นิทรรศการ Painting as Event: Materiality and Light in the practice of Xie Fan โดย เซี่ย ฟาน
จัดแสดง ณ บางกอก คุนส์ฮาเลอ (Bangkok Kunsthalle)
ตั้งแต่วันที่ 31 มีนาคม 2025
‘Painting as Event: Materiality and Light in the practice of Xie Fan’ นิทรรศการศิลปะที่จัดขึ้นเป็นเวลาเพียงแค่สามวัน โดยเซี่ย ฟาน ศิลปินจีนจากมณฑลเซี่ยงไฮ้ ถ่ายทอดแนวคิดของความไม่จีรังผ่านกระบวนการทางศิลปะและการปรุงอาหาร
การทำอาหาร คือ สิ่งที่อยู่เคียงคู่กับประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ ตั้งแต่การถือกำเนิดของอารยธรรมของมนุษย์ โดยเฉพาะประวัติศาสตร์ของอาหารจีน ซึ่งมีรากฐานทางวัฒนธรรมที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานและมีความหลากหลายที่สุดในโลก เช่น ชาวจีนในสมัยราชวงศ์ถังที่ให้ความสำคัญกับวิทยาการทำอาหาร และถือว่าการประกอบอาหารถคือ ศิลปะที่ผูกพันกับวิถีชีวิต นำไปสู่การพัฒนาศาสตร์ของการทำอาหารโดยอิงความเชื่อทางการแพทย์แบบดั้งเดิม หรือ ชาวจีนในสมัยปลายราชวงศ์โจว ที่ลัทธิขงจื้อได้ทรงอิทธิพลทางความคิดอย่างแพร่หลาย โดยเชื่อกันว่าศาสตร์ของการปรุงอาหารได้กลายเป็นศิลปะชั้นสูงและมีหลักการปฏิบัติในการรับประทานอาหารอย่างมีแบบแผน
อย่างไรก็ตาม พัฒนาการของอาหารเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัยและสอดคล้องไปการใช้ชีวิตของมนุษย์โดยมีอิทธิพลของปัจจัยแวดล้อมเป็นสำคัญ สิ่งเหล่านี้สะท้อนถึงความไม่จีรังของทุกสรรพสิ่ง เช่นเดียวกับแนวคิดของนิทรรศการ ‘Painting as Event: Materiality and Light in the practice of Xie Fan’ ว่าด้วยการถ่ายทอดแนวคิดของความไม่จีรังผ่านกระบวนการทางศิลปะ โดยเซี่ย ฟาน ศิลปินในพำนักโครงการที่ 3 ของบางกอก คุนส์ฮาเลอประจำปี 2025 นี้

เซี่ย ฟาน (Xie Fan) ศิลปินจีนจากมณฑลเซี่ยงไฮ้และผู้ก่อตั้งร้านอาหารชื่อดังทั้งสองแห่ง ได้แก่ 皴 / cun ในเซี่ยงไฮ้ และดาเตนแบงก์ (Datenbank) ในเฉิงตู ภายในนิทรรศการดังกล่าว เซี่ย ฟานนำเสนอผลงานศิลปะผ่านการรังสรรค์เมนูยอดนิยมประจำร้านอย่าง ‘เต้าหู้มาโฝ’ (หม่าโผวโต้วฟู่ /麻婆豆腐) เต้าหู้ผัดซอสสไตล์เสฉวนสีสันจัดจ้านน่ารับประทาน จัดเสิร์ฟในภาชนะที่ศิลปินผลิตสร้างขึ้นมาเอง การทำงานของเขาแสดงให้เห็นถึงการขยายบริบทการทำงานศิลปะไปสู่ความเป็นพิธีกรรม ตั้งแต่ ขั้นตอนของการประกอบอาหารอย่างมีแบบแผนจนถึงการจัดเสิร์ฟ และให้ผู้ชมเข้ามามีส่วนร่วมด้วยการรับประทานอาหารเหล่านั้นเพื่อทำให้พิธีกรรมดังกล่าวเสร็จสมบูรณ์ และซึมซับประสบการณ์ในการรับชมงานศิลปะแบบชั่วครู่ ผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 ไม่ว่าจะเป็น รูป รส กลิ่น เสียง และสัมผัส สะท้อนให้เห็นถึง ปรัชญาของศิลปินที่เชื่อว่าความงามที่แท้จริงของศิลปะ คือ ความไม่จีรัง

นอกจากนี้ ภายในนิทรรศการยังจัดแสดงผลงานจิตรกรรมบนดินเผาขนาดเล็ก และ ภาพจิตรกรรมบนฟองน้ำขนาดใหญ่ที่เรียงรายจากชั้นล่างของโถงบันไดไปสู่ชั้นสามของอาคาร ถ่ายทอดแนวคิดเกี่ยวกับกระบวนการแทรกซึมและพื้นที่ทับซ้อน ด้วยการสกัดดินแดงที่ได้จาก ‘ศิลป่า เขาใหญ่’ มาใช้เป็นสี (pigment) สำหรับทาทับลงบนพืชท้องถิ่นของเขาใหญ่ และปล่อยให้ชั้นเงาที่ทับซ้อนกันของใบไม้และพืชพันธุ์ปรากฏขึ้นบนพื้นผิวชิ้นงาน

ในส่วนของงานจิตรกรรมบนดินเผา ศิลปินต้องการนำเสนอ การรับรู้ทางจิตรกรรมผ่านช่วงเวลาที่แตกต่าง เช่น ในเวลากลางวัน ภาพเหล่านี้จะถูกส่องสว่างด้วยแสงของธรรมชาติ เผยให้เห็นพื้นผิวที่ละเอียดอ่อนและการเปลี่ยนแปลงของสีที่ฝังอยู่ในชิ้นงานดินเผา เมื่อดวงอาทิตย์เคลื่อนผ่านพื้นที่นิทรรศการ งานจิตรกรรมก็จะเกิดความเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย จากการตอบสนองต่อสภาวะแสงและเงาที่เปลี่ยนแปลงไป หรือในตอนเย็น ประสบการณ์เหล่านี้จะเป็นปัจเจกบุคคลมากยิ่งขึ้น ผู้เข้าชมแต่ละคนจะได้รับเทียนไข และถูกเชื้อเชิญให้เดินสำรวจพื้นที่จัดแสดงและพบกับผลงานที่เปลี่ยนแปลงการตอบโต้ไปมาระหว่างแสง พื้นผิว และการรับรู้ ภาพจิตรกรรมจึงไม่ได้เป็นการประกอบสร้างเหตุการณ์ขึ้นมา แต่ภาพจิตรกรรมเป็น เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในตนเอง ซึ่งถูกกระตุ้นโดยสภาพแวดล้อม ตอบสนองต่อเวลา และสถานที่
ทางด้านจิตรกรรมบนฟองน้ำ เมื่อแรกเห็นรูปลักษณ์ของผลงานเหล่านี้ชวนให้ผู้เขียนนึกถึงกระบวนการทำภาพพิมพ์แสงแดด (Cyanotype) หากแต่แทนที่ศิลปินจะสร้างสรรค์ผลงานเหล่านี้ลงบนแผ่นกระดาษหรือผืนผ้าใบ เขากลับพลิกแพลงเอากระบวนการทางจิตรกรรมมาใช้สร้างสรรค์ผลงานลงบนวัตถุที่แตกต่างอย่างฟองน้ำ โดยดึงเอาคุณสมบัติของการดูดซับ ระบายออกมาใช้งานได้อย่างมีประโยชน์ อีกทั้งด้วยความยืดหยุ่นของฟองน้ำ ยังมีความสามารถในการรักษาสภาพดั้งเดิมของรูปร่างวัตถุเอาไว้เป็นอย่างดี สอดรับไปกับการทาทับขอบชั้นสีแต่ละชั้นสะท้อนถึงการซ้อนทับกันของความทรงจำทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ ซึ่งประกอบสร้างเป็นอารยธรรมของมนุษย์ขึ้นมา

สำหรับเซี่ย ฟาน กระบวนการสร้างภาพจิตรกรรมของเขา เป็นการศึกษาแนวคิดเรื่องการแทรกซึม การไหลผ่าน การหยุดนิ่งของเม็ดสี และ ปฏิกิริยาของสีกับพื้นผิวที่รองรับ ศิลปินอธิบายไว้ว่า “การแทรกซึมคือหัวใจหลักของร่องรอยทางจิตรกรรม ในงานจิตรกรรมแบบตะวันออก มีคำกล่าวว่า ‘พลังงานแทรกซึมทะลุผ่านกระดาษ’ ซึ่งหมายความว่าฝีแปรง และหมึกซึมผ่านกระดาษไปถึงแก่น ดังนั้น การเข้าใจหลักการและกฎของการแทรกซึม คือการค้นพบความหมายที่แท้จริงของตัวงาน”

ผู้เขียนได้สังเกตว่าเซี่ย ฟานเลือกที่จะนำเต้าหู้เข้ามาใช้สอดแทรกเป็นสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมผ่านงานศิลปะ ซึ่งประเด็นดังกล่าวปรากฏอยู่ในรูปร่างลักษณะของงานจิตรกรรมบนฟองน้ำที่จัดเรียงรายอยู่เบื้องหน้า รวมถึงเมนูอาหารที่ศิลปินเลือกจะนำมาเสิร์ฟให้แก่ผู้ชม. เป็นที่ทราบกันดีว่า หมาโผวโต้วฟู่ คือเมนูยอดนิยมที่ทำให้อาหารจีนจากมณฑลเสฉวนเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย ขณะเดียวกัน วัตถุดิบหลักอย่าง เต้าหู้ เองก็ยังเปรียบเสมือนกับสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมซึ่งอยู่เคียงคู่กับประวัติศาสตร์ชาติจีนมาอย่างยาวนาน
ประเด็นเบื้องต้นเชื่อมโยงไปถึงหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่ปรากฏในบทประพันธ์สมัยราชวงศ์ซ่ง เล่าถึงเรื่องของ “เต้าหู้” น่าจะเกิดขึ้นมาในสมัยราชวงศ์ฮั่น (206 ปีก่อนคริสต์ศักราช-ค.ศ. 220) โดยมีบุคคลชื่อว่า “หลิวอาน” ผู้มีศักดิ์เป็นอ๋องของหวยหนานในราชวงศ์ฮั่น เป็นผู้ประดิษฐ์คิดค้นขึ้น แม้ว่าเต้าหู้จะถูกคิดค้นขึ้นมาในสมัยราชวงศ์ฮั่น ทว่ายังไม่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย เนื่องจากผู้คนไม่ค่อยชื่นชอบการกินอาหารมังสวิรัติมากนัก จนเข้าสู่สมัย “ราชวงศ์ซ่ง” เต้าหู้ถึงได้รับการพัฒนาอย่างก้าวกระโดด เพราะคนในช่วงนั้นเริ่มกินมังสวิรัติมากยิ่งขึ้นและกลายมาเป็นอาหารจานหลักประจำชาติ ในที่สุด

การที่เซี่ย ฟานเลือกนำเสนอหมาโผวโต้วฟู่ในรูปแบบของงานศิลปะครั้งนี้ จึงเป็นการสำรวจความสัมพันธ์อันซับซ้อน ระหว่างมนุษย์ อารยธรรม และสุนทรียศาสตร์ และเป็นอีกครั้งที่อาหารถูกใช้ในฐานะสื่อกลางของกระบวนการสร้างงานศิลปะเช่นเมื่อครั้งที่ฤกษ์ฤทธิ์ ตีระวนิชเลือกจะนำอาหารไทยหลากหลายเมนูมานำเสนอเพื่อเป็นตัวแทนของวัฒนธรรมไทยในอดีตที่ผ่านมา
“อาหาร คือ สื่อกลางสำคัญจากการที่ผมได้ รวบรวมวัตถุต่าง ๆ เพื่อนำมาสร้างสรรค์เป็นงานศิลปะ จากการสำรวจวัฒนธรรมอาหาร ผมมักมองหาความเข้าใจและการแสดงออกถึงความเชื่อมโยงระหว่างปัจเจกบุคคลและโลกรอบตัวเรา เช่น เดียวกับโครงสร้างของอารยธรรม เหมือนกับว่าเรากำลังเดินทางไปสู่อนาคตที่ไม่อาจคาดเดาได้ มันจึงสำคัญ ที่จะรักษาความใคร่รู้และความเคารพต่อความหลากหลายทางวัฒนธรรมที่ก่อร่างเส้นทางของเราร่วมกัน” เซี่ย ฟานกล่าว
น่าเสียดายที่นิทรรศการ Painting as Event: Materiality and Light in the practice of Xie Fan ได้สิ้นสุดการจัดแสดงลงในวันที่ 31 มีนาคม 2568 ไปแล้ว ผู้ชมที่สนใจอยากจะได้ลิ้มลองรสชาติของหมาโผวโต้วฟู่แบบดั้งเดิม ก็อาจจะต้องเหนื่อยในการเดินทางไปยังประเทศต้นทาง เพื่อซึมซับประสบการณ์ทางสุนทรียศาสตร์ครั้งนี้ดูสักครั้ง แต่ทั้งนี้ เราก็อาจจะต้องเผื่อใจเรื่องรสชาติไว้สักหน่อย

ขอขอบคุณภาพถ่ายจาก บางกอก คุนส์ฮาเลอ
อ้างอิง
- Painting as Event Materiality and Light in the practice of Xie Fan (วัตถุภาวะและแสงในกระบวนการทำงานของ เซี่ย ฟาน) บทภัณฑารักษ์โดย สเตฟาโน ราโบลลี แพนเซรา
- เปิดที่มา “เต้าหู้” วัตถุดิบคุณประโยชน์สูงคู่ครัว (แทบ) ทั่วโลก
