นิทรรศการ Orbiting body (รูปโคจร)
ศิลปิน: อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล, อารยา ราษฎร์จำเริญสุข, ปรัชญา พิณทอง, สถิตย์ ศัสตรศาสตร์ และสรวิศ ทรงสัตย์
ภัณฑารักษ์: แมรี่ ปานสง่า
จัดแสดงตั้งแต่วันที่ 13 มิถุนายน – 8 กันยายน 2567
ณ ห้องนิทรรศการหลัก ชั้น 8 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (Bacc)

นิทรรศการ Orbiting body (รูปโคจร) จัดแสดงผลงานศิลปะว่าด้วยแนวคิดของ ‘การเคลื่อนที่’ ในความหมายเชิงกายภาพผ่านเส้นทางการเคลื่อนที่ของผลงานและผู้ชมในพื้นที่นิทรรศการ รวมถึงเส้นทางที่ผันแปรไปตามยุคสมัยของโลกศิลปะ ซึ่งตอบสนองต่อการพัฒนาระบบเทคโนโลยีดิจิทัล บอกเล่าผ่านผลงานศิลปะโดยห้าศิลปินไทยร่วมสมัย ที่นำมาจัดแสดงในรูปแบบของสื่อศิลปะหลากหลายแนวคิดและรูปแบบ ประกอบไปด้วยผลงานจัดวาง วิดีโอ และภาพถ่าย

เส้นทางการถือกำเนิดของสื่อศิลปะสมัยใหม่ ล้วนแล้วแต่มีความเกี่ยวข้องกับรูปแบบการทำงานของเหล่าศิลปิน ที่ต้องการแสวงหาเครื่องมืออำนวยความสะดวกสำหรับย่นระยะเวลาการผลิตผลงานให้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น เช่น สิ่งประดิษฐ์อย่างกล้องถ่ายรูป ที่ได้รับการพัฒนามาอย่างต่อเนื่องจนเข้าสู่ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 18 และทำให้นิยามของการถ่ายภาพ กลายเป็นอีกแนวทางหนึ่งของการสร้างสรรค์งานศิลปะที่ได้รับการยอมรับในท้ายที่สุด

การรับรู้ทางศิลปะที่เปลี่ยนแปลงไปตามกระบวนการหรือเครื่องมือที่ใช้ในการถ่ายทอดความคิดของศิลปิน ยังสอดคล้องกับวิธีการนำเสนอผลงานศิลปะในนิทรรศการซึ่งต้องการแสวงหาแนวทางที่แตกต่างไปจากเดิม จากการแขวนภาพให้อัดแน่นเต็มพื้นที่จัดแสดง ก็ได้ถูกถอดรื้อให้เหลือเพียงพื้นที่ว่างและวัตถุทางศิลปะเพียงไม่กี่ชิ้น ซึ่งนิทรรศการ Orbiting body ได้หยิบประเด็นดังกล่าวขึ้นมานำเสนออย่างชัดเจน ผ่านพื้นที่ว่างที่นำพาให้ผู้ชมเข้าพบแผ่นฟิล์มมีเดียมฟอร์แมตใบเล็กที่ติดตั้งอยู่บนผนังโล่งๆ ณ มุมหนึ่งของห้องนิทรรศการ

แผ่นฟิล์มดังกล่าวคือ ผลงานศิลปะชิ้นแรกของนิทรรศการโดยปรัชญา พิณทอง ในชื่อ If I dig a very deep hole (2550) ว่าด้วยการนำเสนอบันทึกความทรงจำที่อัดแน่นไปด้วยเรื่องราวการเดินทางและประสบการณ์ของศิลปิน ผ่านภาพของดวงจันทร์สองดวงภายใต้การเปลี่ยนผันของเวลาสองพื้นที่

ผลงานชิ้นดังกล่าวมีที่มาจากการหาตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ที่อยู่ด้านตรงข้ามเมื่อลากเส้นตรงไปยังอีกซีกโลกหนึ่งของเมืองปารีส ปรัชญาได้ทำการเดินทางข้ามทะเลไปถ่ายภาพของดวงจันทร์เต็มดวงใบแรกที่เกาะชาแธม (Chatham Islands) ประเทศนิวซีแลนด์ ก่อนจะเดินทางกลับมายังประเทศฝรั่งเศส เพื่อถ่ายภาพของดวงจันทร์เต็มดวงใบที่สองให้ทันในช่วงเวลาเดียวกัน

การสร้างสรรค์ของปรัชญาคือความพยายามที่จะเอาชนะข้อจำกัดในการทำงานศิลปะที่ดูไม่น่าจะเป็นไปได้ในอดีต โดยอาศัยเทคโนโลยีและการวางแผนเพียงเล็กน้อย ทว่าก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่น่าประทับใจ การเดินทางเป็นวงกลมที่เต็มไปด้วยนัยการเปลี่ยนผันของเวลา ระยะทาง และสถานที่ ไม่ต่างอะไรกับการย่อขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางของโลกเอาไว้ภายในสองช่วงแผ่นฟิล์ม

If I dig a very deep hole (2550) โดย ปรัชญา พิณทอง

นอกจากนี้ แผ่นฟิล์มเล็กๆของปรัชญา ยังได้ทำหน้าที่เสมือนกับหลักฐานของการเปลี่ยนผ่านจากยุคสมัยของภาพเขียนไปสู่ยุคสมัยของภาพถ่าย ซึ่งยั่วล้อกับผลงานที่จัดแสดงอยู่อีกด้านหนึ่งของห้องนิทรรศการ นั่นคือ ดาวสองดวง หรือ Two Planets series (2551) ของอารยา ราษฎร์จำเริญสุข ศิลปินไทยร่วมสมัยคนสำคัญ กับสถานการณ์จำลองที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อบันทึกปฏิกิริยาโต้ตอบระหว่างชาวบ้านเดินดินกับภาพเขียนชิ้นเอกของสามศิลปินอิมเพรสชั่นนิสม์แห่งศตวรรษที่ 19

(ซ้าย) Manet’s Dejeuner sur l’herbe 1862/63 and the Thai Villages (2007), (กลาง) Millet’s The Gleaners 1857 and the Thai Villages (2007) และ (ขวา) Van Gogh’s The Midday Sleep 1889/90 and the Thai Villages (2007)

ภายใต้บรรยากาศท้องทุ่งไร่นาของพื้นที่ชนบท จังหวัดเชียงใหม่ คลอไปกับเสียงการพูดคุยด้วยภาษาท้องถิ่นที่ยังพอจะจับใจความได้ถึงเรื่องราวที่กลุ่มผู้ชมกำลังพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน ทั้งการนอนพักเพื่อผ่อนคลายความเหนื่อยล้าของเกษตรกรผู้ใช้แรงงานในท้องไร่ ในภาพเขียน The Midday Sleep ของ Vincent Van Gogh หรือภาพของหญิงสาวในชนบทที่ต้องก้มหน้าเก็บรวงข้าวสาลีบนผืนนาที่เพิ่งถูกเก็บเกี่ยวผลผลิต The Gleaners โดย Jean-François Millet แต่กลับดูคล้ายกับการ “ก้มหน้าหาแมลง” ในสายตาของกลุ่มผู้ชมที่นั่งอยู่ริมแม่น้ำ และการวิจารณ์เรือนร่างเปลือยเปล่าของหญิงสาวปริศนาที่ปรากฏอยู่ในภาพเขียน Le Déjeuner sur l’herbe ของ Édouard Manet

ทั้งนี้แม้จะเป็นการวิพากษ์วิจารณ์อันปราศจากซึ่งองค์ความรู้ตามหลักวิชาการของโลกตะวันตก หรือได้รับการฝึกสอนจากรั้วสถาบันการศึกษา วิดีโอทั้งสามของอารยากลับแสดงให้เห็นสิ่งที่มากกว่าความเดียงสาของชาวบ้าน การแสดงออกของความคิดและความรู้สึก ล้วนกลั่นกรองมาจากประสบการณ์และวิถีชีวิตที่แท้จริงอย่างซื่อตรง ก่อให้เกิดปฏิสัมพันธ์ระหว่างภาพเขียนระดับตำนานที่ไม่ได้ถูกยกย่องเชิดชูให้สูงค่า จนทำให้ผู้คนระดับรากหญ้าสามารถเข้าถึงได้อย่างที่ควร

และในขณะเดียวกัน การวิพากษ์วิจารณ์ผ่าน ‘โลกทัศน์ของชาวบ้าน’ ยังอาจหมายรวมไปถึงการมอบชีวิตใหม่ให้แก่งานศิลปะที่เคยถูกสถาปนาไว้อย่างสูงค่า ไม่ให้มีความหมายตายตัวไปกับการประเมินคุณค่าทางประวัติศาสตร์ที่นักวิชาการเป็นผู้เขียน

ถัดไปคือศิลปะการจัดวางเฉพาะพื้นที่ของอภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ในชื่อ ออกแบบในใจ (2566-2567) มีลักษณะเป็นผ้าพิมพ์ลวดลายทิวทิศน์ขนาดใหญ่ทั้งสามคล้ายกับฉากหลังประกอบการแสดงมหรสพภายในโรงละคร ซึ่งถูกตั้งค่าให้มีการเคลื่อนไหวสลับซ้าย-ขวาแบบสุ่มไปกับผนังของห้องนิทรรศการอย่างช้าๆ

ถ้าหากผู้ชมเป็นผู้ที่ชื่นชอบหรือติดตามผลงานของอภิชาติพงศ์มาอย่างต่อเนื่อง จะเป็นที่ทราบกันดีว่า ผลงานชิ้นนี้เคยได้รับการจัดแสดงในลักษณะของงานศิลปะเฉพาะพื้นที่ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของมหกรรมศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ ไทยแลนด์ เบียนนาเล่ ครั้งที่ 3 ณ จังหวัดเชียงราย โดยได้รับความช่วยเหลือจากสองศิลปินชาวเชียงราย นพนันท์ ทันนารี และอำนาจ ก้านขุนทด เข้ามามีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์ลวดลายทิวทัศน์ลงบนผ้าม่านทั้งสาม

ออกแบบในใจ (2566-2567) โดย อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล

แม้ว่าออกแบบในใจ ที่นำมาจัดแสดงในนิทรรศการรูปโคจร เป็นการนำเสนอผลงานในแนวทางที่คล้ายคลึงกัน แต่ด้วยบริบทของสถานที่จัดแสดงซึ่งต่างกันอย่างสิ้นเชิง ระหว่างโรงเรียนร้างในชุมชนต่างจังหวัดสุดขอบแดนสยามประเทศอย่าง โรงเรียนบ้านแม่มะ อำเภอเชียงแสน กับ ห้องนิทรรศการของหอศิลป์ฯที่ตั้งตระหง่านอยู่ ณ ใจกลางเมืองหลวง ประสบการณ์จากการต้องประจัญหน้าอยู่กับผลงานของอภิชาติพงศ์ทั้งสองครั้งนี้ ชวนให้นึกถึงความยอกย้อนระหว่าง การต้องเดินทางผ่าฟันไปยังพื้นที่ห่างไกลเพื่อพักผ่อนหย่อนใจของคนเมือง และ การเคลื่อนตัวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการรวมศูนย์เพื่อแสวงหาความหวังในการดำรงชีวิตที่ดีขึ้นของคนต่างจังหวัด

สุดท้าย การเข้ามีปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้ชมกับชิ้นงาน ก็คือการสวมบทบาทเป็นตัวละครที่ต้องเข้ามาสำรวจท่องไปในสถานที่ ซึ่งบรรยากาศและสภาพแวดล้อมถูกจำลองสร้างขึ้น โดยมีฉากพื้นหลังคอยสับเปลี่ยน หมุนเวียนไปพร้อมกับกลไกการขับเคลื่อนของอำนาจที่ไม่สามารถคาดเดาได้

Shut Your Eyes, and You Will Burst Into Flames (2567)

เมื่อเดินทอดไปยังสุดทางผนังโค้งของนิทรรศการจะพบกับผลงานศิลปะการจัดวางสองชิ้นที่บอกเล่าประเด็นของการมองเห็น และการเล่นล้อไปกับบริบทแวดล้อมภายในของอาคารหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานครโดยสถิตย์ ศัสตรศาสตร์ ประกอบไปด้วย Shut Your Eyes, and You Will Burst Into Flames (2567) ประติมากรรมลวงตาที่เล่นกับประสาทการมองเห็น ซึ่งหากจ้องมองไปยังแถบสีดำพร้อมกับเคลื่อนตัวไปอยู่ในตำแหน่งและทิศทางที่เหมาะสม ภาพลวงตาของสถิตจะเผยให้เห็นโครงสร้างปริศนาที่ดูคล้ายผลงานประติมากรรม ทว่าแท้จริงแล้วภาพดังกล่าว มีที่มาจากชุดหลอดไฟที่ถูกประกอบขึ้นอย่างง่ายโดยทีมช่างสำหรับให้แสงสว่างในการสร้างหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ในช่วงระหว่างปี พ.ศ. 2549-2550

และผลงานอีกหนึ่งชิ้นอย่าง I Think Table, and I Say Chair (2567) กรอบไม้ลอยตัวที่เชื้อเชิญให้ผู้ชมสามารถเข้าไปสำรวจรายละเอียดเนื้อหาภายในได้อย่างใกล้ชิด ทั้งบทกวีบนชิ้นงาน ไปจนถึงสิ่งลวงตาและภาวะลักลั่นในรูปของดอกไม้และแชนเดอเลียร์

I Think Table, and I Say Chair (2567)

ภาพลวงตาที่เกิดขึ้นผ่าน ผลงานทั้งสองสะท้อนให้เห็นการซ้อนทับกันระหว่าง วัตถุที่ถูกจะแสดงในฐานะงานศิลปะ กับ เรื่องราวภูมิหลังของสถานที่แห่งนี้ ซึ่งนำไปสู่การตั้งคำถามหยอกล้อในประเด็นต่อมานั่นคือ “สถานะของวัตถุที่ควรจะได้รับการนิยามว่าเป็นศิลปะ ควรจะขึ้นอยู่กับการนิยามของศิลปินผู้สร้าง หรือ การสมาทานว่าทุกสิ่งที่เคยเกิดขึ้นในพื้นที่แห่งนี้ล้วนแล้วแต่เป็นศิลปะ?” และไม่ว่าคำตอบขอทุกคนจะเป็นอย่างไรก็ตาม การยืนอยู่ด้วยระยะห่างและที่ทางที่เหมาะสม หนทางในการสลายภาพลวงตาและทำให้เราสามารถเข้าใจความหมายที่เลื่อนไหลของศิลปะก็เป็นได้

Mnemosyne (2565) โดย สรวิศ ทรงสัตย์

สุดท้ายกับผลงานของสรวิศ ทรงสัตย์ ในชื่อ Mnemosyne (2565) วิดีโอแอนิเมชั่นสามมิติที่มีชื่อเดียวกับเทพีแห่งความทรงจำตามตำนานปกรณัมกรีก ‘นิมอซินี (Mnemosyne)’ เป็นการนำเสนอแบบจำลองสามมิติ จากการนำเทคนิค ‘การสร้างแบบจำลองสามมิติด้วยภาพถ่าย (Photogrammetry)’ เข้ามาใช้สร้างพื้นที่ทางนามธรรมของศิลปินให้เกิดเป็นรูปเป็นร่าง และฉายภาพผ่านจอวิดีโอที่ถูกติดตั้งไว้ให้อยู่เหนือระดับสายตาทั่วไป โดยมีเสียงหยดน้ำสร้างจังหวะเคล้าคลอไปกับการไหลเลื่อน กระจัดกระจายของเม็ดพิกเซลสามมิติสีสันสดใส ซึ่งค่อยๆ จัดเรียงตัวจนกลายเป็นชุดภาพภูมิทัศน์ ก่อนที่จะหมุนวนเปลี่ยนรูปไปสู่ภูมิทัศน์อื่นไปอย่างไม่รู้จบ

แบบจำลองเหล่านี้ มีที่มาจากภาพถ่ายของสถานที่ต่างๆ ซึ่งล้วนแล้วแต่มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงไปถึงความทรงจำในอดีตของสรวิศ ตั้งแต่ บ้านพักของครอบครัวที่จังหวัดเชียงราย, พื้นที่ป่าไม้ของศูนย์อนุรักษ์ระบบนิเวศทางธรรมชาติในเมือง Waitati ประเทศนิวซีแลนด์, พื้นที่ทางประวัติศาสตร์ กลุ่มเทวสถานอย่าง ปราสาทหินเมืองต่ำ จังหวัดบุรีรัมย์ และ อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย ฯลฯ ก่อนที่จะถูกนำเข้าสู่กระบวนการแปรสภาพจากไฟล์ภาพถ่ายไปสู่แบบจำลองโครงสร้างสามมิติด้วยชุดประมวลผล Point Cloud 3D สร้างการร่างภาพจากการเรียงตัวของพิกัดข้อมูลในรูปของเม็ดพิกเซล จนเกิดเป็นแผนที่สามมิติรูปทรงต่างๆ

ผลงานของสรวิศจึงเปรียบได้กับการร้อยเรียงเศษเสี้ยวความทรงจำตามช่วงเวลาต่างๆ ที่เคยกระจัดกระจายและก่อร่างขึ้นมาใหม่ โดยใช้กระบวนการทางศิลปะประหนึ่งได้รับพรจากเทพีนิมอซินี ในการสร้างสรรค์ภูมิทัศน์แห่งความทรงจำ ขึ้นมาเพื่อรำลึกถึงประสบการณ์ที่ผ่านมาในอดีต เพราะสิ่งล้ำค่าที่สุดของมนุษย์ ก็คือความทรงจำที่เรามีต่อสิ่งต่างๆ หรือในทางกลับกัน พรจากเทพีนิมอซินีที่คอยทำหน้าที่เป็นเครื่องมือช่วยให้มนุษย์จดจำเรื่องราวอันแสนล้ำค่า อาจจะมาในรูปของสื่อเทคโนโลยีดิจิทัล ก็เป็นได้

เมื่อเดินทางมาถึงจุดสิ้นสุดของนิทรรศการ ผู้ชมจะพบว่าพวกเขาได้วนกลับมาที่หน้าทางเข้าของนิทรรศการอีกครั้ง ความรู้สึกของการวนกลับมา ณ จุดเริ่มต้นที่ทุกอย่างวนกลับมาที่เดิม ไม่ต่างจากกลไกของสังคมหรือประวัติศาสตร์ ซึ่งมักจะวนกลับมาซ้ำรอยเดิมอยู่เสมอไม่ว่าโลกจะเกิดความเปลี่ยนแปลงก้าวกระโดดไปข้างหน้าไกลเพียงใดก็ตาม และในฐานะมนุษย์อย่างเราจะต้องทำอย่างไรเพื่อให้หลุดพ้นไปจากการเหนี่ยวรั้งของวงโคจรนี้ไปได้?