มีการตั้งข้อสันนิษฐานว่า การเคลื่อนตัวของศาสนาพุทธ-พราหมณ์ที่หลั่งไหลเข้ามาในแผ่นดินอุษาคเนย์ เกิดขึ้นเมื่อราว1,500 ปีก่อน ซึ่งเป็นผลพลอยได้จากเส้นทางการค้าระหว่างอินเดียกับจีน เมื่อกลุ่มผู้นำทางการเมืองในอินเดียใช้ศาสนาพุทธเป็นเครื่องมือสนองกิจกรรมทางการค้า สร้างเครือข่ายกับเศรษฐีผู้มั่งคั่ง โดยมีการส่งพระสงฆ์ร่วมเดินทางไปกับเรือขนส่งสินค้า เพื่อเผยแผ่ศาสนาพุทธตามชุมทางการค้าต่างๆ ในบริเวณแผ่นดินอุษาคเนย์จนเกิดการแลกเปลี่ยน หลอมรวมศาสนาจากต่างแดนเข้ากับความเชื่อท้องถิ่นที่นับถือภูติผี เกิดเป็น “ศาสนาอุษาคเนย์” ซึ่งมีลักษณะผสมปนเปอย่างเช่นทุกวันนี้
อิทธิพลของศาสนาพุทธ-พราหมณ์ยังส่งผลไปถึงรูปแบบของศิลปกรรมและสถาปัตยกรรมในแผ่นดินอุษาคเนย์ ตัวอย่างเช่น การค้นพบชิ้นส่วนปูนปั้นลายหน้ากาล หรือ เกียรติมุข ลายประดับที่บริเวณเจดีย์วัดป่าสัก อำเภอเชียงแสนแสดงถึงการผสมผสานระหว่างศิลปะจากอารยธรรมล้านนา จีน และพุกาม จนเกิดเป็นศิลปะของเมืองเชียงแสนที่มีลักษณะเฉพาะของตนเอง


การค้นพบหน้ากาลนี้ได้กลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับจิตติ เกษมกิจวัฒนา สร้างสรรค์ผลงานศิลปะสำหรับไทยแลนด์ เบียนนาเล่ ในชื่อ ร้อยกรองกาล : Kala Ensemble จัดแสดงในพื้นที่ 2 แห่ง ได้แก่ ภายในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงแสน เป็นภาพเคลื่อนไหวที่เกิดจากการนำชิ้นส่วนวัตถุโบราณของจริงและไฟล์ภาพจากหลายแหล่งที่มา ทั้งที่จัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์ในประเทศและต่างประเทศ เข้าสู่กระบวนการจำลองโมเดลขึ้นมาใหม่ด้วยเทคนิค Point cloud กลายเป็นโมเดลวัตถุโบราณ3มิติจากการรวมตัวกันของโมเลกุลเล็กๆ จำนวนมหาศาล แตกตัว เคลื่อนที่ และประกอบกันขึ้นมาใหม่กลายเป็นภาพของวัตถุโบราณจากอารยธรรมต่างๆ ที่ได้รับอิทธิทางพุทธศาสนาเข้าไปผสมปนเปอยู่ด้วยกัน
นอกจากนี้ยังมีแอนิเมชั่นที่จำลองลักษณะขอบเขตของโลกธาตุและพื้นที่ของระบบจักรวาลตามพุทธคติ ซึ่งเป็นการเชื่อมโยงไปถึงพุทธประวัติตอนพระพุทธเจ้าเปิดโลกทั้ง 3 ในนิยามของภพภูมิ ได้แก่ มนุสสภูมิ สวรรคภูมิ นรกภูมิ ซึ่งเป็นการอธิบายลักษณะของจักรวาลในแนวดึ่ง แต่ในทางแนวราบ จักรวาลจะมีลักษณะเป็นทรงกระบอกที่มี “เขาสิเนรุ” หรือ “เขาพระสุเมรุ” เป็นจุดศูนย์กลาง รายล้อมด้วยทวีปทั้ง 4 คือ ชมพูทวีป อมรโคยานทวีป อุตตรกุรุทวีป และปุพพวิเทหทวีป รวมกันเป็น 1 จักรวาล และเมื่อจักรวาลทั้ง 1,000 ถูกนับรวมกันจึงเรียกว่า 1 โลกธาตุ
เรื่องราวของจักรวาลและโลกธาตุ ยังถูกนำเสนอในอีกรูปแบบหนึ่งกับผลงานส่วนที่ 2 ของจิตติ จัดแสดงที่วัดป่าสัก มีลักษณะเป็นผลงานจัดวางรูปทรงหน้าก๋องปู่จา (กลองสะบัดชัย) บนผิวหน้ากลองสลักลวดลายไว้ทั้งสองด้าน ด้านหนึ่งเป็นภาพของหน้ากาล ผู้พิทักษ์รักษาสถานที่ และ เป็นสัญญะของเวลาที่กลืนกินทุกอย่าง อีกด้านหนึ่งเป็นข้อความที่ถูกแปลงเป็นภาษาท้องถิ่นของกลุ่มชาติพันธุ์ทั้ง 12 มีเนื้อหาเป็นการบรรยายลักษณะของอาณาเขตโลกธาตุขนาดเล็กที่คัดลอกจากพระไตรปิฎก

ผลงานศิลปะของจิตติ แสดงให้เห็นวิธีการทำความเข้าใจต่อประวัติศาสตร์ ด้วยการนำเศษเสี้ยวชิ้นส่วนทางโบราณคดีเข้าสู่กระบวนการวิจัยทางศิลปะ new materialist ที่อาศัยวิธีการวิจัยเพื่อค้นหาความสัมพันธ์และความเชื่อมโยงของชุดข้อมูลอันหลากหลาย มานำเสนอในรูปแบบของศิลปะร่วมสมัย ทำให้เรื่องราวและประวัติศาสตร์ของวัดป่าสักกลับมามีชีวิตอีกครั้งด้วยเสียงของก๋องปู่จา ทว่าเป็นเสียงที่มิใช่เกิดจากแรงฟาด แต่เป็นการประสานเสียงจากการอ่านของผู้คนที่เข้ามาเยี่ยมเยือน

ยังคงมีข้อถกเถียงกันอยู่อีกมากมาย และซับซ้อนจนยากที่จะหาข้อสรุปเกี่ยวกับเรื่องราวของความสัมพันธ์ระหว่างพุทธศาสนาในแผ่นดินอุษาคเนย์ หากแต่สิ่งที่ผู้คนเห็นตรงกันที่สุด คงจะเป็นประเด็นที่ว่า ศาสนาที่เก่าแก่และเป็นดั่งรากเหง้าของมนุษย์ก็คือ ศาสนาผี
แม้จะเป็นที่รู้จักโดยทั่วกันในชื่อศาสนาผี แต่สำหรับชาวม้ง ความเชื่อโบราณนี้มีชื่อเรียกว่า เก๊ด๊าขั่ว (kev dab qhuas) มีความหมายว่า “การบูชาผีบ้าน” เป็นความเชื่อแบบสรรพเทวนิยม โดยมีเทพเจ้าและผีบรรพบุรุุษเป็นศูนย์กลาง ขับเน้นความสมดุลกันระหว่างธรรมชาติและความต้องการของมนุษย์ ซึ่งได้อิทธิพลจากลัทธิเต๋า และศาสนาพื้นบ้านจีนมาแต่โบราณ ต่อมาจึงได้รับการบัญญัติชื่ออย่างเป็นทางการว่า ศาสนาม้ง (Hmongism) โดยชาวอเมริกันเชื้อสายม้งในประเทศสหรัฐอเมริกาเมื่อปี พ.ศ.2555
ในอดีต ชาวม้งเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่เคยตั้งถิ่นฐานอยู่บริเวณพื้นที่โซเมีย Zomia หรือ “ที่ราบซอกเขา” บริเวณทางตอนใต้ของจีน ทว่าจากการรุกรานของชาวฮั่น ทำให้ชาวม้งต้องอพยพมุ่งลงทิศตะวันตกเฉียงใต้ จากที่ราบลุ่มแม่น้ำเหลืองเข้าสู่บริเวณทะเลสาบต้งถิน (Dong Ting) ของรัฐยูนนาน และยังกระจายอยู่ในหลากหลายพื้นที่ทางภาคเหนือของพม่า ลาว เวียดนาม ไทย ในปัจจุบัน

ความเชื่อเรื่องภูติผีของชาวม้งถูกเล่าผ่านผลงานของเชียว ซ่ง (Tcheu Siong) ศิลปินม้งจากหลวงพระบาง ผลงานผ้าปักเทคนิคโบราณที่สืบทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่นของชาวม้งได้รับการต่อยอด สร้างลวดลายที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวด้วยความคิดสร้างสรรค์ ถ่ายทอดแรงบันดาลใจจากความฝัน วิถีชีวิต และความทรงจำของชาติพันธุ์ผู้พลัดถิ่น
Bad Spirit Who Makes People Sick 2 (2012) หนึ่งในชื่อผลงานของเชียว ซ่ง ทำให้ผู้ชมสามารถเชื่อมโยงไปถึงความเชื่อเรื่องการล้มป่วยของชาวม้งได้อย่างไม่ต้องสงสัย โดยชาวม้งเชื่อกันว่า เมื่อใดก็ตามที่ชาวบ้านล้มป่วย อาการเหล่านั้นล้วนจะมีสาเหตุมาจากการกระทำของภูตผี นำไปสู่การรักษาป่วยด้วยการประกอบพิธีกรรม แบ่งเป็น 1.การรักษาด้วยการสวดมนต์และการใช้ยาสมุนไพรโดยหมอผีคาถา (กลั้งเกลอ) และ หมอผียา (กลั้งช้อ) หรือ 2.การรักษาโดยหมอผี (อั่วเน้ง) จะเป็นการอัญเชิญดวงวิญญานของภูติผีเข้ามาประทับร่างของผู้ป่วยและให้ภูติผีตนนั้นเป็นผู้ทำการรักษาจากภายใน ใช้รักษาอาการป่วยเรื้อรังอย่างไม่ทราบสาเหตุ โดยชาวม้งมักจะให้ความเชื่อมั่นต่อผลการรักษาด้วยวิธีการนี้เป็นอย่างมาก

ปัจจุบัน ชาวม้งได้รับเอาความเชื่อจากศาสนาอื่นเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการดำรงชีวิต จึงเกิดการปรับตัวและผสมผสานความเชื่อเดิมเข้ากับศาสนาใหม่ที่เข้ามาในชุมชน ซึ่งส่งผลให้อัตลักษณ์และวัฒนธรรมบางอย่างค่อยๆ สูญหายไปจากชุมชนของพวกเขา สถานะของ “ผี” ที่เคยเป็นที่เคารพบูชาของชาวม้งจึงมีสถานะไม่ต่างไปจาก “ผี” ในสายตาของผู้คนต่างวัฒนธรรมในบริบทร่วมสมัย

ชะตากรรมของศาสนาม้ง จึงไม่ต่างไปจากชะตากรรมของศาสนาผีอื่นๆ เช่นเดียวกับศาสนาผีในแผ่นดินล้านนาที่ได้เกิดการผสมผสานความเชื่อดั้งเดิมของคนท้องถิ่นร่วมกับแนวคิด พิธีกรรมและวิถีปฏิบัติจากศาสนาอื่น เช่นเดียวกันกับสื่อกลางที่เปรียบดั่งสัญลักษณ์ทางศาสนาอย่าง หมอผี ร่างทรง ก็ต้องเผชิญกับความท้าทายในยุคสมัยที่เทคโนโลยีมีอิทธิพลต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์
ประเด็นดังกล่าวถูกเล่าผ่านผลงาน Pluviality #1 โดยคาแดร์ อัทเทีย (Kader Attia) ผลงานวิดีโอฉายภาพเหตุการณ์คู่ขนานถ่ายทอดความสัมพันธ์อันย้อนแย้งของสิ่งที่เป็นอยู่ ระหว่างภาพลักษณ์ของพุทธศาสนาและความเชื่อท้องถิ่น บรรยายเนื้อหาด้วยเสียงของคนทรงเจ้าที่เล่าถึง ภาพลักษณ์ของร่างทรงที่ปรากฏอยู่ตามโซเชียลมีเดีย ซึ่งดูน่าขบขัน พิลึกพิลั่น ในสายตาของผู้คนต่างวัฒนธรรม เสียงฝนตก ฟ้าร้องตัดสลับกับสภาพของชุมชนสุสานที่เสื่อมโทรมในกรุงเทพฯ ซึ่งไม่ต่างจากสภาพของซากกำแพงเมืองเก่าและวัดร้างในเชียงแสนเท่าใดนัก


เธอเล่าย้อนถึง ประวัติความเป็นมาของการนับถือผี หรือ ลัทธิบูชาสิ่งเหนือธรรมชาติ (Animism) และความเชื่อที่มีอยู่แต่เก่าก่อน คนล้านนาล้วนนับถือผีหรือแม้กระทั่งสิ่งต่างๆที่อยู่ในธรรมชาติ โดยเชื่อว่าทุกสิ่งนั้นเป็นที่สิงสถิตของภูติ ผี และวิญญาน ไม่ว่าจะเป็นไม้ ก้อนหิน หรือภูเขา ทั้งยังเชื่อว่าการที่ต้นไม้เจริญงอกงามจนมีขนาดใหญ่โตขึ้นมาได้ เป็นเพราะมีเทวดาหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์คอยปกปักรักษาอยู่ จนเมื่ออิทธิพลทางพุทธศาสนาเข้ามาในแผ่นดินล้านนา จึงทำให้มโนทัศน์ของผู้คนเปลี่ยนแปลงไป
กรณีตัวอย่างคือ ไม้ก๊ำสะหรี หรือ ไม้ค้ำต้นโพธิ์ แสดงให้เห็นการผนวกความเชื่อท้องถิ่นเข้ากับตำนานการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า เป็นที่มาของพิธีกรรม ‘การแห่ไม้ก๊ำสะหรี’ ซึ่งเป็นการนำท่อนไม้สองง่ามมาค้ำยันกิ่งไม้ของต้นโพธิ์ เพื่อให้ต้นไม้ใหญ่คงอยู่ต่อไปได้ แฝงนัยของการค้ำยัน ส่งเสริมพุทธศาสนาให้คงอยู่กับชีวิตของชาวล้านนา และยังเป็นการเสริมสร้างโชคชะตาของผู้ร่วมพิธีกรรมให้มีความสุขความเจริญสืบไป


แม้ว่า “ความเป็นพุทธ” ในบริบทสังคมร่วมสมัยจะมีภาพลักษณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป ด้วยอิทธิพลของการศึกษาสมัยใหม่และความพยายามที่จะทำให้ศาสนาพุทธดูมีความเป็นวิทยาศาสตร์มากยิ่งขึ้น ด้วยการนำหลักเหตุและผลมาเป็นแนวทางใช้อธิบายปรากฏการณ์ และแสวงหาผลลัพธ์ในการพิสูจน์ข้อสมมติฐาน ทว่าในทางตรงกันข้าม กลับนำมาสู่การกดทับผู้นับถือศาสนาผีให้ตกต่ำลงยิ่งกว่าครั้งที่พุทธศาสนาเข้ามาสู่แผ่นดินล้านนายุคแรกเริ่ม จากความเชื่อและศาสนาที่ผสมกลมกลืน กลับกลายเป็นการหักล้าง ทำให้ผีและจิตวิญญาณกลายเป็นสิ่งชั่วร้าย ขณะที่ภาพลักษณ์ของคนทรงเจ้าก็กลายเป็นสิ่งงมงาย
สุดท้ายผลงานชิ้นนี้ ได้ตอกย้ำความขัดแย้งที่เกิดขึ้นของยุคสมัยที่ความเชื่อถูกขับเคลื่อนด้วยค่านิยมและพลวัตทางสังคม แม้ว่าโลกในปัจจุบันจะเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีไปเท่าใดก็ตาม แต่เมื่อไหร่ที่มนุษย์สูญเสียความเชื่อมั่นในตนเอง ท้ายที่สุดนั้น พวกเขาก็จะหันไปหาอำนาจเหนือธรรมชาติและสิ่งที่มองไม่เห็นเป็นที่ยึดเหนี่ยวในที่สุด

