Life War
โดย หนึ่ง กิตติศักดิ์ (Nung Kittisak)
10 มีนาคม – 13 เมษายน 2025
ที่ Matdot Gallery, MATDOT Art Center
Life War โดย หนึ่ง กิตติศักดิ์ นิทรรศการแสดงเดี่ยวครั้งที่ 3 นี้เป็นการรวบรวมเอาผลงานในอดีตหลายช่วงเวลาของกิตติศักดิ์มาจัดแสดงร่วมกันเพื่อสร้างบทสนทนาที่ต่างออกไป บอกเล่าเรื่องราวของการดิ้นรนต่อสู้ของชีวิตอันเปราะบางและการแบกรับภาวะอารมณ์อันหลากหลาย ท่ามกลางวิกฤตการณ์ทางการเมือง สังคม และสิ่งแวดล้อมในปัจจุบัน
กิตติศักดิ์ ฝั้นสาย ศิลปินผู้ได้รับการคัดเลือกเป็น “ทายาทช่างศิลปหัตถกรรม ประจำปี 2559 สาขาฐานเครื่องดิน” ของศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์การมหาชน) เขาเป็นชาวจังหวัดเชียงใหม่จากชุมชนบ้านน้ำต้น หมู่บ้านผู้ผลิตงานหัตถกรรมเครื่องปั้นดินเผาล้านนา เขาเริ่มต้นเส้นทางสายศิลปะจากการซึมซับฝึกฝนทักษะด้านการปั้นมาตั้งแต่เด็ก ผ่านคุณตาของเขาซึ่งเป็นช่างปั้นน้ำต้น(คนโทดินเผาโบราณของภาคเหนือ)และผางประทีป(ถ้วยประทีปดินเผา) ต่อเนื่องมาจนถึงคุณลุงของเขาอย่าง “สล่าแดง” สมทรัพย์ ศรีสุวรรณ ผู้ก่อตั้งแหล่งเรียนรู้อารยธรรมเครื่องปั้นดินเผาบ้านน้ำต้น สล่าแดง แหล่งเรียนรู้อารยธรรมเครื่องปั้นดินเผ่าและประติมากรรมที่โดดเด่นที่สุดในพื้นที่ของเทศบาลตำบลแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่

กิตติศักดิ์เข้าศึกษาระดับปริญญาตรีทางด้านศิลปะที่มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย จังหวัดเชียงใหม่ สถานที่แห่งนี้นอกจากช่วยบ่มเพาะองค์ความรู้ทางด้านศิลปะแล้ว ยังช่วยให้เขาได้ศึกษาหลักปรัชญาทางพุทธศาสนา ซึ่งส่งเสริมมุมมองการใช้ชีวิตและสร้างสรรค์งานศิลปะของกิตติศักดิ์จวบจนถึงปัจจุบัน ผลงานของเขาในช่วงเวลาดังกล่าวจึงเป็นการพัฒนาจากการทำงานหัตถกรรมมาสู่การสร้างสรรค์งานประติมากรรม โดยมุ่งเน้นไปที่การถ่ายทอดเรื่องราวของชีวิตและความเชื่อทางศาสนานำเสนอผ่านประติมากรรมดินเผาขนาดเล็กรูปทรงต่างๆ เช่น สถูปเจดีย์ พระพุทธรูปหรือมนุษย์ที่ถูกลดทอนความเหมือนจริง แต่ยังคงไว้ซึ่งลักษณะของงานปั้นดินแบบดั้งเดิมอย่างเด่นชัด
วิธีการทำเครื่องปั้นดินเผาล้านนาของกิตติศักดิ์เป็นกระบวนการทำงานหัตถกรรมอย่างมีแบบแผนโดยไม่ใช้เครื่องจักรใดๆ ตั้งแต่ การเลือกดินเหนียวและการใช้เตาเผาแบบดั้งเดิมแทนการใช้เตาเผาไฟฟ้า โดยต้องหมั่นเติมฝืนเป็นเชื้อเพลิงควบคุมอุณหภูมิของไฟไว้ที่ประมาณ 1,100 องศาเซลเซียส กระบวนการเผาแบบดั้งเดิมนี้ กินระยะเวลายาวนานกว่า 1 คืน และอีก 6-8 ชั่วโมง เพื่อให้ได้สีของชิ้นงานตามที่กิตติศักดิ์ต้องการ ซึ่งหากใช้ไฟที่มีอุณหภูมิต่ำก็จะเปลี่ยนให้ดินสีน้ำตาลกลายเป็นสีส้ม แต่หากใช้ไฟที่มีอุณหภูมิสูงสีของดินก็จะเปลี่ยนเป็นสีขาวอมชมพู กิตติศักดิ์เรียกขั้นตอนนี้ว่า “การเผาดิบ”
เมื่อได้ชิ้นงานที่ต้องการแล้วก็มาถึงขั้นตอนต่อไปซึ่งนับเป็นเสน่ห์อันน่าสนใจที่สุดอย่างหนึ่งของการทำงานดินเผา นั่นคือ “การเผาเคลือบรมควัน” เป็นการนำชิ้นงานจากการเผาดิบที่ยังคงมีอุณหภูมิสูงอยู่มาเผาซ้ำอีกครั้งด้วยการรมควันพร้อมกับขี้เลื่อย ใบสน หรือ วัสดุพื้นบ้านที่สามารถพบได้ในท้องถิ่น เทคนิคการเผาเคลือบรมควันนี้จะทำให้เกิดเป็นลวดลายคราบเขม่าสีดำจากการเผาไหม้ครอบคลุมบนผิวของชิ้นงาน ลวดลายดังกล่าวนี้จะเกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติและไม่สามารถควบคุมการสร้างลักษณะของลวดลายได้ นับว่าเป็นขั้นตอนสุดท้ายที่ศิลปินผู้สร้างจะต้องใช้เวลาในการรอคอยเพื่อลุ้นกับลวดลายบนชิ้นงานที่เหนือการคาดเดาได้ว่า ผลงานที่ได้นี้จะออกมามีรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร

ผลงานของกิตติศักดิ์พัฒนาอีกครั้ง เมื่อเขาได้เข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาโท สาขาศิลปะไทย คณะจิตรกรรมฯ มหาวิทยาลัยศิลปากร เขานำแนวคิดของปรัชญาพุทธว่าด้วยเรื่องราวของ ‘รูปขันธ์’ หนึ่งในองค์ประกอบของ ‘ขันธ์ 5’ ซึ่งเป็นปัจจัย 5 ประการที่ทำให้สรรพชีวิตในวัฏสงสารเกิดความทุกข์ มาแสดงออกผ่านศิลปะการจัดวางประติมากรรมดินเผาขนาดต่างๆจำนวนมาก
หนึ่งในชิ้นงานที่น่าสนใจคือการนำรูปร่างลักษณะของทารกในครรภ์ของสิ่งมีชีวิต ตั้งแต่ มนุษย์ สัตว์ปีก และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม มาสร้างสรรค์เป็นประติมากรรมดินเผาขนาดเท่าฝ่ามือ สื่อถึงการที่ทุกสิ่งมีชีวิตล้วนจะต้องมี ‘รูปธรรม’ ซึ่งเป็นรูปลักษณ์ทางกายภาพที่ถือกำเนิด เติบโต ก่อนจะสิ้นอายุขัย ดั่งความเปราะบางของวัสดุอย่างดินเผาที่แฝงไว้ซึ่งนัยของความเปราะบางของชีวิตที่พร้อมจะแตกดับได้ทุกเมื่อเชื่อวัน

ภายหลังจากสำเร็จการศึกษา กิตติศักดิ์ได้พัฒนารูปแบบการทำงานให้มีความเป็นอิสระมากยิ่งขึ้นทั้งในแง่ของแนวคิดและเทคนิควิธีการ เช่น การนำสเตนเลสชุบเคลือบสีมันวาวมาปะติด/จัดวางร่วมกับชิ้นงานดินเผา ขณะที่เนื้อหาของชิ้นงานก็สลับสับเปลี่ยนไปตามเรื่องราวที่ศิลปินต้องการจะถ่ายทอด.

ณ ที่นี้ กิตติศักดิ์สนใจการแสดงออกของสภาวะภายในอันเป็นผลมาจากการรับรู้ต่อปรากฏการณ์ทางสังคมโลก ทั้งไทยและต่างประเทศที่เข้ามากระทบกับความรู้สึกของตน ซึ่งก่อให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า ‘เวทนา’ หรือ ความรู้สึกต่างๆขึ้น ไม่ว่าจะเป็นความสุข ความทุกข์ ความพอใจ เขาแสดงออกแนวคิดดังกล่าวอย่างตรงไปตรงมาด้วยการสร้างสรรค์งานประติมากรรมดินเผา โดยใช้รูปลักษณ์ของมนุษย์ผสมผสานเข้ากับศีรษะของสัตว์ชนิดต่างๆ เช่น ศีรษะของ ‘ลิง’ สื่อถึงสภาวะของจิตที่เกิดความฟุ้งซ่านไร้ซึ่งความสงบ หรือ ‘ควาย’ สื่อถึงความไม่รู้และยังเป็นสัญลักษณ์ที่พ้องไปกับความโง่ ขาดเขลาซึ่งปัญญาในการพิเคราะห์ แยกแยะความโกรธ หลง หรือการเสพติดในภาวะอารมณ์อันเป็นบ่อเกิดที่ทำให้ตนเกิดความทุกข์
เช่นเดียวกับที่ปรากฏอยู่ในนิทรรศการ Life War นี้ กิตติศักดิ์ได้นำชิ้นงานต่างๆ มาจัดวางในรูปแบบหลากหลาย ทั้งห้อยแขวนหรือวางสุมกันจนกลายเป็นกองพะเนินขนาดย่อมตามมุมห้องของนิทรรศการ ทั้งที่เป็นชิ้นงานที่สมบูรณ์หรือเศษซากชิ้นส่วนที่แตกหัก ร่องรอยของความพยายามที่จะเชื่อมประสาน ซ่อมแซมและปล่อยวางความผุพังจากความผิดพลาดจากกระบวนการสร้างสรรค์ที่ตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ ภาพของซากสัตว์ล้มตาย อาวุธสงคราม หัวรบนิวเคลียร์ ถูกผลิตซ้ำแล้วซ้ำเล่า เช่นเดียวกับชิ้นงานที่แสดงภาพของสัญลักษณ์ที่ถูกใช้ซ้ำ แสดงให้เห็นวัฏจักรของความรุนแรงนี้อย่างไม่จบสิ้น ภาวะดังกล่าวมิได้มีเพียงแค่กับตัวของศิลปินเท่านั้นที่ต้องเผชิญ แต่ยังเชื่อมโยงไปถึงชีวิตของผู้อื่นที่ดำรงอยู่บนโลก

ดังหลักธรรมของพุทธศาสนาที่ว่า “ชีวิตกับความทุกข์นั้นเป็นของคู่กัน” ผลงานของกิตติศักดิ์ได้เชื้อเชิญให้ผู้ชมได้เข้ามาสำรวจความเปราะบางที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วทั้งพื้นที่จัดแสดง แล้วย้อนมองกลับไปสำรวจยังจิตใจของตนเอง ท่ามกลาง ‘สงครามชีวิต’ ซึ่งเป็นพื้นที่จำลองการกระตุ้นเร้าระหว่างปัจจัยภายนอกและภาวะภายใน ถ้าหากเราสามารถรับรู้เท่าทันความคิดและอารมณ์ของตนได้ เราก็จะสามารถเข้าถึงหัวใจหลักในการทำงานของกิตติศักดิ์ได้ไม่ยาก



