กลับมาอีกครั้งกับจิม ทอมป์สัน ฟาร์ม ในธีม ‘ISAN CALLING อีสานเอิ้นหา’ ที่ชวนทุกคนมาสัมผัสบรรยากาศอีสานท่ามกลางทุ่งดอกไม้และผืนนาที่งดงาม และพิเศษกว่าเดิมกับผลงานศิลปะจากศิลปินทั้งไทยและต่างชาติในโครงการ ART ON FARM ที่ร่วมถ่ายทอดแรงบันดาลใจผ่านงานศิลปะที่ผสานเรื่องราวความประทับใจในธรรมชาติและวัฒนธรรมอีสานในรูปแบบร่วมสมัย
โดยบทความนี้จะพาผู้อ่านไปพบกับเรื่องราวบางส่วนของผลงานศิลปะร่วมสมัยที่ถูกสร้างสรรค์ขึ้นสำหรับจัดแสดงในเทศกาลครั้งนี้โดยเฉพาะ

ต้อนรับผู้ชมด้วย ดัก (Trapping the Flows) (2567) ผลงานชิ้นแรกที่จัดแสดงอยู่บริเวณทางเข้าจิม ทอป์มสัน ฟาร์ม สร้างสรรค์โดย All(zone) สตูดิโอออกแบบสถาปัตยกรรมที่มีความโดดเด่นด้านการออกแบบด้วยการเชื่อมโยงภูมิปัญญาท้องถิ่นและสภาพแวดล้อมทางกายภาพของพื้นที่เข้าไว้ด้วยกันอย่างน่าสนใจ กับการหยิบเอาแรงบันดาลใจจาก “ไซหนอน” เครื่องมือหาปลาของชาวอีสานมาใช้เป็นแนวคิดหลักของการออกแบบให้กับชิ้นงาน
ผลงานชิ้นนี้ เป็นการร่วมมือกันระหว่างทีมงานนักออกแบบและช่างฝีมือท้องถิ่น ด้วยการตีความคติความเชื่อที่มีต่อไซ สัญลักษณ์แห่งการดักจับโชคลาภ เงินทอง และความรุ่งเรือง ซึ่งมักถูกแขวนไว้ตามหน้าบ้านเรือนร้านค้าของชาวบ้านในภูมิภาคอีสาน โดยทำหน้าที่เป็นเครื่องรางที่คอยดักลูกค้า โชคชะตา ทรัพย์สิน และความมั่งคั่ง ประหนึ่งปลาที่ถูกดักเข้ามาในไซจนไม่สามารถว่ายน้ำกลับออกไปได้
นอกจากนี้ ทีมงานยังได้มีการถอดแบบลักษณะโครงสร้างของไซหนอนที่สามารถพับ/ขยายจนมีความยาวได้ถึง 20-30 เมตร สู่การออกแบบโครงสร้างเบาขนาดกว่า 400 ตารางเมตร ติดตั้งอยู่บนโครงสร้างหลังคาเหล็กเดิมของจิม ทอมป์สัน ฟาร์มเพื่อจำลองความคดเคี้ยวตามรูปแบบและทิศทางการไหลของสายน้ำ จากการถักทอผ้าโปร่ง PE เข้ากับโครงลวดเหล็กด้วยเทคนิคพื้นบ้าน ให้มีความยืดหยุ่นสูงสามารถถอดประกอบ/พับเก็บและนำกลับมาใช้ใหม่ได้อยู่เสมอ ด้วยฟังก์ชั่นที่หลากหลาย ทั้งสร้างร่มเงา ปรับรูปโฉมของภูมิทัศน์ให้ดูสวยงามน่าดึงดูด สำหรับการต้อนรับผู้มาเยี่ยมเยือน เสมือนกับเครื่องรางที่มีไว้สำหรับดักโชคลาภที่ทยอยหลั่งไหลเข้ามา ณ สถานที่แห่งนี้


ต่อมายังส่วนจัดแสดงผลงานถัดไปที่ทุ่งดอกไม้บานสะพรั่ง กับผลงานศิลปะจัดวางเฉพาะพื้นที่ของชาตะ ใหม่วงค์ ในชื่อ Cocoon สัญชาตญาณแห่งชีวิต (Instinct) (2567) นำเสนอการเชื่อมโยงเรื่องราวของการสร้างรังไหมเข้ากับมุมมองที่มีต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ ว่าด้วยแนวคิดของ ‘สัญชาตญาณ’ ที่อยู่ติดตัวมากับทุกสิ่งมีชีวิตตั้งแต่เกิด เช่นที่หนอนไหมใช้สัญชาตญาณในการสร้างรังเพื่อปกป้องตัวอ่อนและพัฒนาไปสู่วัยเจริญพันธุ์
ศิลปินเปรียบเปรยกระบวนการสร้างสรรค์ผลงานชิ้นนี้ดั่งการพ่นใยของหนอนไหมเพื่อห่อหุ้มตนเองจนกลายเป็นรังไหมผ่านการนำวัตถุเหลือใช้ของชาวบ้านอีสาน เสริมด้วยไม้ยูคาและเส้นไหมเทียมจากจิม ทอมป์สัน ฟาร์มมาห่อหุ้ม เติมแต่งโครงเหล็กดัดรูปฟักทองยักษ์ที่มีอยู่เดิมจนกลายเป็นงานศิลปะชิ้นใหม่ ดั่งการมอบชีวิตและรูปลักษณ์ใหม่ให้แก่โครงสร้างของงานศิลปะที่มีอยู่แต่เดิมให้กลายเป็นดั่งไม้ใหญ่ที่คอยปกคลุมรังไหมยักษ์ที่ซ่อนอยู่ ณ ใจกลางของชิ้นงาน. ห้อมล้อมด้วยรังไหมอีกบางส่วนในหลากหลายรูปทรงตั้งวางอยู่รอบข้าง ซึ่งถักทอจากโครงเหล็กกับเส้นไหมหลากสี เปิดพื้นที่ให้ผู้มาเยี่ยมชมได้เข้ามาสำรวจความงดงามของผลงานที่รายล้อมไปด้วยบรรยากาศของธรรมชาติท่ามกลางทุ่งดอกไม้แห่งนี้



ถัดมาที่กลางทุ่งดอกไม้จะพบกับผลงานพญาปราบ (2562) โดยสนิทัศน์ ประดิษฐ์ทัศนีย์ ประติมากรรมวิหารประดับด้วยกระจกเงาที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก ‘เขาพญาปราบ’ ภูเขาศักดิ์สิทธิ์ที่เต็มไปด้วยเรื่องเล่าและความเชื่อของคนในพื้นที่ ภูเขาที่ตั้งอยู่เงียบสงบในภาคอีสานสะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ ขณะที่รูปทรงของวิหารนี้ยังได้รับแรงบันดาลใจมาจาก ‘สุคตาลัย หรือ อโรคยศาล’ ปราสาทเมืองเก่าในจังหวัดนครราชสีมา วิหารโบราณที่สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 สำหรับใช้ในการประกอบพิธีกรรมทางศาสนา รวมถึงเป็นสถานพยาบาลในการรักษาอาการป่วยไข้ของผู้คนในอดีต
ศิลปินได้เปรียบผลงานชิ้นดังกล่าวเสมือนกับวิหารทางใจที่ให้ผู้คนได้เข้ามาสำรวจสภาวะภายในและภายนอกของตน ท่ามกลางธรรมชาติที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา โดยภายนอกของวิหารจะเป็นการสะท้อนภาพของธรรมชาติ ขณะที่ภายในของวิหารยังได้เชื้อเชิญให้ผู้ชมสามารถเดินเข้ามาพื้นที่ภายในและใช้เวลาครุ่นคิด สังเกตสิ่งรอบตัว ผ่านการจำลองปรากฏการณ์แสงหักเห (Camera Obscura) โดยใช้แสงจากธรรมชาติฉายภาพบรรยากาศภายนอกของวิหาร ซึ่งถูกล้อมรอบด้วยดอกไม้พืชพันธุ์ที่แผ่ขยายออกไปในสภาพกลับหัว
ปรากฏการณ์แสงหักเหนี้ยังสามารถพบได้ในวิหารตามวัดวาอารามต่างๆในภาคเหนือของประเทศไทย เช่นที่หอพระพุทธ วัดพระธาตุลำปางหลวง ซึ่งจะปรากฏแสงที่ฉายภาพของเจดีย์พระธาตุและพระวิหารในสภาพที่กลับหัว



ต่อมาที่ผลงาน Liature (2561) โดยThingsmatter (ศาวิณี บูรณะศิลปิน และ ทอม แดนแนกเกอร์) กับการนำวัสดุอย่างไม้ไผ่มาสร้างสรรค์การตีความและออกแบบการสร้างงานสถาปัตยกรรมขนาดย่อมด้วยรูปแบบของศาลาเปิดโล่งที่มีซุ้มคดโค้งยื่นออกมาสามทิศทางเชื่อมต่อกัน โดยใช้ระบบคอมพิวเตอร์ในการออกแบบโครงสร้างและใช้การถักทอด้วยมือของมนุษย์ในกระบวนการผลิตทุกขั้นตอน เพื่อนำเสนอความพิถีพิถันของงานหัตถกรรมและความยืดหยุ่นของไม้ไผ่ที่สามารถสอดรับไปกับความหลากหลายของพื้นที่ที่พวกมันตั้งอยู่
นอกจากนี้ผลงานชิ้นนี้ยังสามารถถอดประกอบเพื่อให้ง่ายต่อการเคลื่อนย้ายไปติดตั้งยังสถานที่ต่างๆ พร้อมกับความหมายของวัตถุที่เปลี่ยนแปลงไปตามแต่ละบริบทของพื้นที่จัดแสดง ดังที่เคยปรากฏสู่สายตาของสาธารณชนครั้งแรกในงานประจำปีของสมาคมสถาปนิกสยาม (ASA) ก่อนถอดย้ายไปประกอบใหม่เพื่อจัดแสดงในงานบางกอก อาร์ต เบียนนาเล่ ครั้งแรก และ จิม ทอมป์สัน ฟาร์ม ซึ่งถือเป็นที่พำนักแห่งสุดท้ายของงานชิ้นนี้ เกิดเป็นความสัมพันธ์ร่วมกันกับภูมิทัศน์อันกว้างใหญ่และเรือนไม้โบราณ ทำลายซึ่งระยะห่างระหว่างความเป็นเมืองและชนบท


ถัดไปที่ ‘เฮือนนางสาหร่าย’ เรือนไม้โบราณแบบพื้นถิ่นอีสานที่ถูกอนุรักษ์ไว้บริเวณหมู่บ้านอีสานภายในจิม ทอมป์สัน ฟาร์ม จัดแสดงผลงานของสมลักษณ์ ปันติบุญ ศิลปินจากจังหวัดเชียงรายนำเสนอผลงานศิลปะเครื่องปั้นดินเผาและงานจิตรกรรมนามธรรมในชื่อผลงานชุด ไม่ได้ทำอะไรให้ มัน เป็นอะไร (2567) เป็นผลงานที่ได้รับแรงบันดาลใจมจาก ‘ผืนดิน’ ที่บ่งบอกถึงวิถีชีวิต และการดำรงอยู่ของวัฒนธรรมที่ผูกพันกับธรรมชาติของคนอีสาน โดยมีผืนดินเป็นสิ่งที่คอยหล่อเลี้ยงชีวิตเหล่านั้น
ศิลปินได้นำดินมาเป็นวัตถุดิบสำคัญในการสร้างสรรค์งานศิลปะนามธรรมที่ปราศจากซึ่งเนื้อหา เช่นเดียวกับการทำเครื่องปั้นดินเผาที่ปราศจากซึ่งเป้าประสงค์ของการสร้างภาชนะเพื่อการใช้สอย แต่เป็นการแสดงให้เห็นถึงความเป็นธรรมชาติของวัตถุที่ปรากฏอยู่บนพื้นผิว รูปทรงของชิ้นงาน เฉกเช่นวัฒนธรรมและวิถีชีวิตอันเรียบง่ายที่กลมกลืนไปกับพื้นที่ภายในเรือนไม้โบราณอันอบอวลไปด้วนบรรยากาศแบบพื้นถิ่นอีสาน เป็นพื้นที่ที่กาลเวลาถูกทำให้เคลื่อนไหวช้าลงชั่วขณะและปล่อยให้ดินบอกเล่าเรื่องราวของตัวของมันเอง




ต่อมาที่ Jim Thompson Silk Pavilion กับผลงานศิลปะการจัดวางผืนผ้าทอขนาดใหญ่ 2 ชิ้น Golden Land Project River และ Land and Mountains จัดแสดงอยู่ภายในศาลาเคียงคู่กับกี่ทอผ้าแบบอีสานดั้งเดิมทั้ง 3 หลัง โดยศิลปินอเมริกัน Kelsey Merreck Wagner มุ่งนำเสนอประเด็นของปัญหาทางสิ่งแวดล้อมและความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ ผ่านเทคนิคการทอผ้าซึ่งอยู่คู่กับวัฒนธรรมมนุษย์มาอย่างช้านาน
ผลงานทั้งสองนี้ เกิดจากการนำวัสดุเหลือใช้ที่ได้จากกระบวนการผลิตผ้าไหมและขยะพลาสติกที่เก็บรวบรวมมาได้จากการสำรวจพื้นที่ภายในบริเวณจิม ทอมป์สัน ฟาร์ม ตลอดจนริมฝั่งแม่น้ำโขง มาสร้างสรรค์ขึ้นด้วยเทคนิคการทอผ้าด้วยกี่ ซึ่งต้องอาศัยความองค์ความรู้และแรงกายในการอุทิศเวลากว่า 100 ชั่วโมงให้กับการถักทอเส้นใยต่างชนิดต่างที่มา จนกลายมาเป็นลวดลายผลงานผ้าทอขนาดใหญ่แต่ละผืน



สุดท้ายกับสิทธิกร ขาวสะอาด กับผลงานบุญผะเหวด (2567) นำเสนอวัฒนธรรมงานบุญของชาวอีสานผ่านประเพณีบุญพระเวสส์ ประเพณีฟังเทศน์เพื่อรำลึกถึงการบำเพ็ญบุญ ความดีของพระเวสสันดร พระชาติสุดท้ายของพระโพธิสัตว์ก่อนที่จะเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ผลงานชิ้นนี้ เกิดจากการทำงานร่วมกันระหว่างศิลปินและชาวบ้านในชุมชนผ่านกิจกรรมสร้างสื่อการสอนให้กับเด็กเล็กในโรงเรียนอนุบาลแก้วปัญญาอุปถัมภ์ คำเขื่อนแก้ว จังหวัดยโสธร ด้วยความต้องการที่จะพลิกฟื้นกลิ่นอายของวัฒนธรรมอีสานแบบดั้งเดิมที่กำลังจางหายให้กลับมาอีกครั้งผ่านประเพณี ‘อัญเชิญพระเวสสันดรเข้าเมือง (แห่พระเวสสันดรเข้าเมือง)’ ซึ่งเป็นพิธีที่มีมาแต่สมัยโบราณของชาวอีสานในเทศกาลบุญเดือนสี่ของทุกปี ด้วยกิจกรรมการสอนวาดภาพลงบนผ้าใบให้แก่เด็กๆ พร้อมสอดแทรกคติคำสอนผ่านเนื้อหาที่ปรากฏอยู่ในนิทานชาดกกับเรื่องราวของพระเวสสันดร ที่มุ่งเน้นไปที่การส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม สอนให้เด็กรู้จักเสียสละและการแบ่งปันแก่ผู้อื่น ทั้งนี้เมื่อสิ้นสุดระยะเวลาการจัดแสดงผลงานที่จิม ทอมป์สัน ฟาร์มแล้ว ผลงานชิ้นนี้จะถูกส่งมอบให้แก่ชุมชนคำเขื่อนแก้วเพื่อใช้ประโยชน์ในการเป็นสื่อการสอนและเป็นสัญลักษณ์ของการสืบทอดวัฒนธรรมชุมชนแห่งนั้นต่อไป


ทั้งหมดนี้เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของผลงานศิลปะจากศิลปินร่วมสมัยที่น่าสนใจเพียงเท่านั้น จิม ทอมป์สัน ฟาร์มยังได้มีนิทรรศการและกิจกรรมอื่นๆ อีกมากมายสำหรับต้อนรับนักท่องเที่ยวและผู้ชื่นชอบงานศิลปะได้สัมผัสวัฒนธรรมอีสานแบบไม่เสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม อาทิ นิทรรศการข้าวที่ชิมได้กว่า 20 สายพันธุ์ Jim Thompson Silk Pavilion แสดงทุกขั้นตอนก่อนจะมาเป็นนผ้าไหมของ Jim Thompson , โซนอเมริกัน-อีสาน พาคุณกลับสู่ความรื่นเริงในบรรยากาศของการผสมผสานของ 2 วัฒนธรรม , นิทรรศการลำโลก ซึมซับตำนานของหมอลำผ่านชุดภาพถ่ายที่หาชมได้ยาก, เวทีหมอลำริมทุ่งนาในวันสุดสัปดาห์ที่ 2 ของงาน, รวมไปถึงเวิร์กช็อปงานคราฟต์ต่าง ๆ เช่น ย้อมคราม ปั้นดิน วาดภาพจากสีธรรมชาติ ทำขนมงานบุญอีสาน การรวมกันสร้างปราสาทข้าว ที่เพลิดเพลินกันได้ทุกเพศและทุกวัย ตั้งแต่ วันนี้ – 1 มกราคม 2025



