เมื่อลัทธิอาณานิคมตะวันตกแพร่เข้ามามีอิทธิพลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นเหตุให้อาณาจักรสยามจำเป็นที่จะต้องมีการสร้างชาติเพื่อความเป็นสมัยใหม่ นำไปสู่การปฏิรูปการปกครองที่รวมศูนย์กลางอำนาจไว้ที่ส่วนกลาง เพื่อเน้นความเป็นเอกภาพและความมั่นคงให้แก่รัฐ

หลักฐานของการรวมศูนย์ยังคงตั้งตระหง่านอยู่ใจกลางเมืองเชียงราย อาคารไม้หลังเก่าที่ถูกสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๔๐ ออกแบบโดย นายแพทย์วิลเลี่ยม เอ.บริกส์ มิชชันนารีเพรสไบรทีเรียน เพื่อเป็นที่ทำงานของหน่วยงายรัฐบาลและข้าหลวงเมืองเชียงราย ตามนโยบายปฎิรูปการปกครองเข้าสู่ศูนย์กลางของรัฐบาลสยาม และเป็นหนึ่งในสถานที่จัดแสดงผลงานศิลปะ Thailand Biennale, Chiang Rai 2023 กับการสร้างบทสนทนาระหว่างมรดกทางวัฒนธรรมของผู้ปกครองจากส่วนกลางและเหล่าลูกหลานของผู้ถูกปกครองที่พยายามจะกลับไปทำความเข้าใจต่ออดีตของพวกเขา

Weekend โดย ไมเคิล ลิน (Michael Lin)

Weekend โดย ไมเคิล ลิน (Michael Lin) ผลงานจิตรกรรมบนแผ่นไม้ขนาดใหญ่ ติดตั้งคั่นกลางระหว่างพระบรมราชานุสาวรีย์ ร.๕ และศาลากลางจังหวัดเชียงรายหลังเก่า สีสันและลวดลายบนชิ้นงานมีที่มาจาก ‘ลวดลาย’ บนเสื้อผ้าและเครื่องแต่งกายของกลุ่มชาติพันธุ์ที่อาศัยอยู่ในจังหวัดเชียงราย เช่น อาข่า กะเหรี่ยง ม้ง ปกาเกอะญอ ลั๊วะ ฯลฯ ภาพแทนของอัตลักษณ์เหล่านี้ แสดงถึงบทบาทของการเป็นราษฎรแห่งรัฐและแรงงานผู้อยู่เบื้องหลังการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจที่คอยตอบสนองต่อนโยบายสร้างความเป็นสมัยใหม่ของรัฐสยาม

หลังการเข้ามาของจักรวรรดิอังกฤษและการร่างสนธิสัญญาเบาว์ริง เกิดความเปลี่ยนแปลงทางสังคมครั้งใหญ่ นั่นคือ รัฐบาลสยามจะต้องเปิดเสรีทางการค้าให้เอกชนสามารถทำการค้าขายได้อย่างอิสระ นำไปสู่การยกเลิกระบบไพร่ทาสที่ใช้ ‘แรงงาน’ ไว้สำหรับแสวงหาประโยชน์ในทางเศรษฐกิจของชนชั้นนำ และหันมาให้ความสำคัญกับ ‘เงิน’ เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนซื้อขาย โดยการปฏิรูปการคลังและการจัดเก็บภาษีที่มีโครงสร้างระบบการจัดเก็บภาษีอากรที่มั่นคงเพื่อตอบสนองการปกครองแบบรวมศูนย์

เมื่อเข้าสู่ยุคสมัยของการรวมศูนย์ นโยบายต่างๆ ที่ส่งเสริมการสร้างความเป็นรัฐชาติสมัยใหม่จึงเกิดขึ้น เช่น การสร้างโรงเรียนเพื่อส่งเสริมการศึกษา การสร้างถนนและทางรถไฟเพื่อการคมนาคม หรือการก่อตั้งกองทัพสมัยใหม่ที่ต้องมีการจัดซื้ออาวุธอันทันสมัย ฯลฯ ทั้งหมดนี้ล้วนต้องใช้งบประมาณจำนวนมหาศาล ส่งผลให้รัฐสยามจำเป็นต้องหารายได้เพิ่มเติมผ่านการเก็บภาษีจากท้องถิ่น เพื่อนำมาเป็นงบประมาณในการตอบสนองต่อนโยบายทั้งหลาย

การจัดเก็บภาษีที่เป็นแหล่งรายได้รูปแบบใหม่ของรัฐสยามยังได้ส่งผลกระทบมายังล้านนา ซึ่งเป็นหัวเมืองประเทศราชของสยามอย่างเลี่ยงไม่ได้ มีการบังคับเจ้าเมืองเชียงใหม่ให้ยอมรับสนธิสัญญาเชียงใหม่ พ.ศ.๒๔๑๗ (Chiang Mai Treaty 1874) ที่ระบุให้ลาวเฉียง (เชียงใหม่ ลำปาง ลำพูน น่าน แพร่ และเถิน) เป็นมณฑลของสยาม และปรับเปลี่ยนการเก็บภาษีโดยให้เจ้าภาษีเป็นผู้ประมูลภาษีแทนการผูกขาดเก็บภาษีโดยบรรดาเจ้านายล้านนา บทบาทของไพร่ล้านนาจากที่ต้องนำของมีค่าส่งให้แก่เจ้ามูลนายของตนเอง เปลี่ยนไปเป็นการจ่ายเป็นตัวเงินให้แก่เจ้าภาษีนายอากรเพื่อส่งมอบให้แก่รัฐไปใช้ในการพัฒนาชาติบ้านเมือง นับเป็นมรดกของการบริหารราชการสมัยใหม่ด้วยการรวมศูนย์กลางอำนาจ และยังคงถูกสืบทอดมาถึงทุกวันนี้

นอกจากนั้น ผลกระทบของสนธิสัญญาเชียงใหม่ พ.ศ.๒๔๑๗ ยังได้ทำให้ป่าไม้ในภาคเหนือกว่า80% ต้องตกไปอยู่ในสัมปทานของบริษัทต่างชาติที่เข้ามาทำอุตสาหกรรมป่าไม้ภายในราชอาณาจักรสยาม

เมื่อป่าไม้อันอุดมสมบูรณ์ได้กลายเป็นแหล่งทรัพยากรอันมีค่า ผู้อยู่อาศัยจึงต้องกลายเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการสร้างความมั่งคั่งให้แก่รัฐและกลุ่มทุนจากต่างแดน ประเด็นดังกล่าวปรากฏอยู่ใน Belief is like the wind ผลงานศิลปะของอริชญย์ รุ่งแจ้ง นำเสนอเรื่องราวของชาวปกาเกอะญอที่ชุมชนห้วยหินลาดใน กลุ่มชาติพันธุ์ผู้มีความผูกพันกับธรรมชาติ แต่ต้องกลายเป็นฟันเฟืองคอยขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจที่ทำลายวีถีชีวิตดั้งเดิมของพวกเขา

Belief is like the wind โดย อริชญย์ รุ่งแจ้ง

ชาวปกาเกอะญอมีคติความเชื่อและให้ความสำคัญกับสามสิ่ง ได้แก่ การเกิด การแต่งงาน และ การตาย เมื่อทารกชาวปกาเกอะญอถือกำเนิดขึ้น ทางชุมชนจะมีการจัดพิธีกรรมโดยการนำสายสะดือของทารกบรรจุใส่ภาชนะกระบอกไม้ไผ่แล้วไปแขวนไว้บนต้นไม้เพื่อผูกชะตาให้ต้นไม้ต้นนั้นกลายเป็นต้นไม้ประจำตัวของเด็กปกาเกอะญอ ณ บริเวณที่เรียกว่า ‘ป่าเดปอ’ หรือ ‘ป่าสะดือ’. หลังจากนั้นห้าวัน พ่อของเด็กจะต้องนำท่อนไม้ขว้างปาใส่กระบองไม้ไผ่ให้ร่วงหล่นลงมาเพื่อเสี่ยงทาย ซึ่งจำนวนครั้งของการปาจะเป็นสิ่งที่บ่งบอกถึง โชคชะตาและสุขภาพของเด็กทารกคนนั้น เช่น หากปาถูกในครั้งแรก เด็กคนนั้นจะเติบโตขึ้นมาเป็นคนที่แข็งแรงและฉลาดหลักแหลม

ในส่วนของสถานที่ฝังศพ ชาวปกาเกอะญอจะเรียกว่า ป่าของการตาย หรือ ชุมชนสุสาน เป็นสถานที่ที่เหล่าบรรพบุรุษของพวกเขาอาศัยอยู่ แม้จะไม่มีการทำเครื่องหมายใดๆ แต่ชาวปกาเกอะญอจะสามารถรับรู้ได้ด้วยตนเองและจะไม่เข้ามายุ่มย่ามกับต้นไม้ภายในป่แห่งนั้น ทว่าหลังการทำสนธิสัญญาเชียงใหม่ พวกเขากลับต้องเผชิญกับการถูกรุกรานจากผู้คนต่างถิ่นและถูกบังคับให้ต้องเป็นแรงงานคอยชักลากไม้ แม้เวลาจะผ่านเลยมาแล้วกว่าร้อยปี ชาวปกาเกอะญอกลับยังต้องเผชิญกับการลุกล้ำเข้าทำสัมปทานป่าไม้ในพื้นที่อยู่อาศัยของพวกเขา พร้อมด้วยข้อกล่าวหาว่าเป็นผู้ตัดไม้ทำลายป่า ทำไร่เลื่อนลอย

เรื่องราวเหล่านี้ถูกหลอมรวมกันจนเกิดเป็นผลงานประติมากรรมของอริชญ์ เสาไม้เก่าจากเรือนโบราณแสดงให้เห็นวงปีไม้ที่มีอายุเกินกว่าร้อยปี กระดิ่งลมจากกระบอกไม้ไผ่ เส้นด้ายสายสิญจน์สีแดงพุ่งทแยงเข้าหาจุดศูนย์กลางที่ถูกกดทับด้วยก้อนหินจากเหมืองแร่และแม่น้ำโขง และเสียงขับร้องเพลงกล่อมเด็กของชาวปกาเกอะญอ สอดคล้องกับคติความเชื่อของชาวปกาเกอะญอที่อริชญ์ได้นำมาใช้เป็นชื่อผลงานใจความว่า “ความเชื่อก็เหมือนกับสายลม ใบไม้ที่พริ้วไหวแต่เราไม่สามารถเห็นได้ว่าอะไรทำให้ไหวติง ความเชื่อก็เช่นเดียวกัน มันขับเคลื่อนทุกสิ่ง แต่เราไม่อาจจะมองเห็นมัน” ทุกอย่างแสดงให้เห็นถึงองค์ประกอบของธรรมชาติและสิ่งที่ถูกกระทำมนุษย์

การรวมศูนย์ยังส่งผลกระทบครอบคลุมไปถึงการสลายอัตลักษณ์ของกลุ่มชาติพันธุ์ไปอย่างช้าๆ โดยการสร้างกรอบแนวคิดแบบวัฒนธรรมเดี่ยว กำหนดกฎระเบียบ ข้อบังคับและจิตสำนึกให้ประชาชนปฏิบัติไปในทิศทางเดียวกัน ทั้งทางด้านการแต่งกาย ภาษาที่ใช้สื่อสาร การศึกษาที่มีการออกแบบหลักสูตรจากรัฐส่วนกลาง ไปจนถึงการส่งคณะนักบวชเข้าไปเผยแพร่ศาสนาเพื่อลดทอนอำนาจของผู้นำทางจิตวิญญาณและคติความเชื่อแบบดั้งเดิมภายในชุมชนท้องถิ่น

เช่นกรณี การเปลี่ยนมานับถือศาสนาคริสต์ของชาวอาข่า ที่ในปัจุบันมีการส่งลูกหลานเข้ามาเรียนหนังสือในเมืองใหญ่ พร้อมกับรับเอาความเป็นร่วมสมัยจากที่ราบกลับไปยังชุมชนของพวกเขา ส่งผลให้ทุกวันนี้ มีชาวอาข่าที่นับถือศาสนาคริสต์ทั้งนิกายโรมันคาทอลิกและนิกายโปรเตสแตนต์อยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งมีแนวโน้มว่าชาวอาข่าที่ยังนับถือความเชื่อแบบดั้งเดิมจะมีจำนวนน้อยลงทุกเมื่อเชื่อวัน

ประเด็นดังกล่าวได้สร้างความตระหนักให้แก่บู้ซือ อาจอ ศิลปินชาวอาข่าที่ได้ตัดสินใจเลิกนับถือศาสนาคริสต์และหันกลับมาสืบทอดวัฒนธรรมและประเพณีดั้งเดิมของชาวอาข่าต่อไป เธอสร้างสรรค์ผลงาน Mor Dum and Ya Be E Long ผลงานโลงศพแบบดั้งเดิมของชาวอาข่าร่วมกับการบอกเล่าตำนานพญานาคผู้สร้างโลกในบริบทร่วมสมัย

Mor Dum and Ya Be E Long โดย บู้ซือ อาจอ

ตำนานพญานาคนี้ กล่าวถึง โลกในสมัยโบราณกาลที่ชาวอาข่าใช้ชีวิตอาศัยอยู่ร่วมกับองค์พญานาค พระผู้สร้างของพวกเขา จนกระทั่งวันหนึ่ง เมื่อองค์มเหสีของพญานาคได้เสียชีวิตลง ด้วยความเคารพรักจากชาวอาข่า พวกเขาจึงต้องการที่จะสร้างโลงศพเพื่อถวายให้แก่องค์พญานาค และได้ทูลถามความต้องการขององค์พญานาคถึงรูปแบบของโลงศพที่จะสร้างไว้เพื่อบรรจุร่างกายขององค์มเหสี

แทนที่จะใช้เพชรพลอย แร่โลหะ หรือทองคำใดๆ พญานาคจึงขอใช้ชาวบ้านช่วยกันสร้างโลงศพที่ทำจากท่อนไม้ เพื่อสอนคติธรรมให้ชาวอาข่าได้ตระหนักว่า “ลาภยศหรือทรัพย์สมบัติใดๆ ก็ล้วนไร้ค่า เมื่อความตายได้มาเยี่ยมเยือน” เป็นที่มาของวัฒนธรรมการสร้างโลงศพของชาวอาข่าแบบโบราณที่ยังคงสืบสานต่อมาจนถึงปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม การจะสร้างโลงศพขึ้นมาโดยไม่มีเหตุอันควรนับว่าเป็นการกระทำที่ผิดผี เพื่อมิให้เกิดกระแสต่อต้านในหมู่ชาวอาข่า บู้ซือจึงเลือกที่จะดัดแปลงโลงศพแบบดั้งเดิมของชาวอาข่า ให้มีรูปลักษณ์ที่แตกต่างออกไป ด้วยการออกแบบโลงศพใหม่ให้มีรูปสลักของมังกรพญานาค เพื่อให้โลงศพไม้มะค่านี้คอยทำหน้าที่คล้ายกับพาหนะที่จะนำพาผู้วายชนม์เดินทางข้ามทะเลสีทันดรไปสู่ภพภูมิต่อไปของพวกเขา

นอกจากนี้ บู๊ซือยังได้สร้างสรรค์ผลงานอื่นๆ จัดแสดงควบคู่ไปกับผลงานโลงศพของเธอ ไม่ว่าจะเป็น ‘ล้อ ข่อง’ ซุ้มประตูที่ช่วยป้องกันสิ่งชั่วร้ายตามความเชื่อของชาวอาข่า และ ‘อันโหย่ง โบ๊ะโก๊ะ’ ผลงานภาพเขียนสีอะคริลิคบนหนังควาย ที่แสดงวิถีความเชื่อระหว่างชาวอาข่ากับควายอย่างแนบแน่น โดยเชื่อกันว่า บรรพบุรุษอาข่าเคยมีภาษาเขียน และได้ทำการจดบันทึกไว้บนเนื้อหนังของควาย บ้างก็ว่าเป็นเทพเจ้าของพวกเขาเองที่ได้บันทึกสิ่งต่างๆไว้

แต่เมื่อมีสงครามความไม่สงบเกิดขึ้น เหล่าบรรพบุรุษจึงได้ตกลงต้มหนังควายกินและให้จดจำตัวอักษรไว้ในสมอง ทำให้ภาษาเขียนของอาข่าสูญหายไปนับจากนั้น เป็นสาเหตุว่าทำไม ชาวอาข่าจึงไม่มีการจดบันทึก แต่ใช้การบอกเล่ากันปากต่อปากเพื่อสืบทอดวัฒนธรรมของพวกเขาจากรุ่นสู่รุ่น

ด้วยวิธีการเดียวกับที่เหล่าเจ้าอาณานิคมใช้ จึงทำให้สยามกลายเป็นประเทศเดียวในภูมิภาคที่รอดพ้นจากการตกเป็นอาณานิคมของชาติตะวันตก ทว่าผลกระทบจากวิธีการทั้งหลายยังได้ส่งอิทธิพลมาจนถึงปัจจุบัน โดยงานศิลปะภายในไทยแลนด์ เบียนนาเล่ในครั้งนี้ ก็ได้ทำหน้าที่พาเรากลับไปสำรวจและเผยให้เห็นสิ่งตกค้างจากเหตุการณ์ครั้งนั้น ทั้งในมิติของโครงสร้างทางสังคมที่สามารถจับต้องได้หรือคติความเชื่อที่เลื่อนไหลไปตามกระแสของภาวะร่วมสมัย ซึ่งทั้งหมดก็ได้หล่อหลอมให้เรากลายเป็นเราอย่างทุกวันนี้