวขจีของธรรมชาติ

ศิลปินยังได้สร้างภาวะความสัมพันธ์ร่วมกันระหว่างผู้ชมกับวัสดุที่นำมาจัดแสดง ด้วยการเชื้อเชิญให้ผู้ชมสามารถสร้างปฏิสัมพันธ์ร่วมกับชิ้นงาน ในการเข้าสำรวจพื้นที่ภายในที่ถูกซุกซ่อนไว้ในผลงานแต่ละชิ้น ผ่านเลนส์ขยายและช่องตาแมวที่ติดตั้งไว้เคียงข้างกับชิ้นงาน เปรียบเปรยถึงความเป็นบ้านและการพึ่งพาอาศัยในพื้นที่ทับซ้อนระหว่างมนุษย์กับสัตว์ตัวเล็ก ซึ่งเชื่อมโยงความสัมพันธ์ในหลากหลายมิติเข้าไว้ด้วยกัน

สร้างที่แอบซ่อน (Hidden Creation)
COMMUNITY – LAB

นวรัตน์ แววพลอยงาม กับ COMMUNITY – LAB โครงการศิลปะเฉพาะพื้นที่ที่มุ่งเน้นการนำเสนอเรื่องราวประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของชุมชนนางเลิ้ง ด้วยการนำปฏิบัติการทางศิลปะเข้ามาปรับใช้กระบวนการเชิงอนุรักษ์และนำเสนอเรื่องราวเหล่านี้ในรูปแบบศิลปะการจัดวางวัตถุสำเร็จรูป (Ready-made)

ผลงานชุดดังกล่าวเป็นการเก็บรวบรวมวัตถุและเอกสารที่มีอายุเกินกว่า 30 ปี ที่สามารถพบได้ในย่านชุมชนนางเลิ้ง ก่อนที่จะนำวัตถุเหล่านั้นเข้าสู่กระบวนการสร้างฐานข้อมูลด้วยระบบดิจิทัลในฐานะของวัตถุทางวัฒนธรรม เพื่อเป็นทรัพยากรสำคัญสำหรับการสร้างสรรค์ เช่น การจัดวางวัตถุทั้งหมดภายในห้องนิทรรศการที่ถูกจัด คัดแยกหมวดหมู่ของวัตถุทั้งหลายเอาไว้อย่างเป็นระเบียบ

พร้อมกันนั้น ศิลปินยังได้ติดตั้งเซ็นเซอร์ตรวจจับการเคลื่อนไหวของผู้ชมภายในห้องนิทรรศการ เพื่อจัดเก็บข้อมูลการเคลื่อนไหวของผู้ชมจากการเข้าไปมีปฏิสัมพันธ์ร่วมกับวัตถุที่ถูกจัดแสดง ก่อนที่จะสังเคราะห์ข้อมูลทั้งหมดไปสู่การสร้างเสียงและแผนภาพแสดงลักษณะการเคลื่อนไหวในที่สุด

สุดท้ายกับผลงานของรุ่งเรือง สิทธิฤกษ์ นำเสนอผลสำรวจการซ้อนทับของความทรงจำและเรื่องราวบนท้องถนนในโครงการการเกิดขึ้นพร้อมๆ กันระหว่างการอ่านและการเขียน อันที่มาจากการตั้งคำถามถึงการหลั่งไหลเข้าสู่พื้นที่ศูนย์กลางของกลุ่มคนชายขอบและชนชั้นแรงงาน ด้วยการหยิบเอายางล้อรถจักรยานยนต์ ที่สามารถพบได้ตามท้องถนนในเมืองหลวง มาใช้ถ่ายทอดความทรงส่วนตัวซึ่งเชื่อมโยงไปสู่การสร้างประสบการณ์ร่วมกับเรื่องราวทางสังคม ผ่านผลงาน sound – object installation

ผลงานในส่วนแรกของรุ่งเรืองมีลักษณะเป็นผลงานการจัดวาง ด้วยการนำยางล้อรถจักรยานยนตร์จำนวนมากกองสุมกันจนเป็นเนินขนาดใหญ่ พร้อมทั้งยังติดตั้งกลไกคล้ายกับระบบการทำงานของเครื่องเล่นแผ่นเสียง (Turntable) ประกอบไปด้วย 1.แพลตเตอร์ (Platter) ทำหน้าที่เป็นจานรองหมุนวงล้อรถจักรยานยนต์ไปตาม/ทวนเข็มนาฬิกา และ 2.หัวเข็มเครื่องเล่นแผ่นเสียง (Cartridge) ทำหน้าที่เคลื่อนไปตามร่องพื้นผิวของล้อรถจักรยานต์เพื่อทำให้เกิดเสียง โดยกลไกทั้งหมดจะเริ่มทำงานก็ต่อเมื่อผู้ชมก้าวเท้าเข้าสู่พื้นที่จัดแสดงผลงาน

ผลงานในส่วนที่สอง มีลักษณะกลไกการทำหน้าที่คล้ายกับผลงานในห้องก่อนหน้า หากแต่ได้เปลี่ยนวัสดุบนแพลตเตอร์ให้เป็นแผ่นเสียงที่ทำขึ้นจากดินและยังได้เพิ่มเติมในส่วนของระบบเครื่องเสียงและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์แบบอนาล็อก มิกเซอร์ (Analog Mixer) ในการปรุงแต่งเสียงด้วยการใส่ Effect เสียงต่างๆ เพื่อให้เสียงที่ได้รับสัญญาณมาจากภาคอินพุต(Input) มีมิติมากยิ่งขึ้น และส่งไปขยายเสียงต่อยังภาคเอาท์พุท(Output) ในรูปของงานแสดงดนตรีด้วยเสียงสังเคราะห์อันสลับซับซ้อน ซึ่งถูกบันทึกลงในความทรงจำของวัตถุที่ผู้ชมสามารถรับฟังได้ในที่สุด

ความคล้ายคลึงของผลงานของศิลปินทั้งสอง (นวรัตน์ แววพลอยงาม และ รุ่งเรือง สิทธิฤกษ์) คือการนำเสนอการแปรสภาพความหมายและหน้าที่ของวัตถุไปสู่สิ่งอื่น โดยที่วัตถุเหล่านั้นยังคงได้ทำหน้าที่เป็นหน่วยบรรจุความทรงจำของสถานที่และผู้คนเอาไว้ เช่นที่วัตถุสำเร็จรูปของนวรัตน์ ได้ทำหน้าที่เป็นสิ่งของ บันทึกเรื่องราวของผู้คนและชุมชนที่พวกเขาอาศัยอยู่ ร่องรอยปรากฏอันเกิดจากการประกอบกิจกรรมต่างๆ ถูกจัดเก็บไว้ในรูปของหน่วยข้อมูล ระบบดิจิทัล ขณะที่วัตถุของรุงเรืองนั้น ถูกนำเสนอด้วยกระบวนการสร้างการอ่านและการเขียนจากการสร้างเสียงผ่านวัตถุ พร้อมกับทำหน้าที่ขีดเขียนเรื่องราวการเดินทางภายในเมืองหลวงจากเส้นทางการสัญจรเช่นที่ปรากฏอยู่ในร่องรอยรอยบดของผิวยางบนท้องถนน

อย่างไรก็ตาม บทบาทของวัตถุทางศิลปะเหล่านี้จึงเปรียบเสมือนหลักฐานของการเต็มเติมกิจกรรมทางสังคม ที่สะท้อนให้เห็นถึงแรงขับเคลื่อนของผู้คน ในการก่อร่างสร้างเมืองผ่านกิจกรรมต่างๆ ของมนุษย์ ซึ่งเชื่อมโยงมิติทางด้านสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง เข้าไว้ด้วยกัน