Hikaru Fujii, Jiandyin, Law Yuk Mui, Lin Yi-Chi, Sim Chi Yin, Tsang Kin-Wah, Tsao Liang-Pin, และ Tintin Wulia
Curated by Dr.Vennes Cheng
จัดแสดงที่ The Jim Thompson Art Center
ระหว่างวันที่ 21.3 – 02.06.2024

การเสื่อมอำนาจของเหล่าเจ้าอาณานิคมภายหลังสงครามโลกครั้งที่1สิ้นสุดลง นำไปสู่การพลิกบทบาทจาก ‘ผู้ถูกล่า’กลายเป็น ‘ผู้ล่า’ เมื่อจักรวรรดิญี่ปุ่นได้นำแนวคิดทหารนิยม เข้ามาหลอมรวมความคิดของคนทั้งประเทศให้มีความทะยานอยากในการสร้างจักรวรรดิอันยิ่งใหญ่

ด้วยการขยายอำนาจอิทธิพลของตัวเองไปสู่ภายนอกประเทศ เริ่มจากบริเวณคาบสมุทรเกาหลี เข้ารุกรานพื้นที่ตอนเหนือของจีน เรื่อยมาตั้งแต่ ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ นานกิง และประเทศต่างๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งได้ฝากรอยแผลไว้ให้ผู้คนเป็นจำนวนมาก เป็นที่มาของนิทรรศการ Monadic ที่จะพาผู้ชมเข้าไปสำรวจความทรงจำของผู้คนและการพลัดถิ่นจากการล่าอาณานิคมในสงครามมหาเอเชียบูรพา.

เส้นทางการรุกรานของจักรวรรดิญี่ปุ่นในสงครามโลกครั้งที่สอง (1937-1942)
Dr.Vennes Cheng ภัณฑารักษ์ประจำนิทรรศการ Monadic

เริ่มจาก Becoming Taiwanese: As Ritual ผลงานของศิลปินชาวไต้หวัน เฉา เหลียง-ปิน (Tsao Liang-Pin) มีลักษณะเป็นภาพถ่ายบนกล่องไฟ (LED lightbox) ที่ติดตั้งไว้ตามจุดต่างๆของห้องนิทรรศการ แสดงภาพแผ่นหลังที่ไร้ศีรษะขณะกำลังโค้งคำนับให้แก่ศาลเจ้าชินโตบนเกาะไต้หวัน บอกเล่าถึงเหตุการณ์เมื่อครั้งที่จักรวรรดิญี่ปุ่นเคยได้ใช้พื้นที่ของเกาะไตหวันเป็นฐานในการแผ่ขยายอิทธิพลของตนเองสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จึงได้ริเริ่มสร้างศาลเจ้าชินโตเหล่านี้ขึ้นเพื่อการสักการะบูชาทหารไต้หวันที่เสียชีวิตจากการสู้รบเพื่อองค์พระจักรพรรดิ

และเมื่อสงครามโลกครั้งที่2 สิ้นสุดลงพร้อมกับการล่มสลายของจักรวรรดิญี่ปุ่น พรรคก๊กมินตั๋งที่พ่ายแพ้ในสงครามกลางเมืองจีนให้แก่พรรคคอมมิวนิสต์จีน จึงได้ลี้ภัยจากจีนแผ่นดินใหญ่มาจัดตั้งรัฐบาลสาธารณรัฐจีนใหม่ที่เกาะแห่งนี้ ภายใต้การปกครองแบบเผด็จการพรรคเดียวในช่วงแรก พรรคก๊กมินตั๋งได้เข้ารื้อถอนทำลายสิ่งปลูกสร้างอย่างศาลเจ้าชินโตที่เปรียบเสมือนดั่งมรดกตกทอดของจักรวรรดิญี่ปุ่น และสร้างศาลเจ้าผู้พลีชีพชาวจีนไว้แทนที่ทั้ง 19 แห่งทั่วเกาะไต้หวัน

ผลงานของเหลียง-ปิน ติดตั้งให้ล้อไปกับผลงาน Mujō (The Heartless) โดยศิลปินชาวญี่ปุ่น ฮิคารุ ฟูจิอิ (Hikaru Fujii) ที่อยู่ในห้องนิทรรศการเดียวกัน วิดีโอ 3 จอนี้ แสดงภาพฟุตเทจของบรรยากาศภายในศูนย์ฝึกอบรมพลเรือนประเทศไต้หวัน โดยมีครูฝึกสวมเครื่องแบบทหารญี่ปุ่นกำลังออกคำสั่งให้แก่หนุ่มสาวผู้เข้ารับการอบรมคอยปฏิบัติตนตามคำสั่งอย่างพร้อมเพรียง

ฟุตเทจข้างต้นมีชื่อว่า Kokumin Dojo (ศูนย์ฝึกอบรมพลเรือน) ภาพยนตร์โฆษณาชวนเชื่อที่จัดทำและถูกเผยแพร่เมื่อปี ค.ศ. 1943 โดยรัฐบาลญี่ปุ่น เพื่อโน้มน้าวให้ประชาชนชาวไต้หวันยอมรับการปลูกฝังอุดมการณ์ชาตินิยมของจักรวรรดิญี่ปุ่นในยุคอาณานิคม ภาพของหนุ่มสาวชาวไต้หวันที่อยู่ระหว่างการเข้ารับการฝึกอบรมผ่านการประกอบพิธีกรรมทางศาสนาและการฝึกทหารเพื่ออุดิศตนแด่องค์จักรพรรดิ

หลักฐานทางประวัติศาสตร์นี้ ถูกฉายสลับไปกับฉากภายในโถงสตูดิโอ เหล่านักแสดงอาสาฯ ซึ่งมีพื้นหลังเป็นผู้อพยพที่เข้ามาใช้ชีวิตและแสวงหาโอกาสในประเทศญี่ปุ่นคอยออกท่าทาง แสดงอากัปกริยาต่างๆ อย่างเป็นระเบียบ ประหนึ่งกำลังเข้ารับการฝึกวินัยในค่ายทหาร โดยมีฟูจิอิรับบทเป็นทั้งผู้สังเกตการณ์และผู้ควบคุม คอยกำกับการเคลื่อนไหวของเหล่านักแสดง

การจำลองสถานการณ์ในพื้นที่สมมตินี้ จึงเสมือนกับการนำเสนอกระบวนการการผลิตสร้างพลเรือนแห่งจักรวรรดิญี่ปุ่น ไว้เพื่อรับสนองอุดมการณ์และกลายเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายทางทหารที่แพร่หลายอยู่ ณ ช่วงเวลานั้น ด้วยการสลายความเป็นปัจเจกชน และหลอมรวมอัตลักษณ์อันหลากหลายให้เป็นอันหนึ่งอันเดียว

อีกหนึ่งในจุดยุทธศาสตร์สำคัญของสงครามความขัดแย้งระหว่างจีนกับไต้หวัน อยู่ห่างจากเกาะไต้หวันไกลถึง 187 กิโลเมตรแต่กลับอยู่ใกล้กับชายฝั่งของประเทศจีนเพียงแค่ไม่กี่กิโลเมตร นั่นคือ หมู่เกาะจินเหมิน หมู่เกาะที่เปรียบเสมือนกับพื้นที่หน้าด่าน ซึ่งพรรคก๊กมินตั๋งใช้เป็นสถานที่ต้านทานกำลังรบของพรรคคอมมิวนิสต์จีน

ความไม่สงบและความรุนแรงจากภัยสงครามทำให้ชาวจินเหมินจำนวนมากต้องกลายเป็นผู้อพยพ พวกเขาเลือกที่จะเก็บข้าวของออกเดินทางย้ายถิ่นฐานเพื่อแสวงหาดินแดนอันสงบสุข ผ่านการล่องเรือจากทะเลจีนใต้ลงสู่คาบสมุทรอินโดจีน ซึ่งนั่นก็ต้องแลกมากับหลายชีวิตต้องถูกคลื่นทะเลกลืนหายไประหว่างการเดินทางในครั้งนี้

เรื่องราวของชาวจินเหมิน ผู้พลัดถิ่นถูกนำเสนอผ่านผลงาน Transoceanic Practice โดยศิลปินชาวจินเหมิน หลิน อี่-ซือ (Lin Yi-Chi) กับการสำรวจเส้นทางการอพยพของครอบครัว ตั้งแต่ จินเหมิน ไต้หวัน ไปจนถึงอินโดนีเซีย ประกอบไปด้วย ผลงานจัดวางสมอเรือล้อมรอบด้วยป้ายไฟนีออนระบุข้อความ “forever, is (not)” (ตลอดไป,(หา) ใช่, นิรันดร) และงานภาพถ่ายของ ‘ท่าเรือโฮ่วผู่ของเกาะจินเหมิน (ซ้าย)’ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทาง และจุดหมายปลายทางที่ ‘ท่าเรือบางกา ประเทศอินโดนีเซีย (ขวา)’ พร้อมกับบทกวี 4 ภาษา (ฮกเกี้ยน จีน อินโดนีเซีย และอังกฤษ) แสดงถึงความรู้สึกขมขื่นที่บรรดาลูกหลานของผู้อพยพจากต่างถิ่นต้องประสบพบเจอจากการปรับตัวเข้ากับถิ่นต่างๆ พร้อมกับความทรงจำที่มีต่อรากของภาษา วัฒนธรรม และภูมิทัศน์ของบ้านเกิดค่อยๆพร่าเลือนไป

‘ท่าเรือโฮ่วผู่ของเกาะจินเหมิน’ (ซ้าย) และ ‘ท่าเรือบางกา ประเทศอินโดนีเซีย’ (ขวา)

เช่นเดียวกับผลงานของลอว์ ยุก มุย (Law Yuk Mui) ที่ถ่ายทอดความกระอักกระอ่วนของชาวจีนโพ้นทะเล โดยใช้ข้อมูลทางประวัติศาสตร์อย่างเอกสารสำคัญของบริษัทเรือเดินสมุทร Royal Interocean Lines ที่ก่อตั้งขึ้นในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 จัดทำเป็น TJI ผลงานวิดีโอสองจอที่คอยพรรณนาความรู้สึกของผู้โดยสารระหว่างการเดินทางข้ามมหาสมุทรของชาวจีนโพ้นทะเล และ The Seawater, so Blue it’s Black แผนที่จำลองเส้นทางการอพยพของชาวจีนจากกวางตุ้งและฝูเจี้ยน มุ่งลงสู่ทะเลจีนใต้โดยมีจุดหมายปลายทางอยู่ที่ท่าเรือตันจุง ปริก (Tanjung Priok) ประเทศอินโดนีเซีย

ลอว์ ยุก มุย (Law Yuk Mui)
TJI

ถึงแม้ว่าในปี ค.ศ.1941 กองทัพญี่ปุ่นจะได้ทำการขยายอิทธิพลของตนเองเข้าสู่คาบสมุทรมลายูและเข้ายึดครองอาณานิคมมลายา (British Malaya) ของอังกฤษไว้ได้อย่างรวดเร็ว แต่เมื่อสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลงพร้อมกับความพ่ายแพ้ของกองทัพญี่ปุ่น ก็ทำให้พวกเขาต้องถอนกำลังทหารออกจากคาบสมุทรมลายูและสูญเสียอิทธิพลของตนเองไปจนหมดสิ้น เหลือทิ้งไว้เพียงผลกระทบทางเศรษฐกิจภายในแหลมมลายูที่ตกต่ำลงอย่างรุนแรง เป็นเหตุให้เจ้าอาณานิคมอังกฤษมีความพยายามที่จะกลับเข้ามาฟื้นฟูระบบเศรษฐกิจ(ของตน) และพยายามที่จะจัดตั้งสหภาพมลายา (Malayan Union) ด้วยการนำเอา 9 รัฐในแหลมมลายู ปีนัง และมะละกา รวมเข้าไว้ด้วยกันโดยมีเจ้าหน้าที่ของอังกฤษเป็นผู้ปกครอง

อาณานิคมมลายาของอังกฤษ (British Malaya)

ทว่าความตื่นตัวทางการเมืองและความหวังที่จะได้รับเอกราชอย่างแท้จริงกลับทำให้เกิดกระแสการต่อต้านจากชาวพื้นเมืองในมาเลเซียที่รุนแรงมากยิ่งขึ้น เนื่องจากชาวมาเลย์เชื่อว่าการปกครองในรูปแบบดังกล่าว เป็นการลิดรอนสิทธิและสถานะของชาวมาเลย์ นำไปสู่การรวมตัวกันของชาวมาเลย์ เกิดเป็นขบวนการชาตินิยม พรรคฝ่ายซ้ายที่สนับสนุนแนวคิดเสรีนิยม

แม้แรงต้านของชาวมาเลย์จะทำให้ทางการอังกฤษยอมเปลี่ยนท่าที และเสนอการปกครองให้เป็นแบบสหพันธ์รัฐขึ้น ทว่ากลับสร้างความไม่พอใจให้แก่กลุ่มผู้อพยพที่ไม่ใช่คนเชื้อสายมลายู โดยเฉพาะชาวจีน ซึ่งมาพร้อมกับแนวคิดลัทธิคอมมิวนิสต์ที่แพร่ขยายเข้ามายังชุมชนชาวจีนในมลายูโดยผ่านตัวแทนพรรคคอมมิวนิสต์จีน เกิดเป็นการรวมกลุ่มกันของ “จีนคอมมิวนิสต์มลายา” และได้ทำการก่อจลาจล โดยมุ่งเป้าไปที่การโจมตีอุตสาหกรรมยางและการค้าแร่ดีบุก ซึ่งเป็นแหล่งรายได้หล่อเลี้ยงเศรษฐกิจภายในมลายูจนเกิดความปั่นป่วน

ภาวะความวุ่นวายภายในประเทศนี้ เป็นเหตุให้ทางการอังกฤษประกาศภาวะฉุกเฉิน และปราบปรามประชาชนด้วยความรุนแรง โดยมีมาตรการจับกุม กักขัง และเนรเทศออกนอกดินแดน บุคคลที่เป็นหรือต้องสงสัยว่าเป็นคอมมิวนิสต์ได้โดยไม่ต้องสอบสวนเป็นที่มาของ “ยุคภาวะฉุกเฉินแห่งมลายา (the malayan emergency)” หรือ “สงครามปลดปล่อยชาติต่อต้านอังกฤษ (the Anti-British National Liberation War)” ในช่วงปี 1948-1960

หนึ่งในผู้เคราะห์ร้ายจากเหตุการณ์ครั้งนี้ก็คือคนในครอบครัวของซิม ซือ หยิน (Sim Chi Yin) ศิลปินจากสิงคโปร์ กับเรื่องราวของคุณปู่ ซึ่งเคยเป็นอาจารย์ใหญ่ของโรงเรียนภาษาจีนแห่งหนึ่งในมลายูและยังเป็นหัวหน้าบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ฝ่ายซ้ายอิโปห์ เดลิ นิวส์ ในขณะที่ทุกคนในครอบครัวยังอาศัยอยู่ในมลายู เขากลับถูกรัฐบาลส่งตัวกลับไปยังจีนแผ่นดินใหญ่และถูกตัดสินประหารชีวิตด้วยข้อหาผู้สนับสนุนลัทธิคอมมิวนิสต์ ในช่วงสงครามกลางเมืองจีน

ซิมบอกเล่าความทรงจำร่วมของผู้พลัดถิ่นผ่านเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับคนในครอบครัวของเธอ ผ่านผลงานทั้งสองชุดที่จัดแสดงอยู่ภายในนิทรรศการ ประกอบไปด้วย The Mountain that Hill (2024) ผลงานจัดวางวิดีโอสองจอ ด้านซ้ายแสดงภาพ ‘อุโมงค์แห่งหนึ่งในสิงคโปร์’ ซึ่งเคยเป็นหนึ่งในเส้นทางสัญจรสุดท้ายของปู่ ผู้ถูกเนรเทศทางการเมือง ขณะที่จอภาพด้านขวา ฉายภาพบรรยากาศ ‘บ้านเกิดของปู่ที่กวางโจว’ สถานที่อันเงียบสงบที่ครั้งหนึ่ง ครอบครัวของซิมเคยอาศัยอยู่ร่วมกันอย่างพร้อมหน้า

และ The Suitcase is a Little Bit Rotten (2565) ผลงานภาพถ่ายบนกระจกสไลด์ (Laterna Magica glass slide) จัดวางบน Retouching desk (อุปกรณ์สำหรับแต่งฟิล์ม) โดยซิมได้ใช้กระบวนการรีทัช สอดแทรกภาพบุคคลในครอบครัวของเธอไว้อย่างแนบเนียน แบ่งออกเป็น Crowd ภาพถ่ายของผู้คนที่อาศัยอยู่ในมลายู โดยมี ‘ภาพของปู่’ ซึ่งเป็นชาวจีนเพียงคนเดียวยืนแทรกตัวอยู่ท่ามกลางฝูงชนชาวมาเลย์, Climb ภาพถ่ายวิถีชีวิตของชายชาวมาเลย์ที่กำลังปีนป่ายขึ้นไปบนต้นมะพร้าว โดยมีเด็กทารกชาวจีนคลานตามมาติดๆ และ Harbour ภาพถ่ายบรรยากาศการทำงานของเหล่าจับกังชายสวมหมวกฟางบนท่าเรือริมฝั่งแห่งหนึ่งของฮ่องกงในช่วงต้นทศวรรษ 1990 แสดงให้เห็นบทบาทของเกาะฮ่องกงซึ่งเปรียบเสมือนสถานที่ถ่ายโอนการพลัดถิ่นของผู้คนจากแผ่นดินจีนสู่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

แม้ว่าเหล่าผู้อพยพจะสามารถเดินทางถึงจุดหมายบนแผ่นดินผืนใหม่ได้อย่างปลอดภัย แต่นั่นก็ไม่ได้เป็นเครื่องการันตีว่าชีวิตและความเป็นอยู่ที่พวกเขาคาดหวังจะเป็นไปอย่างราบรื่น เช่น กรณีของผู้พลัดถิ่นชาวจีนที่อาศัยอยู่ในอินโดนีเซียในช่วงระหว่างปี ค.ศ.1968-1998

ภายใต้การปกครองของรัฐบาลพลเอกมูฮัมหมัด ซูฮาร์โต พวกเขาต้องเผชิญกับความพยายามที่จะสลายอัตลักษณ์ทางเชื้อชาติ ด้วยการบังคับใช้กฎระเบียบที่เลือกปฏิบัติต่อผู้คนเชื้อสายจีน บีบให้คนจีนอินโดนีเซียต้องเลือกระหว่าง ‘การถือสัญชาติอินโดนีเซีย’ เพื่อให้พวกเขาสามารถอาศัยอยู่ภายในประเทศอินโดนีเซียได้ต่อไป หรือ ‘ถือสัญชาติจีน’ แล้วจะต้องย้ายกลับไปอาศัยอยู่ในประเทศจีน แม้ว่าคนส่วนใหญ่จะเกิดในอินโดนีเซีย และไม่สามารถพูดภาษาจีนได้แล้วก็ตาม

อย่างไรก็ตาม หากชาวจีนเหล่านี้ตัดสินใจถือสัญชาติอินโดนีเซียและอาศัยอยู่ที่นี่ต่อไป พวกเขาก็ยังคงต้องเผชิญกับเงื่อนไข ข้อบังคับอันสลับซับซ้อนของการขอเอกสารประกอบการเดินทางข้ามพรมแดนระหว่างประเทศ ไม่ต่างจากผู้ลี้ภัยทางการเมือง แสดงให้เห็นถึงปัญหาการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติที่ยังคงดำเนินมาจนถึงปัจจุบัน

ประเด็นดังกล่าวถูกเล่าผ่าน (Re)Collection of Togetherness โดย ตินติน วูเลีย (Tintin Wulia) นำเสนอผลงานจัดวางหนังสือเดินทางกว่า 133 เล่ม จากการทำสำเนาหนังสือเดินทางของประเทศที่ได้รับรองอย่างเป็นทางการและคอยอัปเดตข้อมูลการเดินทางให้กับหนังสือทุกเล่มอยู่เสมอ

นอกจากนี้ ภายในหนังสือเดินทางแต่ละเล่ม จะสามารถพบกับซากยุงลายที่ตินตินได้ซุกซ่อนแนบใส่ไว้พร้อมกับหยดเลือดของมนุษย์ที่แห้งสนิทไปกับหน้ากระดาษของหนังสือเดินทาง ตอกย้ำถึงความเป็นอิสระของสิ่งมีชีวิตตัวจ้อยที่สามารถโบยบินไปตามสถานที่ต่างๆ อย่างไร้กฎเกณฑ์ และปราศจากซึ่งข้อกำหนดที่มีเลือดเนื้อเชื้อชาติเป็นเงื่อนไข

ผลงาน On Adapation โดย Jiandyin (พรพิไล มีมาลัย และ จิระเดช มีมาลัย)

แม้สงครามโลกครั้งที่สองจะจบลงไปพร้อมกับการล่าอาณานิคมแล้วก็ตาม แต่ตราบใดที่โลกยังคงต้องประสบกับปัญหาความขัดแย้งไปปัญหาภัยพิบัติต่างๆ ที่บังคับให้ผู้คนต้องพลัดพรากจากบ้านเกิดและจำต้องกลายเป็นผู้พลัดถิ่นอย่างเลี่ยงไม่ได้ ซ้ำร้ายยังอาจจะต้องเผชิญกับปัญหาอื่นๆ ตามมา ทั้งการเลือกปฏิบัติที่สืบเนื่องมาจากทัศนคติทางด้านความเชื่อและวัฒนธรรมที่แตกต่าง ไปจนถึงการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่มักปรากฏให้เห็นอยู่ทุกเมื่อ

สิ่งเดียวที่คนธรรมดาอย่างเราพอจะทำได้ คงมีแต่การพยายามทำความเข้าใจต่อปัญหาเหล่านั้นและให้ความช่วยเหลือพวกเขาอย่างมีมนุษยธรรม แก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการถูกบังคับให้พลัดถิ่นโดยปราศจากซึ่งอคติทางเชื้อชาติ เพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ เพราะมนุษย์ทุกคนมีสิทธิ์อย่างเท่าเทียมในการมีชีวิตอยู่อย่างปลอดภัย