นิทรรศการ From Nomad to Nowhere
โดย ปรัชญ์ พิมานแมน
จัดแสดงที่ วารินแล็บ คอนเท็มโพรารี
19 ตุลาคม 2567 – 30 พฤศจิกายน 2567

ในช่วงขวบปีหลังมานี้ เรามักจะที่รับรู้เรื่องราวเกี่ยวกับการดำเนินโครงการพัฒนาพื้นที่ทางทะเลของรัฐ ว่าด้วยนโยบายการปรับเปลี่ยนภูมิทัศน์บนชายหาดและแทนที่ด้วยสิ่งปลูกสร้าง อย่างกำเเพงกันคลื่นตามแนวชายฝั่ง เพื่อป้องกันปัญหาการกัดเซาะจากคลื่นชายฝั่งในฤดูมรสุม

ทว่าเมื่อเวลาผ่านไป สิ่งปลูกสร้างเหล่านี้กลับกลายเป็นตัวการที่สร้างความเสียหายให้แก่ระบบนิเวศทางทะเลและชายฝั่ง ตามมาด้วยข้อเรียกร้องจากชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบจากโครงสร้างป้องกันชายฝั่ง เรียกร้องให้รัฐได้หยุดและกลับไปศึกษาผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมจากสิ่งปลูกสร้างเหล่านี้อย่างจริงจัง สวนทางกับการระบาดของกำเเพงกันคลื่นซึ่งแสดงให้เห็นว่า รัฐเลือกที่จะมองข้ามปัญหาทางสิ่งแวดล้อม อีกทั้งยังละเลยผลประโยชน์ที่ประชาชนในท้องถิ่นจะได้รับหรือต้องสูญเสียไปจากการดำเนินการโครงการต่างๆ เช่นเดียวกับสิ่งที่ ปรัชญ์ พิมานแมน ศิลปินชาวนราธิวาสพยายามนำเสนอให้ผู้คนได้ตระหนักถึงปัญหาที่ชาวบ้านในชุมชนปากแม่น้ำบางนรากำลังเผชิญอยู่ ผ่านนิทรรศการ From Nomad to Nowhere ว่าด้วยความเปลี่ยนแปลงของวิถีชีวิตอันเป็นผลกระทบจากนโยบายของรัฐในยุคที่ระบบทุนนิยมมีอำนาจบีบคั้นมากขึ้นเรื่อย ๆ

เมื่อเข้ามาสู่นิทรรศการ ผู้ชมจะพบผลงานนามธรรมที่ศิลปินนิยามว่า “sculptural painting” โดยมีที่มาจากการประยุกต์เทคนิคทางจิตรกรรมอย่างการเตรียมพื้นผิวด้วยกาวและวัสดุเก็บตกบนแผ่นไม้ ผสมผสานร่วมกับการเลือกใช้สิ่งของเครื่องใช้ที่สามารถพบได้ในท้องถิ่นมาใช้ในการสร้างพื้นผิวบนชิ้นงานจนเกิดเป็นลวดลายต่างๆ เช่น ร่องรอยรูปทรงเรขาคณิตที่เกิดจากการปะติดของลวดกรงไก่และแหอวนที่ถูกทิ้ง

นอกจากนี้ สีสันต่างๆ ที่ปรากฏอยู่บนชิ้นงาน ยังมีที่มาจากการนำสินแร่และวัสดุพื้นถิ่นมาบดสกัดเป็นผงสี แทนการใช้สีที่ได้จากกระบวนการผลิตในระบบอุตสาหกรรม อีกทั้งยังใช้สีเหล่านี้ทำหน้าที่เป็นสื่อสัญลักษณ์ แทนค่าถึงของสิ่งต่างๆ ที่อยู่ในชุมชนปากแม่น้ำบางนรา เช่น สีขาวจากดินขาวที่พบได้ทั่วไปในจังหวัดนราธิวาส สีส้มจากอิฐดินเผาในอุตสาหกรรมท้องถิ่น สีขาวจากการบดเปลือกหอยนางรม และสีดำจากผงถ่านซึ่งเกาะตามหม้อหุงข้าวในครัวเรือนของชาวบ้าน

Pula (Island) (6.4351795, 101.8285401)

ในส่วนของผลงานนามธรรมนั้น ศิลปินเลือกที่จะใช้ชื่อของผลงานแต่ละชิ้นเป็นตัวบอกเล่าเนื้อหาพร้อมกับตัวเลขระบุพิกัดของสถานที่ต่างๆ ของชุมชนปากแม่น้ำบางนรา เริ่มที่ผลงานชิ้นแรก Pula (Island) (6.4351795, 101.8285401) กับการนำเสนอความทรงจำของพื้นที่และการสืบค้นเรื่องราวความเป็นมาอันหลากหลายของผู้คนที่อาศัยอยู่ในชุมชนปากแม่น้ำบางนรา เช่น เหล่า “คนทะเล” ผู้มีวิถีการใช้ชีวิตแบบชุมชนดั้งเดิมด้วยการล่องเรือไปอาศัยตามเกาะแก่งและปากแม่น้ำต่างๆ เพื่อเสาะหาพื้นที่ทำกิน ก่อนจะโยกย้ายเข้ามาตั้งถิ่นฐานบนพื้นที่รกร้างและหาเลี้ยงชีพด้วยการทำประมงขนาดเล็กในบริเวณโดยรอบปากแม่น้ำบางนรา ทะเลอ่าวไทย มาตั้งแต่เมื่อครั้งอดีต

Kampong Rumohapee (Village Light House) (6.4431094, 101.8244366) (2024)

หากแต่ในปัจจุบันพื้นที่แห่งนี้กำลังเผชิญกับการเปลี่ยนเเปลงด้วยหลากหลายปัจจัย เช่น การขยายตัวของประชากรและรูปแบบการอยู่อาศัยของชุมชนสมัยใหม่ที่ค่อยๆ เข้ามาเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตดั้งเดิม เห็นได้จากผลงาน Kampong Rumohapee (Village Light House) (6.4431094, 101.8244366) (2024) กับภาพของแม่น้ำบางนราที่ไหลผ่านกลางตัวเมืองนราธิวาส แสดงให้เห็นภาวะการขยายตัวของเมืองซึ่งบีบให้ชาวบ้านถูกผลักไสออกไปนอกพื้นที่ทำกิน ความแออัดของอาคาร สถาปัตยกรรมสมัยใหม่ที่ค่อยๆ เข้ามาแทนที่ความเป็นวิถีชุมชนเมืองแบบดั้งเดิม ลวดลายตารางสี่เหลี่ยมที่แบ่งเป็นช่องจนคล้ายกับแผนที่ทางภูมิศาสตร์ยังคล้ายกับการรังวัดสำหรับหั่นแบ่งที่ดินออกอย่างเป็นสัดส่วนเพื่อใช้ในการจัดสรรประโยชน์ของผู้ถือครอง ตอกย้ำให้เห็นถึงการรุกล้ำของแนวคิดทุนนิยมที่เข้ามาสร้างความเป็นเจ้าของและยึดเอาทรัพยากรที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นสิ่งสาธารณะที่ทุกคนสามารถเข้าถึงและแบ่งปันกันได้อย่างเท่าเทียม

ถัดไปที่ผลงานอีกชิ้นอย่าง Bukit (Mountain) (6.4458968, 101.8181669) #1 – #4 (2024) กับการใช้ร่องรอย แตกร้าว ผุกร่อนบนพื้นผิวชิ้นงานนำเสนอประเด็นการแปรเปลี่ยนภูมิทัศน์และการล่มสลายของธรรมชาติ อันเนื่องมาจากการตอบสนองต่อโครงการพัฒนาพื้นที่ของรัฐ ตั้งแต่การทำสัมปทานขุดทรายในพื้นที่ริมหาดเพื่อนำมาถมทะเลและการระเบิดภูเขาเพื่อนำหินมาใช้สร้างคอนกรีต สร้างถนนเสริมด้วยแนวกั้นการกัดเซาะ ทั้งสองริมฝั่งแม่น้ำและริมฝั่งทะเล

Bukit (Mountain) (6.4458968, 101.8181669) #1 – #4 (2024)

ประเด็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิทัศน์บริเวณปากแม่น้ำบางนรา ยังถูกนำเสนออีกครั้งในผลงานการจัดวางที่ตั้งอยู่ ณ กลางห้องนิทรรศการ Storm (พายุ) ตู้กระจกทรงสี่เหลี่ยมภายในติดตั้งกลไกสร้างกระแสลมและบรรจุสินแร่จากธรรมชาติ ทั้งเม็ดทรายและฝุ่นผงสกัดจากวัสดุธรรมชาติจากชุมชนปากแม่น้ำบางนรา กองสุมกันจนเกิดเป็นเนินเขาขนาดย่อมที่พร้อมจะเปลี่ยนรูปร่างไปตามกระแสลมทุกหนึ่งชั่วโมง

Storm (พายุ)

ผลงานทั้งสองได้ฉายภาพแทนของผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับธรรมชาติ อันเกิดจากการกระทำโดยน้ำมือมนุษย์ ซึ่งไม่ได้ส่งผลเพียงแค่สภาพแวดล้อมในเชิงกายภาพ แต่ยังกระทบไปถึงรูปแบบการดำรงชีวิตแบบดั้งเดิมของชาวบ้านในหมู่บ้านชาวประมงบริเวณปากแม่น้ำบางนรา เช่น การที่ชาวบ้านมักใช้การสังเกตและจดจำลักษณะของภูเขาแต่ละลูกเพื่อระบุตำแหน่งในการเดินทางออกสู่ทะเลและกลับบ้านในยามค่ำ รวมถึงภูมิปัญญาในการหาปลาด้วยเทคนิคการฟังเสียงปลาใต้ผิวน้ำ เหมือนที่โลมาและค้างคาวหาตำแหน่งของเหยื่อด้วยคลื่นกระทบ (Echolocation) ทว่าเมื่อภูเขาที่พวกเขาเคยใช้เป็นเครื่องมือในการบอกตำแหน่งค่อยๆ สูญหายไปทีละลูก ทรายก้นทะเลที่ถูกขุดและถ่ายโอนย้ายไปสร้างผืนดินแห่งใหม่จนทำให้เรือขนาดเล็กไม่สามารถใช้แหอวนในการหว่านหาปลาได้อย่างที่เคย แม้กระทั่งการนำเรือของตนเข้ามาจอดเทียบท่าก็ไม่สามารถกระทำได้ เนื่องมาจากหาดทรายที่เคยมี ได้หายไปแล้วตลอดกาล

ภาพทั้งหมดที่กล่าวมานั้นถูกถ่ายทอดผ่าน Sand and See เมื่อมองจากทะเลไม่เห็นชายฝั่ง ผลงานภาพเคลื่อนไหวแสดงการบันทึกความทรงจำของสถานที่ต่างๆ ตั้งแต่ชุมชนชาวเลที่ทำมาหากินด้วยการหาปลา ความเปลี่ยนแปลงของผืนดินที่บรรพบุรุษของพวกเขาเคยอยู่อาศัยและหาเลี้ยงชีพ ปัจจุบันกลับกลายเป็นพื้นที่ในการดูแลภายใต้การปกครองของกรมเจ้าท่า ตามมาด้วยกรณีข้อพิพาทเรื่องกรรมสิทธิ์และการสัมปทานขุดทรายบริเวณพื้นที่ปากแม่น้ำ และภาพของการถ่ายโอนทรายเหล่านั้นไปสู่การสร้างผืนดินใหม่บนที่ดินของเหล่าคหบดี เศรษฐีผู้มีกินในท้องถิ่นที่มักเข้ามาถือครองและขยายอาณาเขตแดนของตน ก่อนจะปล่อยให้ชาวบ้านและคนต่างถิ่นเข้ามาเช่าอยู่อาศัย กลายเป็นวัฏจักรใหม่ที่เข้ามากัดกร่อนวิถีชุมชนดั้งเดิมและยังคงดำเนินต่อไปอย่างไม่รู้จบ

ผลงานทั้งหมดได้ตอกย้ำถึงสายสัมพันธ์ระหว่างผู้คนกับสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ปากแม่น้ำบางนราที่ค่อยๆ สูญสลายไป รวมถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นเมื่อรัฐได้เข้ามาจัดการกับทรัพยากรสิ่งแวดล้อมในพื้นที่โดยปราศจากซึ่งความเข้าใจในความต้องการอันแท้จริงของชาวบ้านผู้อยู่อาศัย

นิทรรศการ From Nomad to Nowhere จึงเปรียบดั่งอนุสรณ์แห่งความทรงจำและการต่อสู้ของชุมชนในการรักษาวิถีชีวิตของพวกเขาไว้