เป็นที่ทราบกันดีแล้วว่าแนวคิดหลักของ Thailand Biennale นั่นคือ เปิดโลก หรือ The Open world โดยมีที่มาจากพระพุทธรูปปางเปิดโลกที่ประดิษฐานอยู่ ณ วัดป่าสัก นำไปสู่การสืบค้นเรื่องราวของนครเชียงแสน เมืองเก่าที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นศูนย์รวมของอารยธรรมล้านนายุคแรกเริ่ม และมีอันต้องล่มสลายกลายเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรต่างๆ โดยที่ชาวเชียงแสนกลับต้องกลายเป็นผู้พลัดถิ่น จากการถูกกวาดต้อนไปคนละทิศละทาง บ้างก็ตั้งรกรากในต่างแดน บ้างก็ได้กลับมายังถิ่นฐานบ้านเกิด และกลายเป็นต้นกำเนิดของชนชาติไท ซึ่งผสมกลมกลืนกันจนกลายเป็นคนไทยอย่างทุกวันนี้

วัดป่าสัก อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย

การพลัดถิ่นของคนเชียงแสนได้กลายเป็นแรงบันดาลใจให้แก่นาวิน ลาวัลย์ชัยกุล สร้างสรรค์ผลงานพลัดถิ่น…ดินแดนใคร (ONCE WITHIN BORDERS) วิดีโอสารคดีที่นำเสนอบันทึกการออกสำรวจเรื่องราวของผู้พลัดถิ่นและรากเหง้าของคนเชียงแสนที่กระจัดกระจายอาศัยอยู่ในพื้นที่ชายแดนทางตอนเหนือของประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้านบริเวณสามเหลี่ยมทองคำ

โปสการ์ด “พลัดถิ่น…ดินแดนใคร” โดย นาวิน ลาวัลย์ชัยกุล และ สตูดิโอเค

วิดีโอเริ่มต้นด้วยภาพการเดินทางของนาวิน พร้อมกับเสียงคำบรรยายด้วยภาษาท้องถิ่นหลากสำเนียงค่อยๆ ถ่ายทอดเรื่องราวที่นาวินได้พบเจอ เริ่มที่บ้านป่าถ่อน อำเภอแม่สรวย เข้าสู่ย่านการค้าและย่านเมืองเก่าของเมืองเชียงแสน เสียงบรรยายเล่าย้อนไปถึงเมืองโบราณ ‘หิรัญนครเงินยาง’ หรือบางตำนานก็เรียก ‘ไชยบุรีราชธานีศรีช้างแส่น’ ก่อนที่จะมีการสถาปนา ‘นครโยนกนาคพันธ์’ ขึ้นเป็นแคว้นโยนก อาณาจักรแรกของล้านนา หรือตำนานเรื่องเล่าเมืองเก่า ‘สุวรรณโคมคำ’ เชื่อกันว่าตั้งอยู่บริเวณลุ่มแม่น้ำกกที่ไหลมาบรรจบกับแม่น้ำโขงที่ตั้งของเมืองเชียงแสน กระทั่งเกิดตำนานปลาไหลเผือกที่ทำให้เกิดอาเพศจนทำให้เมืองเชียงแสนมีอันต้องล่ม จมน้ำหายไป ต่อมาชาวบ้านและพญาแสนภูจึงร่วมกันก่อตั้งเมืองเชียงแสนขึ้นมาอีกครั้ง การทะนุบำรุงเมืองเชียงแสนขึ้นมาใหม่นี้ ส่งผลให้มีผู้คนหลากเชื้อสายเข้ามาอยู่อาศัยร่วมกันนับแต่นั้น

กิจกรรมฉายภาพยนตร์ “พลัดถิ่น…ดินแดนใคร” ณ จุดชมวิวสามเหลี่ยมทองคำ อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย

ทว่าด้วยผลกระทบจากสงครามและความผันผวนทางการเมือง ทำให้เมืองเชียงแสนต้องรกร้างลงไปหลายครั้ง ในส่วนของชาวเชียงแสนเองก็ต่างถูกกวาดต้อนให้ต้องย้ายถิ่นฐานจากแผ่นดินเกิดไปอยู่อาศัยในดินแดนอื่นเป็นจำนวนมาก เช่นที่ปรากฏอยู่ในวรรณกรรม ‘คร่าวเชียงแสนแตก (พ.ศ.๒๓๔๗)’ กล่าวถึงครั้งที่กองทัพสยามสามารถขับไล่ทหารพม่าออกจากเชียงแสนได้สำเร็จในสมัยของรัชกาลที่ ๑ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ และได้มีพระบรมราชโองการให้ทำการเผาเมืองเชียงแสนเพื่อป้องกันไม่ให้ทหารพม่ากลับมายึดเมืองคืนได้อีกครั้ง พร้อมกับอพยพชาวเชียงแสนทั้งหมดให้ไปอาศัยอยู่ตามหัวเมืองอื่นๆ

ผ่านมาถึงสมัยรัชกาลที่ ๕ เมื่อพระองค์ได้ทำการผนวกหัวเมืองล้านนาเข้ากับอาณาจักรสยาม จึงมีพระราชดำริให้ฟื้นฟูเมืองเชียงแสนขึ้นอักครั้ง และในพ.ศ.๒๔๒๓ พระเจ้าอินทวิชยานนท์ เจ้านครเชียงใหม่ จึงให้เจ้าหลวงอินทวิไชย นำชาวบ้านหลายครอบครัวที่อาศัยอยู่ในเมืองลำพูนซึ่งส่วนมากเป็นชาวไทยองขึ้นมาบุกเบิกเมืองเชียงแสน ขณะที่ชาวเชียงแสนที่ต้องอพยพออกไปในอดีตนั้น กลับไม่มีโอกาสได้กลับเข้ามาที่ถิ่นฐานเดิมของพวกเขาอีกเลย

การเดินทางของนาวิน ทำให้เราได้เห็นภาพของวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนตามเส้นทางที่เขาท่องไปในแต่ละสถานที่เดินทางข้ามฝั่งแม่น้ำโขงจากเชียงแสนเดินทางสู่เมืองเชียงตุง รัฐฉาน

เมื่อเข้าสู่เชียงตุง วิดีโอได้นำเสนอเรื่องราวความเชื่อเกี่ยวกับต้นตระกูลของชาวไทเขิน เริ่มจากแนวคิดที่ว่ากันว่า “เขิน” อาจจะมีที่มาจากสายน้ำที่ไหลขึ้นไปทางทิศเหนืออย่างผิดธรรมชาติ จึงอาจมีความเป็นไปได้ที่บรรพบุรุษของชาวไทเขินจะเดินทางล่องเรือไหลย้อนจากประเทศไทยกลับขึ้นไปยังประเทศจีน และยังเชื่อกันอีกว่า ชาวไทเขินอาจมีบรรพบุรุษเป็นชาวญี่ปุ่น โดยถูกเล่าผ่านงานเขียนของแพทย์ชาวอเมริกันซึ่งเป็นคณะมิชชันนารีกลุ่มแรกที่เข้ามาเผยแพร่ศาสนาคริสต์ในเมืองไทย

งานเขียนเล่มนั้นระบุไว้ว่า เมื่อพ.ศ.๒๔๗๔ (ค.ศ.๑๙๓๑) มีคณะทูตชาวญี่ปุ่นที่ประจำอยู่ที่ประเทศพม่าได้เดินทางไปที่เมืองเชียงตุง เพื่อสืบหาประวัติของชาวญึ่ปุ่นในอดีต พบว่า รูปแบบของข้าวของเครื่องใช้ การสร้างบ้านเรือนของชาวไทเขินมีความคล้ายกับชาวญี่ปุ่นโบราณ เชื่อกันว่า ขุนหลวงจำนวน ๖๙ คน ซึ่งเป็นนักรบในคุ้มเจ้าฟ้าที่เคยถูกกล่าวถึงในตำนาน อาจจะเป็นซามูไรชาวญี่ปุ่นที่หลบหนีไปจากกรุงศรีอยุธยาหลังเหตุการณ์กบฏญี่ปุ่น สมัยพระเจ้าทรงธรรม บ้างก็ว่า ผู้ที่พาคนกลุ่มนี้มา คือ ยามาดะ นางามาซะ หรือ ออกญาเสนาภิมุข พ่อค้าชาวญี่ปุ่นที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นขุนนางไทย

จุดหมายต่อไปของนาวินคือ พระธาตุหลวงจอมยอง เจดีย์องค์สำคัญของเมืองยอง เมืองที่ในอดีตถูกเรียกว่า “มหิยังกะนะ” หรือ “เจงจ้าง (เชียงช้าง)” ตามชื่อเรียกของคนเฒ่าคนแก่ ขณะที่เมืองยองภายใต้การปกครองของรัฐบาลทหารพม่าในปัจจุบันต้องเผชิญกับสถานการณ์ความไม่สงบและถูกกำหนดให้เป็นพื้นที่สีน้ำตาล โดยมีกองกำลังติดอาวุธของชนกลุ่มน้อยคอยรักษาความสงบอยู่

เสียงบรรยายค่อยๆเล่าเรื่องจากความทรงจำของแม่เฒ่าชาวไทลื้อที่ครอบครัวของเธออพยพจากเมืองเล็กๆแห่งหนึ่งในแคว้นสิบสองปันนามาอาศัยอยู่ที่เมืองยอง

เธอได้เล่าถึงเหตุการณ์เมื่อครั้งที่ชาวไทในเมืองยองถูกกวาดต้อนไปอยู่ที่เมืองลำพูน ในสมัยของพระเจ้ากาวิละผู้ครองนครเชียงใหม่ที่สามารถรบเอาชนะกองทัพพม่าได้ โดยพระเจ้ากาวิละได้ประกาศว่า “ผู้ใดสมัครใจไปที่เมืองลำพูน ไม่ต้องโกนหัว” ขณะที่ชาวบ้านและเจ้านายในเมืองเก่าต่างพร้อมใจชวนกันโกนศรีษะทั้งหมด เพื่อเป็นการประกาศว่า “พวกเขาจะไม่ยอมละทิ้งแผ่นดินเกิด” เมื่อเห็นดังนั้น พระเจ้ากาวิละจึงกลับคำและสั่งให้คนทำการโกนหัวต้องย้ายถิ่นฐานไปแทนที่ชาวบ้านที่ไม่มีทางเลือก เกิดเป็นเหตุการณ์สำคัญของการกวาดต้อนผู้คนออกจากเมือง หรือที่เรียกกันว่า “เตโค (เทครัว)”

การเดินทางในรัฐฉานของนาวินยังทำให้เราได้พบกับเรื่องราวของชาวไทใหญ่ ซึ่งในอดีต ชาวล้านนามักเรียก คนป่าคนดอย หรือ คนที่ย้ายถิ่นฐานไปมาในรัฐฉานว่า “เงี้ยว” แต่ปัจจุบันเรารู้จักพวกเขาในชื่อ “ไทใหญ่” กลุ่มชาติพันธุ์ที่มีจำนวนประชากรมากกว่าห้าล้านคน แต่ด้วยสถานการณ์ทางการเมืองภายในพม่าเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้พวกเขาเลือกที่จะย้ายถิ่นฐานมาอยู่ในประเทศไทยกันมากขึ้นในระยะหลังมานี้ เช่น ชุมชนชาวไทใหญ่ที่อาศัยอยู่แถบสบรวก ริมฝั่งแม่น้ำโขง โดยที่บ้านแต่ละหลังจะมีภาพของนายพลออง ซาน วีรบุรุษผู้เรียกร้องอำนาจอธิปไตยของพม่า ถูกแขวนประดับตามบ้านเรือนของชาวไทใหญ่ สะท้อนให้เห็นถึงความหวังของชาวไทใหญ่ที่จะได้รับสิทธิในการก่อตั้งรัฐในอุดมคติ และกลับไปใช้ชีวิตอย่างสงบสุขในถิ่นฐานบ้านเกิด

เข้าสู่ช่วงท้ายของวิดีโอ นาวินเก็บเกี่ยวสิ่งต่างๆ กลับมายังเชียงแสน ด้วยความหวังที่จะถ่ายทอดบันทึกการเดินทางที่เต็มไปด้วยเรื่องราวชีวิตและความทรงจำจากลูกหลานของผู้พลัดถิ่นผ่านภาพเขียนของเหล่าตัวละครที่อยู่ร่วมกันบนบิลบอร์ด และจัดแสดงเป็นงานศิลปะ ณ บริเวณสามเหลี่ยมทองคำ โดยมีตึกสูงระฟ้าของกลุ่มทุนต่างชาติตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหลังกำลังบ่งบอกถึงสภาวะปัจจุบันของประเทศเพื่อนบ้านที่กำลังเผชิญอยู่ ข้อความสีแดงสะดุดตา “พลัดถิ่น…ดินแดนใคร” ชวนให้หวนกลับไปคิดคำนึงถึงแดนดินถิ่นฐานที่จากมาและเปลี่ยนแปลงไปอย่างไม่มีวันกลับ

ทั้งนี้ เราคงไม่อาจจะสามารถทราบได้ว่าอนาคตของเมืองเชียงแสนและชะตากรรมของผู้คนโดยรอบนั้นจะเป็นอย่างไร แต่อย่างน้อยผลงานศิลปะของนาวินก็ได้สร้างการเชื่อมต่อระหว่างผู้คนอันหลากหลายเข้าไว้ด้วยกัน เผยให้เห็นความสัมพันธ์เหนือเส้นแบ่งพรมแดนที่ไม่ใครคนใดคนหนึ่งเป็นเจ้าของ เป็นความสัมพันธ์เหนือนิยามของรัฐชาติที่เข้ามาสร้างความเป็นอื่นให้แก่เรา