นิทรรการ Living Another Future (ดำรงในการณ์อื่น)
โดย คไว สัมนาง, ซาร่า อูฮัดดู, แซมมี่ บาโลจี้, แดนสรวง สังวรเวชภัณฑ์, ตวน แอนดรูว์ เหงวียน, ไนซ่า ข่าน, หลิว ชวง และ อุบัติสัตย์
ภัณฑารักษ์ : โซอี้ บัต
จัดแสดงที่ พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยใหม่เอี่ยม (MAIIAM Contemporary Art Museum)
ตั้งแต่วันที่ 24 พฤษภาคม 2024 – 3 มิถุนายน 2025

นิทรรศการ Living Another Future (ดำรงในการณ์อื่น) นำเสนอผลงานศิลปะจาก 8 ศิลปินนานาชาติ ว่าด้วยการสำรวจปรากฏการณ์ทางสังคมผ่านสภาพของภูมิทัศน์จากหลากหลายพื้นที่ทั่วโลก ด้วยการถักทอชุดข้อมูลที่ประกอบสร้างจาก ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ ความเชื่อเหนือธรรมชาติ ตำนานพื้นถิ่น การแพร่กระจายทางวัฒนธรรม ตลอดจนอุดมการณ์ทางการเมืองและผลพวงจากยุคล่าอาณานิยมที่มีส่วนกำหนดทิศทางและวิถีชีวิตของผู้คนตั้งแต่อดีต ปัจจุบัน และอนาคต

เริ่มที่เบอร์มิก้า (Burmica) ผลงานของอุบัติสัตย์ที่หยิบยืมเอาผลงานจิตรกรรมชิ้นเอกของโลกอย่าง Gurnica ของปาโบล ปิกาโซมานำเสนอใหม่ด้วยการกลับด้านและผสานเรื่องราวของผลงานต้นแบบเข้ากับเหตุการณ์ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นกับประชาชนชาวเมียนมา ซึ่งกำลังประสบกับภาวะสงครามและความขัดแย้งทางการเมืองภายในประเทศอย่างยาวนาน

เป็นที่ทราบกันดีว่า ปิกาโซสร้างสรรค์ผลงาน Gurnica เพื่อประท้วงเหตุการณ์เครื่องบินทิ้งระเบิดของกองทัพเยอรมนีทำการทิ้งละเบิดลงที่เมืองเกร์นิกาในแคว้นบาสก์ ประเทศสเปน ก่อนที่ในเวลาต่อมา ผลงานของปิกาโซจะได้รับการยอมรับในฐานะภาพแทนแห่งโศกนาฏกรรมและความรุนแรงจากภัยสงคราม ที่ทำให้ประชาชนผู้บริสุทธิ์ต้องเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก

เบอร์มิก้า (Burmica) โดยอุบัติสัตย์

อุบัติสัตย์แสดงให้เห็นถึงภาวะของความโกลาหลที่ปรากฏอยู่บนเส้นทางการก่อกำเนิดความรัฐชาติสมัยใหม่ที่ชาวเมียนมาต้องเผชิญ ตั้งแต่ การลงนามในข้อตกลงปางโหลงในปี 1947 ระหว่างหัวหน้ารัฐบาลชั่วคราวกับผู้นำชนกลุ่มน้อยชาติพันธุ์ต่างๆ เพื่อเรียกร้องเอกราชจากอังกฤษ ไล่มาจนถึงเหตุการณ์ที่ผู้นำเผด็จการมิน อ่อง ลายใช้ความรุนแรงเข้าปราบปรามประชาชนที่ออกมาชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยในเมียนมาเมื่อปี 2021 ก่อนที่ความขัดแย้งดังกล่าวจะลุกลามกลายเป็นสงครามแบ่งแยกการปกครองของกลุ่มชาติพันธุ์ซึ่งกระจายตัวอยู่ตามภูมิภาคต่างๆ ในที่สุด

เบอร์มิก้า จึงเปรียบเสมือนกับหลักฐานของความโหดร้ายและโศกนาฏกรรมจากความขัดแย้งที่ถูกส่งต่อจากเหตุการณ์หนึ่งสู่อีกเหตุการณ์หนึ่ง เป็นการผลิตซ้ำความขัดแย้งที่ต้องแลกมาด้วยเลือดเนื้อของประชาชนผู้บริสุทธิ์ซึ่งยังคงดำเนินต่อไปโดยไม่มีท่าทีว่าจะสิ้นสุดลง

ในส่วนถัดไปของนิทรรศการจะพบกับภาพถ่ายแสดงภาพที่คล้ายกับฉากในภาพยนตร์โลกหลังการล่มสลาย โดยมีตัวละครเอกของภาพสะพายโครงไม้ที่ถักทอขึ้นเป็นรูปปีกห้อยอยู่บนแผ่นหลัง ทั้งหญิงสาวสวมหน้ากากออกซิเจนท่ามกลางศาลเจ้ารกร้าง, ชายที่กำลังนั่งพักผ่อนท่ามกลางหนองบึงที่มีโครงสร้างทางรถไฟลอยฟ้าเป็นฉากหลัง, ชายหาเลี้ยงชีพด้วยการเลี้ยงวัวในเขตชานเมือง และ อดีตนักกีฬาพาราริมปิคที่ฝันว่าจะเก็บว่าจะเก็บเงินจากการขายขยะเพื่อออกเดินทางไปตามสถานที่ต่างๆ ภาพเหล่านี้คือภาพถ่ายที่ถูกบันทึกไว้ ณ สถานที่จริงโดยแดนสรวง สังวรเวชภัณฑ์ กับผลงานชุด Winged (2020) ซึ่งเข้าไปสำรวจความเป็นอยู่ของผู้คนที่ถูกความเหลื่อมล้ำผลักไสให้พวกเขาต้องอยู่นอกชายขอบของสังคม

ผลงานชุดดังกล่าวได้ถ่ายทอดสภาวการณ์ของโลกผ่านมุมมองของผู้คนที่ถูกความเหลี่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคมในกรุงเทพฯ ขับให้ต้องไปอยู่ในพื้นที่ชายขอบ ปีกที่เป็นเสมือนกับสัญลักษณ์ของความปรารถนาของผู้คนที่ต้องการจะโผบินไปตามฝันแต่กลับไร้ซึ่งขนนกที่ช่วยให้พวกเขาทำตามอย่างที่ใจต้องการ ตอกย้ำถึงความเป็นจริงของโลกที่ความเลื่อมล้ำทางสังคมได้พรากโอกาส ทางเลือก และศักยภาพในการหลีกหนีออกไปจากวงจรชีวิตที่อาศัยอยู่

Winged (2020) โดยแสนทรวง สังวรเวชภัณฑ์

ถัดไปจะพบกับผลงานชุด Empty Forest (2017) โดยตวน แอนดรูว์ เหงวียน (Tuấn Andrew Nguyễn) นำเสนอปัญหาที่เกิดขึ้นจากการรุกล้ำป่าและการล่าสัตว์อย่างผิดกฎหมายในประเทศเวียดนาม ซึ่งส่งผลให้จำนวนประชากรของสิ่งมีชีวิตหลายชนิดต้องเผชิญกับภาวะวิกฤตและต้องสูญพันธุ์ลง บอกเล่าผ่าน My Ailing Beliefs Can Cure Your Wretched Desires วิดีโอแบบสองจอแสดงภาพของภูมิทัศน์ตามสถานที่ต่างๆ ตั้งแต่พื้นที่สีเขียวตลอดจนป่าสนคอนกรีตในประเทศเวียดนาม โดยมีเสียงบรรยายระหว่างวิญญาณของแรดชวาและตะพาบยักษ์แยงซีเกียงตัวสุดท้ายของเวียดนามคอยดำเนินเรื่อง

Empty Forest (2017)โดย ตวน แอนดรูว์ เหงวียน (Tuấn Andrew Nguyễn)

เนื้อหาของการสนทนาว่าด้วย แผนการร่วมมือของสรรพสัตว์ต่างสายพันธุ์เพื่อการปฏิวัติโค่นล้มอำนาจของเผ่าพันธุ์มนุษย์ อันเนื่องมาจากการกระทำต่างๆ ของพวกเขาตลอดหลายศตวรรษที่ผ่านได้ส่งผลให้เกิดการสูญพันธุ์ของเหล่าสรรพสัตว์มานับไม่ถ้วน ผลงานชิ้นนี้ยังเผยให้เห็นแรงกระตุ้นอันพิสดารที่ทำให้มนุษย์ฆ่าล้างสัตว์สายพันธุ์ต่างๆอย่างน่าสลด เช่น ความเชื่อโบราณของแพทย์แผนจีนที่มีต่อสรรพคุณของนอแรดว่าจะช่วยรักษาโรคร้าย ก่อนที่ความเชื่อเพื่อการรักษาจะกลายพันธุ์เป็นความละโมบ และล่าสังหารเพื่อผลประโยชน์ด้านความมั่นคั่งจนทำให้ประชากรแรดทั่วโลกเข้าสู่ภาวะวิกฤต หรือ เรื่องราวของตะพาบยักษ์แยงซีเกียงที่ผูกโยงเข้ากับตำนานทะเลสาบฮว่านเกี๊ยม (Hoàn Kiếm Lake) ซึ่งสะท้อนความเชื่อเรื่องสิ่งมงคล แต่สุดท้ายเมื่อสังคมเมืองเจริญรุดไปอย่างก้าวหน้า การล่าตะพาบน้ำเพื่อการบริโภคก็ได้ทำให้ตะพาบยักษ์แยงซีเกียงต้องสูญพันธุ์ตามไปในท้ายที่สุด

“พวกมันกินสัตว์มีขาทุกอย่างได้ยกเว้นโต๊ะ กินสัตว์บินได้ทุกอย่างยกเว้นเครื่องบิน ถึงกระนั้นชาวเวียดนามก็ยังคงเชื่อคำพูดของชาวจีนว่าทุกอย่างที่กินสามารถรักษาได้แม้กระทั่งมะเร็ง ยาแพทย์แผนจีนเป็นสิ่งเดียวในโลกยุควิทยาศาสตร์ที่ใกล้เคียงกับเวทมนตร์” ตอกย้ำให้เห็นความเชื่อชาวเวียดนามที่มีต่อพฤติกรรมการบริโภคสินค้าจากสัตว์

The Virus of Our Beliefs ประติมากรรมที่หยิบยกรูปแบบมาจากแท่นบูชาและหัวแรดชวามาผสมผสานกัน สื่อถึงความเชื่อค่านิยมอันกลวงเปล่าของผู้คนที่มีต่อนอแรดในฐานะยารักษาโรค

อย่างไรก็ตามบทสนทนาภายในวิดีโอบางส่วนยังแสดงให้เห็นวีธีคิดอันขัดแย้งของสัตว์ทั้งสองระหว่าง การปลุกระดมเพื่อต่อต้านการกดขี่ คิดหาคำแถลงการณ์หลอมรวมจิตใจให้เหล่าสัตว์กลายเป็นหนึ่งเดียว เพื่อนำไปสู่สงครามแห่งการปลดแอก. หากแต่อีกวีธีการคือ การสู้ด้วยสันติวิธีและสอนให้เหล่าสัตว์รู้จักอยู่อย่างหลบซ่อนไม่ใช่ต่อสู้ สิ่งต่างๆนี้ชวนให้นึกถึงประสบการณ์อันข่มขืนของชาวเวียดนามที่ต้องใข้ชีวิตอยู่ภายใต้ภาวะสงครามและการปกครองของระบบเผด็จการในอดีตอย่างเลี่ยงไม่ได้

คำถามที่ตามมาก็คือ ถ้าหากเหล่าสรรพสัตว์สามารถกระทำการโค่นล้มอำนาจการปกครองของมนุษย์นี้ได้สำเร็จแล้ว ผลลัพธ์ของการปฏิวัติครั้งนี้จะออกมามีรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร จะเป็นเพียงแค่การผลัดเปลี่ยน หมุนเวียนให้สัตว์สายพันธุ์อื่นขึ้นไปอยู่ชั้นบนสุดของการปกครอง หรือ เกิดเป็นโลกในอุดมคติที่สัตว์ทุกสายพันธุ์สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างเท่าเทียม

ต่อมาที่ Preah Kunlong (วิถีแห่งวิญญาณ) (2017 – 2019) ของ คไว สัมนาง (Khvay Samnang) ศิลปินร่วมสมัยชาวกัมพูชา บอกเล่าเรื่องราวของผืนป่าในหุบเขาอาเรง จังหวัดเกาะกง ประเทศกัมพูชา ที่กำลังเผชิญกับปัญหาการรุกล้ำพื้นที่ป่าเพื่อสร้างเขื่อนสำหรับโรงไฟฟ้าพลังน้ำเชยอเร็ง

Preah Kunlong (2017 – 2019) โดย คไว สัมนาง (Khvay Samnang)

ศิลปินใช้เวลาหลายเดือนเข้าไปเรียนรู้วิถีชีวิตและประเพณีของชาวชอง (Chong) ชนพื้นเมืองที่อาศัยอยู่ในผืนป่าอาเรง เพื่อซึมซับวิถีความเชื่อทางจิตวิญญาณในการเชื่อมโยงเคารพต่อทุกสรรพชีวิตและธรรมชาติ สร้างสรรค์เป็นผลงานประติมากรรมหน้ากากทำมือด้วยการสานเถาวัลย์ที่เก็บได้ในผืนป่าอาเรง ขึ้นรูปจนกลายเป็นรูปร่างของหัวสัตว์นานาชนิด และ ผลงานวิดีโอสองช่องบันทึกการร่ายรำท่ามกลางธรรมชาติของเรดี เอง (Redy Nget) ศิลปินนาฏศิลป์ละโคนโขล (Lakhaon Kaol)

ผลงานทั้งสองเป็นการผสมผสานระหว่างความเชื่อพื้นถิ่นผ่านการสวมบทบาทเป็นวิญญาณของสัตว์ 11 ชนิดที่มีสถานะเป็นดั่งเทพเจ้าของชาวชองเข้ากับการแสดงของเรดี ซึ่งใช้การสวมหน้ากากเช่นเดียวกับละโคนโขล เคลื่อนไหวไปตามจังหวะของธรรมชาติท่ามกลางพื้นที่ป่าอาเรง และใช้การเคลื่อนไหวของร่างกายอันแปลกประหลาดแตกต่างไปจากการร่ายรำที่อ่อนช้อย แต่เป็นความแข็งกร้าวที่ไม่สามารถแปลความหมาย ปราศจากเสียงบรรยายและการเล่าเรื่องราว ปล่อยให้ธรรมชาติเป็นผู้สิงสู่ แปลงสภาพ ผสานร่างกายของนักแสดงให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของผืนดิน รากไม้และผิวน้ำ

ถัดมาที่ผลงานชุด Memory (2023) โดยแซมมี่ บาโลจี้ (Sammy Baloji) บอกเล่าความทรงจำอันแสนเจ็บปวดของชาวคองโกที่มีต่อลัทธิล่าอาณานิคมในช่วงปี 1908-1960 ผ่านผลงานภาพถ่ายและผลงานวิดีโอที่ถ่ายทอดการผสานช่วงเวลาในอดีตด้วยกระบวนการทางดิจิทัลเข้ากับสภาพแวดล้อมความเป็นอยู่ของคองโกหลังการปกครองภายใต้จักรวรรดิเบลเยียม

เริ่มที่ชุดผลงานภาพถ่าย Memory (ความทรงจำ) กับเรื่องราวของการบีบบังคับใช้แรงงานชนพื้นเมือง ภาพของเหล่าคนงานเหมืองชาวคองโกปะติดอยู่ที่ระยะหน้าประหนึ่งวิญญาณเร่ร่อนผู้สูญเสียสถานที่สิงสถิต ขณะที่ฉากหลังของพวกเขาคือ ทัศนียภาพของโรงงานทองแดงที่ทรุดโทรมลงทุกเมื่อเชื่อวัน เหมืองแร่ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นกิจการของเจ้าอาณานิคมเบลเยียมก่อนจะกลายมาเป็นบริษัทขุดเหมืองแร่ของกลุ่มทุนต่างชาตินี้ คือหลักฐานการมีอยู่ของการบังคับปล้นชิงทรัพยากรธรรมชาติ ดูดกลืนสินแร่จากผืนแผ่นดินของตนเองเพื่อค้ำจุนความมั่งคั่งของผู้อื่น

ความละโมบอย่างไม่มีสิ้นสุดของเจ้าอาณานิยม นับว่ามีส่วนสำคัญในการบ่อนทำลายทรัพยากร วิถีชุมชนและที่อยู่อาศัยของผู้คนเพื่อผลประโยชน์ของพวกเขา และถึงแม้ว่าโลกในปัจจุบันจะผ่านพ้นช่วงเวลาของการล่าอาณานิคมแล้ว แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตก็ยังคงส่งผลกระทบมาถึงปัญหาสภาพแวดล้อมในปัจจุบัน

เห็นได้จากภูมิทัศน์ของธรรมชาติที่ถูกทำลายในผลงานอีกชิ้นอย่าง Aequare, The Future that never was (อะควาเร, อนาคตที่ไม่เคยเกิดขึ้น) ศิลปินตัดต่อภาพโฆษณาชวนเชื่อในยุคอาณานิคมระหว่างปี 1943 และ ปี 1957 ของสถาบันแห่งชาติเพื่อการศึกษาการเกษตรเบลเจียนคองโก เข้ากับภาพปัจจุบันของศูนย์วิทยาศาสตร์ยาแกมบีที่ในปัจจุบันกำลังประสบภาวะขาดแคลนเงินทุน ภาพฟุตเทจของคนงานชาวคองโกที่ร่วมกันตัดต้นไม้ในป่าลึกของยาแกมบีได้เปลี่ยนเป็นภูมิทัศน์ของหมู่บ้านที่แห้งแล้งและผืนดินที่สดใสถูกปูทางไว้ด้วยวิถีอาณานิคมอย่าง “วิทยาศาสตร์สมัยใหม่” ตัดกับผืนป่าที่ค่อยๆ กลืนกินและยึดคืนความเป็นเจ้าของเหนือเครื่องจักรของเบลเยียมที่ขึ้นสนิม ตอกย้ำถึงความไร้ประโยชน์ของการนำ “ระเบียบ” ของชนต่างชาติผู้เข้ามาวางไว้ให้อยู่เหนือภูมิปัญญาของคนท้องถิ่นอย่างทิ้งขว้าง

Memory (ความทรงจำ) (2023)
Aequare, The Futer that never was (อะควาเร, อนาคตที่ไม่เคยเกิดขึ้น) (2023)

ถัดไปคือ Lithium Lake and the Island of Polyphony II (2023) ของ หลิว ชวง (Liu Chuang) ผลงานวิดีโอสามจอที่ได้รับแรงบันดาลใจเรื่องราวในนิยายวิทยาศาสตร์ไตรภาค รำลึกแห่งอดีตกาลของโลก (the Remembrance of Earth’s Past) โดยหยิบยืมเรื่องราวการเดินทางของตัวละครตัวหนึ่งมาดัดแปลงใหม่ บอกเล่าเรื่องราวการเดินทางของ “โซฟอน” ปัญญาประดิษฐ์ที่จำแลงกายมาในร่างหญิงสาวเพื่อปฏิบัติภารกิจบางอย่างบนโลกมนุษย์

Lithium Lake and the Island of Polyphony II (2023) ของ หลิว ชวง (Liu Chuang)

ภายในภาพยนตร์ จะพบกับการเดินทางของโซฟอนที่พยายามทำความเข้าใจพลวัติของโลก ตั้งแต่การเรียนรู้ภาษาผ่านคำพูด บทเพลง เทคโนโลยีและสื่อสารสนเทศต่างๆ พร้อมกับคำถามที่มีต่อผลลัพธ์ของความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่ส่งผลกระทบไปถึงโลก เช่น ความต้องการแร่เงินของชาวยุโรปในศตวรรษที่ 19 จนนำมาสู่ความพยายามควบคุมเส้นทางการค้า หรือ การควบคุมอุตสาหกรรมแร่ลิเทียมทั่วโลกซึ่งใช้ในการผลิตเครื่องมือสื่อสารในปัจจุบัน ที่ส่งผลให้เกิดการย้ายถิ่นฐานและการกดขี่แรงงาน ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมทั่วทั้งผืนดินตลอดจนแหล่งน้ำในธรรมชาติ

ขณะเดียวกันยังแสดงให้เห็นวิธีการแก้ปัญหาอันย้อนแย้งของมนุษย์ เช่น การติดตั้งหลอดไฟจำนวนมหาศาลเรียงรายบนเขื่อนพลังงานไฟฟ้า สร้างเเสงกระพริบเป็นจังหวะประหนึ่งแป้นเปียโนที่กำลังบรรเลงบทเพลง โดยหวังผลว่าความสวยงามดังกล่าวจะสามารถลดผลกระทบการมลภาวะทางจิตของผู้คนที่อาศัยอยู่โดยรอบ หรือ รูปแบบการสนทนาบนโลกออนไลน์ ที่ผู้คนต่างให้ความใส่ใจในเรื่องของความเป็นส่วนตัวและใช้โซเชียลมีเดียในการสื่อสารเป็นเสียส่วนใหญ่ ตรงข้ามกับการสื่อสารและการสร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ด้วยกันในโลกแห่งความเป็นจริง บนพื้นที่สาธารณะกลับกลายเป็นสิ่งที่ดูน่าหวาดกลัวยิ่งกว่า

ในช่วงท้ายของภาพยนตร์ ศิลปินนำพาให้เราไปพบกับเรื่องราวของภาษาที่กำลังสูญหายของชนกลุ่มน้อยอย่างชาวมูยา ชนพื้นเมืองที่อาศัยอยู่ในมณฑลเสฉวน และชาวเย้าฟ้า ชนพื้นเมืองที่อาศัยอยู่บริเวณชายแดนจีน-เวียดนาม ซึ่งถ่ายทอดความทรงจำของบรรพชนด้วยภาษาที่ไร้ซึ่งตัวอักษร แต่กลับบันทึกผ่านเนื้อหาของบทเพลงพื้นบ้าน สวนทางกับวิถีชีวิตของคนเมืองในสังคมร่วมสมัยที่เทคโนโลยีกลับทำให้ผู้คนหวาดกลัวที่จะบอกเล่าเรื่องราวของตนอย่างภาคภูมิ

ถัดไปกับผลงานศิลปะว่าด้วยนำเสนอประสบการณ์ส่วนตัวของซาร่า อูฮัดดู (Sara Ouhaddou) ศิลปินชาวอะมาซิอ์ (กลุ่มชนพื้นเมืองที่อาศัยอยู่ในพื้นที่แอฟริกาเหนือ)ผ่านภาษาที่ใช้ร่วมกันผ่านลวดลายและสีสันที่ปรากฏอยู่บนผลงานเซรามิกและงานหัตถกรรม ซึ่งศิลปินได้รับแรงบันดาลใจการรับชมศิลปะโบราณวัตถุในพิพิธภัณฑ์แห่งหนึ่งที่เต็มเปี่ยมไปด้วยเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ อารยธรรมของมนุษย์ในแต่ละอารยธรรม หากแต่เป็นข้อมูลที่ถูกระบุโดยกลุ่มชนผิวขาว

การพบเห็นสิ่งที่ถูกจัดแสดงอยู่สถานที่แห่งนั้น ได้สร้างมุมมองและความเคลือบแคลงใจให้แก่ศิลปิน ว่าด้วยการประเมินคุณท่าทางประวัติศาสตร์ที่มักให้น้ำหนักไปที่การอ้างอิงข้อมูลเชิงลายลักษณ์อักษรจากกลุ่มคนผู้มาจากอารยธรรมอื่น มากกว่าข้อมูลที่ปรากฏผ่านลวดลายที่ถูกถักทออยู่บนผืนผ้า หรือ รอยสักที่ถูกจารึกลงบนผิวหนัง รวมไปถึงถ้อยคำที่บอกเล่าประวัติศาสตร์ของตนผ่านปากของเจ้าของภาษา

ซาร่าแสดงการตอบโต้ต่อความเคลือบแคลงใจของลูกหลานผู้ได้รับผลกระทบจากลัทธิล่าอาณานิคมผ่านการประดิษฐ์อักษรขึ้นมาและจารึกลงบนชิ้นงานจัดวางสองชิ้น Oriental and African Ceramics (2021) และ Kiln with Islamic Technology (2021) ประหนึ่งการสร้างหลักฐานทางประวัติศาสตร์ขึ้นมาใหม่ด้วยเจ้าของภาษาเพื่อจำลองระบบการประเมินคุณค่าทางประวัติศาสตร์ให้กับวัตถุเหล่านั้นในรูปแบบของตนเอง โดยปล่อยให้ลวดลายและอักขระบนชิ้นงานสร้างการหวนระทึกถึงความทรงจำที่มีต่อรากเหง้าทางวัฒนธรรมและความเชื่อมโยงทางประวัติศาสตร์ขึ้นมาใหม่ในบริบทร่วมสมัย

(ซ้าย) Oriental and African Ceramics (2021) และ (ขวา) Kiln with Islamic Technology (2021)
Double Ledger (2022) ผลงานเซรามิกเคลือบโดยซาร่า อูฮัดดู

สุดท้ายกับการตีความความเชื่อทางศาสนาอย่างสุดโต่งทางศาสนา ที่ทำลายความเท่าเทียมขั้นพื้นฐานและตีกรอบบทบาทของผู้หญิงใน Bullet-Proof Vest (2007) โดยไนซ่า ข่าน (Naiza Khan) สร้างสรรค์ประติมากรรมโลหะรูปทรงคอร์เซ็ต ชุดชั้นในสตรีที่ช่วยให้เรือนร่างดูกระชับและขับเน้นความยั่วยวนทางเพศ ซึ่งได้รับความนิยมในยุโรปช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 16 – 17 และชุดผลงานภาพถ่ายแสดงภาพของหญิงสาวมุสลิมกำลังทดลองสวมใส่คอร์เซ็ตรูปแบบต่างๆ ประหนึ่งกำลังพยายามทำความเข้าใจวิถีสวมใส่เครื่องแต่งกายจากต่างวัฒนธรรม

Bullet-Proof Vest (2007) โดยไนซ่า ข่าน (Naiza Khan)

ผลงานดังกล่าวเป็นการนำเสนอแง่มุมหนึ่งของการใช้ชีวิตภายใต้หลักการประพฤติตนตามค่านิยมของสังคมมุสลิม ผ่านคู่มือสอนหญิง Bahishit Zewar (รูปพรรณแห่งสรวงสวรรค์) ที่ถูกใช้ประกอบกฎชารีอะห์ภายในคัมภีร์อัลกุรอาน ซึ่งบัญญัติหน้าที่รวมถึงพิธีกรรมหลักศีลธรรมและบทบาททางสังคมของสตรีผู้นับถือศาสนาอิสลามนิกายซูฟี (Sufism) งานศิลปะชุดดังกล่าวเป็นดั่งภาพสะท้อนแทนของผู้หญิงในสังคมมุสลิม ด้วยข้อบัญญัติที่ให้ผู้หญิงต้องคอยให้ความสำคัญกับการทำหน้าที่รับใช้สามี พ่อแม่ การเลี้ยงดูบุตร รวมถึงการควบคุมความประพฤติ สร้างข้อกำหนดในการใช้ชีวิตที่ครอบคลุมไปถึงแต่งตัวอย่างมิดชิดเหมาะสม

อย่างไรก็ตามผลงานชิ้นนี้ยังได้แสดงให้เห็นถึงความกล้าของศิลปินที่ได้ใช้กระบวนการทางศิลปะแสดงออกทางความคิดอย่างท้าทายต่อระเบียบจารีตอันเข้มข้นในสังคมอิสลามที่ถูกปลูกฝังด้านค่านิยมทางเพศมาอย่างเนิ่นนาน พร้อมกับการตั้งคำถามต่อหลักความเชื่อทางศาสนาที่ถูกกำหนดโดยบุรุษเพศอย่างเปิดเผย. ขณะเดียวกันกับที่คอร์เซ็ตโลหะได้ทำหน้าที่เชิงสัญลักษณ์ในหลากความหมาย ทั้งเป็นเสื้อเกราะที่ปกป้องตัวเธอจากสังคมภายนอก เครื่องนุ่งห่มที่ประคับประคอง โอบอุ้มความปรารถนาที่จะได้แสดงออกถึงความงดงามแห่งสรีระ หรืออาจเป็นดั่งเครื่องพันธนาการที่บีบรัดทรวดทรงจนเกิดความเจ็บปวดทรมานเช่นเดียวกัน

ชวนให้นึกถึงคำสอนที่ปรากฏใน ‘สุภาษิตสอนหญิง’ บทร้อยกรองที่มีใจความสำคัญว่าด้วยการสอนผู้หญิงให้ประพฤติตัวตามค่านิยมอันดีของสังคมไทยในอดีต ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละบุคคลว่าคำสอนเหล่านี้มีไว้เพื่อปกป้องหรือลดทอนคุณค่า ศักดิ์ศรีความเป็นหญิงในตัวพวกเธอหรือไม่

ผลงานศิลปะทั้งหลายในนิทรรการ Living Another Future ได้แสดงให้เห็นถึงการพยายามเชื่อมร้อยแนวคิดและพลวัตทางสังคมต่างๆ เข้าไว้ด้วยกัน รวมถึงความพยายามชี้ให้เห็นถึงการท้าทายสมมติฐานของผู้คนที่มีต่อสังคมร่วมสมัย นำไปสู่การเผชิญหน้าเพื่อตั้งคำถามและกระตุ้นให้เรากลับมาย้อนพิจารณาถึง ที่มาและองค์ประกอบทั้งหลายในอดีตที่หล่อหลอมให้วิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นบนโลก ณ ปัจจุบันมีสภาพเป็นอย่างที่เราเห็นกันอยู่ในทุกวันนี้

นิทรรศการ Living Another Future (ดำรงในการณ์อื่น) จัดแสดงถึงวันที่ 3 มิถุนายน 2025