Kuu ka n
โดย บัทม์ แก้วงอก เเละ นาโอมิ ไดมารู
จัดแสดงระหว่างวันที่ 16 กันยายน – 31 ตุลาคม 2566
ณ ละลานตา ไฟน์อาร์ต : La Lanta Fine Art

พูดคุยกับสองศิลปินในนิทรรกาศ Kuu ka n กับการนำเสนอศิลปะเซรามิกและการจัดดอกไม้ที่จัดวางไว้ ‘คู่กัน’ ผสมผสานกลิ่นอายของวิถีความเป็นไทยในสไตล์ญี่ปุ่น

Kuu ka n มีที่มาจากคำว่าくうかん ซึ่งมีความหมายว่า พื้นที่ และยังพ้องเสียงกับคำว่า “คู่กัน” ในภาษาไทย สู่ชื่อของนิทรรศการที่เสมือนกับการบริหารจัดการพื้นที่ระหว่างชีวิตคู่ของศิลปิน บัทม์ แก้วงอก ศิลปินเซรามิคที่เดินทางไปศึกษาศาสตร์ของเครื่องปั้นดินเผาอิกะ-ยากิถึงประเทศญี่ปุ่น และ นาโอมิ ไดมารู ศิลปินนักจัดดอกไม้จากสำนักโอฮาระ-อิเคบานะที่นำปรัชญาจากแดนอาทิตย์อุทัยมาปรับใช้กับการทำงานศิลปะ การดำเนินชีวิต และความเข้าใจในวิถีของธรรมชาติ

นาโอมิ ไดมารู (ซ้าย) และ บัทม์ แก้วงอก (ขวา)
นิทรรศการ ใช้การจัดพื้นที่ให้คล้ายกับมุมพักผ่อนที่เต็มไปด้วยข้าวของจานชามภายในบ้านเพื่อจำลององค์ประกอบของวิถีความเป็นอยู่ของทั้งสองศิลปิน

“ผมก็เหมือนกับเด็กศิลปะทั่วไป เริ่มเรียนที่วิทยาลัยช่างศิลป กรุงเทพฯ ผมได้เรียนแทบจะทุกเทคนิคทั้งภาพพิมพ์ เพนต์ ปั้น จนได้เรียนวิชาเซรามิกเพียงแค่เทอมเดียว ก็ทำให้ผมรู้สึกชอบการทำเซรามิกมากๆ อาจารย์จึงแนะนำให้ไปอยู่ที่ตึกเซรามิก คอยช่วยหยิบจับทำนู่นนี่ แล้วจึงเอนทรานต์เข้าเรียนที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะศิลปกรรม เอกเซรามิก” บัทม์เล่าย้อนไปถึงชีวิตในวัยเรียน

ทำไมถึงต้องเป็นที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

“เพราะผมพอจะมีข้อมูลมาก่อนแล้วว่า ช่วงเวลานั้น การเรียนเซรามิกที่ม.ศิลปากร เขาจะไม่ให้นักศึกษาได้จับเตาเผาเลย แม้จะได้ทำงานศิลปะเต็มที่แต่ไม่ได้เผาชิ้นงานด้วยตัวเอง การเรียนการสอนก็เป็นการเรียน academic จากอิตาลี ซึ่งสิ่งที่เราเคยเรียนรู้มาจากช่างศิลป์ก็เป็นวิธีการเรียนแบบศิลปากรมาอยู่แล้ว

“กลับกันทางจุฬาฯก็เป็นการเรียนแบบ academic แต่ว่าเป็นความรู้จากอาจารย์ ศิลปินผู้สอนที่เป็น ‘โมเดิร์นดีไซน์’ จากอเมริกา ซึ่งเมื่อชาวต่างชาติเข้ามาสอนหนังสือให้กับพวกเรา เขาก็จะเอาเรื่องของบ้านเขามาสอน เช่น คนยุโรปก็สอนเรื่องของ Picasso คนอเมริกันก็เอาเรื่อง Pollock เป็นต้น

“ผมมีความสนใจเรื่องของเซรามิกเอเชียเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว จึงขออาจารย์ทำธีสิสเรื่องงานปั้นและเซรามิก ผมไปหาข้อมูลที่หอสมุดของมหาวิทยาลัยศิลปากร อาคารเสริมวิทย์ และ Japan foudation ก็จะมีผลงานเซรามิกของเอเชียเยอะมากๆ ซึ่งผมก็เจอกับหนังสือ “รวม30ศิลปินเซรามิกญี่ปุ่น” มีข้อมูลที่อยู่ของศิลปินระบุไว้ทั้งหมด ผมจึงเอาข้อมูลเหล่านี้เขียนจดหมายใส่ซองและส่งไปขอฝึกงานกับเขาดื้อๆเลย ซึ่งก็ได้ไปฝึกงานกับอาจารย์คันจิ อาตาราชิ (Kanji Atarashi) ท่านเป็นศิลปินเซรามิกจากอิกะ (Iga)

“ผมเดินทางไปที่ประเทศญี่ปุ่น โดยที่ผมมีความรู้เรื่องภาษาญี่ปุ่นเป็นศูนย์ ขณะเดียวกันอาจารย์ของผมก็มีความรู้เรื่องภาษาอังกฤษเป็นศูนย์ เราจึงมีวิธีการสื่อสารกันด้วยการเขียนภาพ(การ์ตูน) ผมต้องเดินตามหลังท่าน และใช้วิธีครูพักลักจำทั้งหมด

“ตัวอย่างวิธีการสอนของเขา คือ อาจารย์มักจะชี้นิ้วไปที่อาคารเก็บของแล้วพูดคำที่ผมไม่เข้าใจ ผมก็ต้องวิ่งไปเอาของมาให้ท่าน วิ่งไปวิ่งกลับอยู่หลายรอบจนเราถึงมาเข้าใจว่าคำๆนั้นแปลว่า ‘ค้อน’ เราก็จดลงบนกระดาษและจำไว้ เป็นอย่างนี้มาสองเดือน นั่นทำให้ผมสามารถจำคำศัพท์ที่เกี่ยวกับเครื่องมือช่างได้ทั้งหมด”

“ครั้งหนึ่ง อาจารย์ท่านบอก “ซังกะโรกุ” หรือก็คือ เครื่องสังคโลกของบ้านเรา (Sankarōku -サンカローク) เราได้เรียนเรื่องสังคโลกจากอาจารย์ญี่ปุ่น ทั้งๆที่ตอนอยู่ที่ประเทศไทย เราไม่เคยเรียนเรื่องนี้ในเชิงลึกเลย

“ท่านรู้กระทั่งว่า ลวดลายบนเครื่องสังคโลกมีเรื่องราวและที่มาอย่างไร เช่น ครั้งหนึ่ง ช่างชาวจีนเขาไปเจอกับชาวไทยที่กำลังทอดแหหาปลากรายที่แม่น้ำยม พอชาวจีนไปเห็นเข้าก็เอาปลานั้นมาออกแบบเป็นลายหยิน-หยาง และกลายเป็นลาย iconic ที่ถูกผลิตและส่งขายไปทั่วเอเชียอนาคเนย์

“เครื่องสังคโลกของบ้านเรานั้นไปไกลที่สุดคือ โอกินาว่า ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเราสามารถสืบค้นได้จากแหล่งเรือจม เพราะเครื่องสังคโลกเหล่านี้ไปพร้อมกับเหล้าป่าไทยขึ้นเกาะโอกินาว่า เป็นที่มาของเหล้าอาวะโมริ (Awamori – 泡盛 ) ในปัจจุบัน

“อีกเรื่องหนึ่งก็คือ ในสมัยสุโขทัย พ่อขุมรามคำแหง ทรงว่าจ้างช่างชาวจีนให้เข้ามาทำงานต่างๆ ในบ้านเมือง ด้วยความที่คนจีนนั้น เขามีกระดาษพวกเขาจึงสามารถจดบันทึกสิ่งต่างๆ ได้อยู่ตลอดเวลา แต่คนสุโขทัยเราพึ่งเริ่มแกะศิลาจารึกและก็เรียนรู้ภาษากันแค่ภายในรั้ววัง

“ขณะที่อีกด้านหนึ่ง เราก็ค้นพบกับศรีสัชนาลัยแหล่งเตาเผาที่ตั้งอยู่ห่างจากสุโขทัย30กิโลเมตร นั่นจึงทำให้เราเห็นว่า ยุคนั้นจึงไม่มีทางเป็นไปได้เลยที่ของพวกนี้จะสามารถเข้ามาในรั้วในวังได้ หรือต่อให้เข้ามาได้ก็จะไม่มีการจดบันทึกเพราะช่างปั้นสุโขทัยไม่รู้จักการจดบันทึกหรือภาษา

“เมื่อครบร้อยปี ช่างชาวจีนจึงนำองค์ความรู้ที่จดบันทึกไว้บนกระดาษม้วนใส่กระบอกข้ามคาบสมุทรเกาหลีไปขึ้นเกาะญี่ปุ่น นี่คือเรื่องราวของเครื่องสังคโลก ซึ่งแม้แต่มิวเซียมของชิคาโก้ก็มีเครื่องสังคโลกที่ด้านใต้มีลายเซ็น ‘ส’ อยู่เช่นกัน”

ประติมากรรมที่ถอดแบบมาจากงานจิตรกรรม โดยใช้สีของดินจากสตูดิโอที่อ.หนองเสือ จ.ปทุมธานี เผาที่อุณหภูมิ 1,280 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 20 ชั่วโมง

ชีวิตหลังจากกลับมาที่เมืองไทยเป็นอย่างไรบ้าง

“ผมใช้ชีวิตที่ญี่ปุ่นเกือบสองปี พอกลับมาที่ไทยก็เริ่มซื้ออุปกรณ์ทำเตาเผาเซรามิก และมีโอกาสได้เจอกับพี่วสันต์ สิทธิเขตต์ เขาขอให้ผมไปช่วยสอนทำเซรามิกเป็นเวลาหนึ่งปีที่จังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งพี่วสันต์ก็พึ่งได้รับเตาเผาจากภรรยาของคุณไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ แต่เขาทำเซรามิกไม่เป็น และเป็นช่วงที่เขาต้องการจะผ่อนคลายตัวเองจากการทำงานศิลปะ ซึ่งผมก็คิดว่านั่นเป็นช่วงเวลาที่ประจวบเหมาะพอดี จึงขอโอกาสใช้เตาเผาของพี่วสันต์เป็นตัวทดลองทำงานของตัวเองไปในตัว

“ระหว่างที่ผมอยู่กับพี่วสันต์ เขาก็พาผมไปรู้จักกับแกลเลอรี่ ศิลปิน คนในวงการศิปละต่างๆ และเมื่อทุกอย่างผ่านพ้นไปได้ด้วยดีแล้ว พี่วสันต์จึงขอให้ผมทำงานขึ้นมาหนึ่งชุดและพาผมไปแนะนำให้แสดงงานกับแกลเลอรี่ย่านอโศก เป็นการแสดงเดี่ยวครั้งแรกของผม”

หลังจากการแสดงนิทรรศการเดี่ยว คิดว่าตนเองได้กลายเป็นศิลปินอาชีพแล้วหรือยัง

“ผมยังไม่รู้เรื่องอะไรมาเกี่ยวกับเส้นทางอาชีพสายศิลปินเลยสักนิด เพราะหลังจากนั้น ผมก็ทำงานเซรามิกชิ้นเล็กๆ ขึ้นมา 200-300 ใบ หิ้วใส่เป้เดินทางจากจังหวัดเพชรบุรีมาวางขายที่ถนนคนเดิน ย่านถนนพระอาทิตย์ กรุงเทพฯ

“ระหว่างที่กำลังจัดเสื่อวางหน้าร้านนั้น ก็มีคุณลุงคนหนึ่งแต่งตัวมอมแมมใส่หมวกจักสานเดินมานั่งเขี่ยถ้วยเซรามิกของผมไปวางกองด้านนอกเสื่อที่ผมจัดของไว้ทั้งหมดเลย
‘จะเอาถ้วยไปเปิดสวนอาหารที่ไหนเหรอครับลุง’ ผมแซวคุณลุง
‘เปล่าครับ ผมจะเอาไปไว้ที่มิวเซียมส่วนตัว’ คุณลุงตอบ
“ผมตกใจเลยนะ เพราะว่าเขาคือ สุรัตน์ โอสถานุเคราะห์”
“นี่เป็นครั้งแรกที่ผมเจอกับเขา ผมเคยได้ยินเรื่องของเขามาบ้างว่าเป็นอย่างไร แต่ไม่คิดว่าผมจะได้มาเจอกับเขาในที่แบบนี้ สุดท้ายถ้วยที่ผมทำมาก็ถูกเหมาไปทั้งหมด ยอดที่ผมตั้งไว้คือ สองหมื่นบาท แต่คุณสุรัตน์เขาก็ให้เงินผมมาสามหมื่นบาท
‘งานของหนูมีอนาคตนะ เอาเงินไปทำต่อ’

“อย่างไรก็ตามเซรามิกเองก็มีช่วงขาลงของเขานะ แต่ด้วยความโชคดีของผมที่มีทางโรงแรมแห่งหนึ่งคอยสนับสนุนผมมาโดยตลอด เขาว่าจ้างให้ผมทำงานเซรามิกให้ หลังจากนั้นก็ลากยาวไปจนร้านอาหารญี่ปุ่นที่อยู่ตามถนนสุขุมวิท ซึ่งพวกเขาก็ใช้งานเซรามิกของผมเช่นกัน

“เพราะงานเซรามิกส่วนใหญ่ของผมเป็นงานทำมือชิ้นต่อชิ้น ไม่ได้มีแม่พิมพ์แบบโรงงาน”

ความแตกต่างของการทำงานเซรามิกแบบไทยกับญี่ปุ่นเป็นอย่างไร วิธีการมองของคนที่มองเข้าไป ถ้าเราอยากที่จะเพิ่มมูลค่าให้กับสิ่งของที่ทำ เราควรจะทำอย่างไร

“ผมมองว่า วิธีการทำ (procressing) ของประเทศไทยนั้นถือว่าดีแล้ว ไม่อย่างนั้นเครื่องเซรามิกของจังหวัดลำปางเขาคงไม่ได้มาตราฐาน ISO แต่ทั้งนี้มันก็อยู่ที่เรื่องของการออกแบบ เราต้องเลิกทำงานที่คนดูเห็นแล้วรู้สึกว่า “ก๊อปกันมา” เช่นเห็นร้านนี้ ผลิตลวดลายแบบนี้แล้วขายดีก็แห่กันทำตาม เห็นได้เลยว่าแต่ละร้านตามข้างถนนมีของที่เหมือนๆกันเต็มไปหมด เราจำเป็นจะต้องมีความเป็นปัจเจกอยู่ในงาน

“สิ่งแรกคือ อะไรที่ไม่เหมือนใคร นั่นแหละจึงจะทำให้เราขายดี
“สอง ถ้าจะทำภาชนะสำหรับใส่อาหาร ก็ต้องมีความรู้เรื่องอาหาร เช่น จะทำจานซูชิ ก็ต้องรู้ว่าเราจะทำจานซูชิสำหรับวางซูชิกี่ชิ้น จานซุป จานสปาเก็ตตี้ ชามมิโสะ ทุกอย่างมีรายละเอียดที่แตกต่างกันหมด เราไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นนักกิน แต่ต้องเป็นนักสังเกต

“ตอนผมเรียนที่จุฬาจะมีวิชา sizing เรียนเรื่องขนาดบรรจุภัณฑ์ ในยุคนั้น ทั่วโลกเขาจะมีวิชานี้กันทั้งหมด แต่ประเทศไทยของเราดันไม่มี ผมจึงใช้วิธีจดขนาดของจานชามลงบนข้อมือยาวไปจนถึงแขน นั่นทำให้ผมมีความรู้เรื่องเซรามิกที่แตกต่างไปจากพ่อค้าร้านอื่นๆ ในจตุจักร ถ้วยกาแฟที่นำมาขายก็มีขนาดที่ออกแบบไว้สำหรับเอสเปรสโซ่ ไม่เหมือนกับถ้วยกาแฟที่มาจากโรงงาน และของแบบนี้ ลูกค้าเขาก็มีความรู้ เขาจึงเลือกสิ่งที่เหมาะสมกับความต้องการของเขา”

ในส่วนของผลงานในนิทรรศการเป็นอย่างไร

“เซรามิกที่ผมนำมาแสดงในนิทรรศการนี้นั้นค่อนข้างมีความหลากหลาย แต่ส่วนมากจะเป็นเซรามิกประเภทสโตนแวร์ (Stoneware) มีรากอิทธิพลของอิกะยากิ Iga-yaki (伊賀焼) อยู่ ซึ่งอิกะยากิเป็นสกุลช่างหนึ่งของญี่ปุ่น มีลักษณะเป็นเครื่องขี้เถ้าที่มีพื้นผิวค่อนข้างดิบๆหยาบๆ ซึ่งจริงแล้วๆ ตามกฎของญี่ปุ่นเนี่ย เราต้องไปใช้ชีวิตทำงานอยู่ที่สถานที่แห่งนั้น ผลงานที่ออกมาจึงจะถูกเรียนว่าเป็น ‘อิกะ’

“พอผมออกมาจากที่ญี่ปุ่นผมก็ไม่สามารถเรียกตัวเองว่าเป็น ‘อิกะ’ ได้เช่นกัน เพราะกฎข้อบังคับที่ให้เราต้องใช้ดิน ใช้ฟืน ใช้ไฟในแบบของเขา

“ตัวของนาโอมิเองก็เช่นกัน แม้ว่าเขาจะเป็นศิลปินอิเคบานะจากสำนักโอฮาระ แต่ผลงานที่สร้างขึ้นมาก็ต้องใช้อุปกรณ์ แจกัน ดอกไม้ โอเอซิสที่เป็นแบบโอฮาระเท่านั้น ใช้อย่างอื่นไม่ได้ นี่คือวิธีการรักษาความเป็นญี่ปุ่นไว้ในแบบของเขา

“พอมาอยู่เมืองไทย ผมก็ประยุกต์ใช้ของทุกอย่างให้เข้ากับตัวผม เริ่มใช้ดินในเมืองไทย ใช้น้ำเคลือบที่หลากหลายขึ้น แต่รวมๆแล้วผมก็ใช้สีของดินมาทำเป็นน้ำเคลือบ”

ความแตกต่างระหว่าง อิกะ และ รากุ คืออะไร

“รากุ (raku-yaki /楽焼) เป็นการเผาแบบดั้งเดิมจากเกียวโต มีสีขาว ดำ แดง เป็นลักษณะเด่น อาจจะไม่มีลวดลายแตกลายงาแบบที่คนทั่วไปรู้จักกัน อิกะยากิ Iga-yaki (伊賀焼) ที่เกิดจากการเผาด้วยไฟอุณหภูมิสูงและใช้เวลาเผายาวนานกว่า 4 ถึง 5 วัน

“สิ่งที่ทำให้รากุแตกต่างจากงานเซรามิกอื่นๆ เพราะด้วยกระบวนการที่คนทำงานเซรามิกทั่วๆไปเขาทำกันไม่ได้ หรืออาจจะทำได้แต่ก็ไม่ได้เข้าใจอย่างลุ่มลึก บางคนเขาเข้าใจว่า รากุคือการเผาดินก่อนและชุบน้ำเคลือบบ้าง เอาแปรงมาทาสีดำบ้าง ซึ่งรากุก็ต้องใช้แปรงขนกระต่ายในการป้ายสี ต้องคีบออกมาจากเตาเผาด้วยอุณหภูมิ900 องศา ซึ่งก็เป็นเตาเผาที่เร่งอุณหภูมิให้สูงขึ้นได้ไว เผาให้เสร็จภายในหนึ่งชั่วโมง หมักด้วยขี้เลื่อยไม้สนไม่ใช่ไม้ชนิดอื่น คนไทยบางคนก็เอาขี้เลื่อยจากไม้แห้ง หนังสือพิมพ์มา นั่นผิดเต็มๆ นะ เพราะนั่นคือการเผารากุแบบตะวันตก

“คนอเมริกันชอบรากุมาก เขาก็เอารากุไปทดลองต่อยอดขึ้นไปเรื่อย ซึ่งนั่นก็ทำให้เทคนิครากุห่างไกลออกไปจากความเป็นต้นตำรับแบบญี่ปุ่น อันที่จริงแล้วการทำรากุแบบดั้งเดิมจริงๆ นั้นมันเรียบง่าย แต่การจะสอนคนให้ดูรากุออกก็ต้องใช้เวลาและประสบการณ์ที่มากตามไปด้วยเช่นกัน”

ผลงานรากุของบัทม์
งานจิตรกรรมของบัทม์ เป็นการนำดินที่เหลือจากการทำเซรามิกมาใช้เป็นเนื้อสี โดยสีของดินนั้น เกิดจากแร่ธาตุที่อยู่ในดินจากหลายแหล่งที่มาเช่น เขาใหญ่ วังน้ำเขียว หรือ สตูดิโอของเขาที่อ.หนองเสือ จ.ปทุมธานี

แล้วไปพบกับคุณนาโอมิได้อย่างไร

“ผมได้เจอกับคุณนาโอมิครั้งแรกที่งานเปิดตัวของ HOF Art Gallery ถนนรัชดาภิเษก ซึ่งเขาเชิญศิลปินจากทั่วโลกเลย 35 ศิลปิน หนึ่งในนั้นคือคุณนาโอมิ ไดมารู จากโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น แต่ว่าก็ยังไม่ได้มีการพูดคุยกันมากเท่าไหร่ พอจบงานต่างคนก็ต่างแยกย้าย

“และเมื่อเวลาผ่านไปหนึ่งปี เพราะผมไปเช่าร้านขายของอยู่ที่จตุจักร ตอนนั้นค่าเข่าตกเดือนละ2,000บาท มีลูกค้าต่างชาติค่อนข้างเยอะ และพวกเขาก็เริ่มรู้จักเรามากขึ้น ซึ่งก็เป็นช่วงที่คุณนาโอมิเขาลาออกจากงานประจำที่ประเทศญี่ปุ่นแล้วมาอยู่ที่เมืองไทย เพื่อผ่อนคลายตัวเอง

“เมื่อเราได้กลับมาเจอกัน และคุณนาโอมิก็จำเราได้ ทุกอย่างก็ดำเนินมาถึงทุกวันนี้”

นาโอมิ ไดมารู Naomi Daimaru

“เมื่อก่อนฉันเคยอยากเป็นกราฟฟิกดีไซน์เนอร์ แต่ด้วยความที่การแข่งขันภายในประเทศญี่ปุ่นค่อนข้างสูง ฉันจึงตัดสินใจไปเรียนด้านบัญชีที่ประเทศสหรัฐอเมริกา อาศัยอยู่ที่นั่นเป็นเวลา4ปี และเข้าทำงานในบริษัทเสื้อผ้า ใช้ชีวิตช่วงเย็นไปกับการเรียนออกแบบ (design) และเรียนวิชาพื้นฐานทางด้านศิลปะทุกอย่าง” นาโอมิ ไดมารูเล่าย้อนไปในถึงชีวิตในอดีต

“จนกระทั่งได้ไปพบกับ อิเคบานะ (Ikebana /生け花) แม้ว่าฉันจะเคยเรียนการจัดดอกไม้แบบตะวันตกมาก่อน แต่ความรู้สึกที่เกิดขึ้นกับฉันนั้นก็เหมือนว่าเราได้ไปเจอกับงานศิลปะประจำชาติที่ต่างประเทศ

“โดยอิเคบานะนั้นจะแบ่งออกเป็นสำนึกต่างๆ และแต่ละสำนักนั้นก็จะมีโครงสร้างที่แตกต่างกันไป ส่วนตัวของฉันเองได้รับการฝึกสอนจากอิเคบานะสำนักโอฮาระ (Ohara-ryū /小原流) เป็นสำนักที่มีอายุนานกว่า135ปี มีปรัชญาที่มุ่งเน้นให้ความสำคัญที่รูปทรงของธรรมชาติที่อยู่ในดอกไม้แต่ละดอก มีลักษณะเด่นที่การใช้ตะปูสร้างเป็นฐานให้กับการจัดดอกไม้”

อิเคบานะมีกรอบหรือกฎเกณฑ์อย่างไรบ้าง

“เรื่องนี้เป็นสิ่งที่สำคัญมาก อิเคบานะเกือบทั้งหมดจะตั้งใจให้ผู้ชมสามารถดูได้แค่จากด้านหน้าเพียงแค่ด้านเดียว ไม่สามารถดูได้รอบทิศทาง อิเคบานะจากสำนักโอฮาระก็เช่นกัน ผลงานอิเคบานะเองก็เปรียบเสมือนกับหิ้งพระหรือแท่นบูชาที่ทำไว้เพื่อให้ความเคารพแก่องค์พระพุทธเจ้า เพียงแต่เวลาที่ศิลปินอิเคบานะเขากำลังแสดงจัดดอกไม้นั้น เขาจะหันหน้าเข้าหาผู้ชม และให้ผู้ชมดูผลงานจากด้านหน้า

“การจัดดอกไม้ของพวกเขานั้นไม่ได้ทำกันโดยปราศจากความรู้ใดๆ ดอกไม้ทุกดอกจะต้องมีน้ำให้เขา ไม่จำเป็นจะต้องเป็นดอกไม้ที่บานสะพรั่ง กิ่งแห้งหรือกิ่งตายก็สามารถใช้ได้ทั้งหมด

“คนญี่ปุ่นศรัทธาในทุกขั้นตอนของชีวิต เกิด แก่ ตาย เช่นตอนที่พวกเราไปนั่งชมดอกซากุระกัน จริงๆแล้ว พวกเราไปชื่นชมความงามจากความตาย

“แนวคิดการจัดดอกไม้ของฉันคือ ‘My visual in my life’ ดอกไม้ที่ตายแล้วยังไงก็ยังเป็นสิ่งที่สวยงามอยู่ ความตายก็คือการให้กำเนิด ชีวิตความหนุ่มสาวของวัยรุ่นไม่ใช่สิ่งเดียวที่สวยงาม แต่ความชราก็เป็นสิ่งที่สวยงามเช่นเดียวกัน

“อิเคบานะสำหรับชาวญี่ปุ่นจึงเป็นศิลปะที่นำเสนอความงามอันเกิดจากความรู้สึกภายใน ด้วยการจัดดอกไม้ที่แตกต่างจากการจัดดอกไม้แบบตะวันตก ซึ่งที่มีจุดประสงค์ไว้สำหรับใช้เป็นของตกแต่งเพื่อความสวยงาม”

ชีวิตและบทบาทของศิลปินอิเคบานะในเมืองไทย

“ฉันย้ายมาอยู่ที่ประเทศไทยเมื่อเกือบ20ปีก่อน ดอกไม้ส่วนใหญ่ที่นำมาใช้ก็เป็นดอกไม้ที่สามารถหาได้ในประเทศไทยเท่านั้น ไม่มีดอกไม้นำเข้าจากต่างประเทศเลย หรือแม้กระทั่งวัสดุอุปกรณ์อย่าง โอเอซิส หรือ ฟางข้าว

“ฉันจึงมักที่จะมองหาวัสดุที่สามารถพบได้ตามข้างถนนเข้ามาทดแทนเช่น เวลาที่ฉันเห็นชาวบ้านหรือเทศกิจในกรุงเทพฯมาตัดกิ่งไม้และเอาไปทิ้ง ฉันก็จะเข้าไปขอกิ่งไม้เหล่านั้นมาทำงานของตัวเอง

“หรือแม้แต่ตอนที่ฉันไปซื้อดอกไม้ที่ปากคลองตลาด คนไทยมักจะซื้อแต่ดอกไม้ที่มีช่อตั้งตรงเท่านั้น ซึ่งก็เป็นโชคดีของฉันที่มีดอกไม้ช่อโค้งงอเหลือให้ฉันนำมาใช้เยอะมากๆ นอกจากนี้ จะสังเกตได้ว่าร้านดอกไม้ส่วนใหญ่ย่านปากคลองตลาด พวกเขามักจะตัดให้ลำต้นของดอกมีความยาวอยู่ที่ประมาณ60-70 เซนติเมตร เพราะเป็นความยาวที่พอดีกับการห่อด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์

“พอได้ดอกไม้มาแล้ว ฉันต้องเตรียมการอย่างน้อย2-3ชั่วโมงจึงจะเริ่มจัดดอกไม้ได้ มีขั้นตอนตัดแต่งใบต่างๆ โดยปัญหาใหญ่ที่ฉันต้องรับมือมีแค่เรื่องเดียวนั่นคือ แบคทีเรีย เพราะเมืองไทยเป็นประเทศเมืองร้อน ดอกไม้จึงเหี่ยวเร็ว แบคทีเรียที่มักจะติดมากับน้ำหรือก้านก็เติบโตได้ง่าย ดอกไม้แต่ละชนิดก็มีวิธีการดูแลดอกมืที่แตกต่างกัน บางดอกต้องแขวนคว่ำไว้แล้วให้กินน้ำทางใต้ใบเช่นดอกเบญจมาศ บางดอกต้องเอาไฟมารนไว้ที่ก้าน บางดอกต้องให้เขาทานสาเก

“ฉันสังเกตได้ว่า ที่ประเทศไทยนั้น เรามีดอกไม้นานาชนิดที่หาซื้อได้ง่าย บางชนิดก็มีราคาถูกและบานสะพรั่งตลอดปี ในบางร้านที่ประเทศญี่ปุ่น คนธรรมดาทั่วไปไม่สามารถเข้าไปซื้อดอกไม้ได้นะ ต้องมีใบอนุญาตให้สำหรับนักจัดดอกไม้โดยเฉพาะ แต่กลับที่ปากคลองตลาดนั้น ทุกอย่างมีให้เลือกสรรได้ทั้งหมด และเมื่อดอกไม้เหล่านั้นเกิดความเสียหาย จะมากหรือน้อยก็ตาม คนไทยก็จะนิยมเอาไปทิ้ง แต่กับคนญี่ปุ่นนั้นไม่เหมือนกัน ดอกไม้ที่ญี่ปุ่นมีราคาแพงกว่ามาก ฉันจึงมีความรู้สึกว่า เราควรที่จะต้องให้การดูแลรักษาดอกไม้เหล่านี้อย่างทะนุถนอมจึงจะดีกว่า ถึงแม้ว่าลึกๆแล้ว ฉันจะรู้สึกทั้งโกรธและดีใจไปพร้อมกันๆ แต่นั่นก็คือเรื่องราวที่เกิดขึ้นในเมืองไทย(หัวเราะ)

“จนถึงทุกวันนี้ ฉันก็ทำงานมากว่า30ปีแล้ว และซึ่งประสบการณ์ตรงนี้ก็ทำให้ฉันสามารถวิเคราะห์ได้ทันทีว่า ดอกไม้ที่มีรูปทรงแบบนี้นั้น ควรจะนำเอาไปจัดฟอร์มให้อยู่ในรูปทรงแบบไหน เพราะดอกไม้แต่ละชนิดจะมีโครงสร้างของรูปทรงที่ไม่เหมือนกัน

“ปัจจุบันฉันเห็นคนไทยหรือแม้กระทั่งคนญี่ปุ่นเองมักจะมองหาหรือชอบนำดอกไม้จากต่างประเทศมาใช้ทำงานจัดดอกไม้กันมาก แต่ฉันคิดว่าสิ่งที่เหมาะสมที่สุด ก็คือสิ่งที่มีอยู่ในพื้นที่นั้นๆ ฉันชอบที่จะเลือกใช้ดอกไม้ท้องถิ่นของไทยมากกว่า เพราะดอกไม้เหล่านี้ เติบโตขึ้นมาในพื้นที่ที่เหมาะสมกับเขา และการจัดดอกไม้เองนั้นก็ไม่ใช่เรื่องของเทรนด์หรือแฟชั่นใดๆ

“เพราะฉะนั้น ผลงานที่จัดอยู่ในนิทรรศการนี้ จึงไม่ได้ถูกจำกัดอยู่แค่ในกรอบแนวคิดของโอฮาระ อิเคบานะ แต่เป็นการจัดดอกไม้ที่ถูกจัดขึ้นด้วยฐานความคิดของฉันเองเป็นสำคัญ”

“มีหลายอย่างที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงชีวิตของผมนะ เมื่อเราสองคนได้มาใช้ชีวิตร่วมกัน เขาสอนมุมมองใหม่ๆให้กับผมแม้กระทั่งการตัดกิ่งของต้นไม้ และถึงแม้ว่าพวกเราจะไม่ได้อยู่ด้วยกันตลอดเวลา แต่เพราะช่องว่างที่เรามีให้กันและกันนั้น ได้ทำให้เราเข้าใจธรรมชาติและการเรียนรู้กันและกันมากขึ้น” บัทม์กล่าวทิ้งท้าย