FROM 8 TO INFINITY
โดย คาร์ลอส เดลกาโด, เปาโล กัตติ และ ตฤณภัทร ชัยสิทธิศักดิ์
ภัณฑารักษ์ สรณ วิริยะประสิทธิ์
จัดแสดงที่ MATDOT Art Center
ระหว่างวันที่ 26 สิงหาคม – 28 กันยายน
ลัทธิทำงานหนัก หรือ ‘workism’ คือคำที่ใช้อธิบายถึงภาวะของผู้คนที่มีความหมกมุ่นอยู่กับการทำงาน อาจเนื่องมาจากปัจจัยหลากหลายด้านที่ผลักดันให้พวกเขามุ่งทำงานหนักอย่างเกินกำลัง โดยเฉพาะความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเมื่อสังคมมนุษย์เข้าสู่ช่วงศตวรรษที่ 20 ความเจริญก้าวหน้าทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ได้สร้างแม่แบบของ ‘ชีวิตในฝัน’ ที่หล่อหลอมให้ผู้คนต่างมุ่งหวังที่จะขับเคลื่อนชีวิตของตนไปสู่ความก้าวหน้า เกิดเป็นค่านิยมของการทำงานอย่างหักโหมโดยสมัครใจและพร้อมที่จะทลายกรอบเวลา 8 ชั่วโมง ซึ่งเป็นช่วงเวลาของการทำงานที่รัฐสมัยใหม่เข้ามาใช้รองรับสวัสดิภาพของเหล่าคนทำงาน ในท้ายที่สุด
ภาพของความเหนื่อยล้าจากการใช้ร่างกายไปกับการทำงานศิลปะอย่างหนักหน่วง เคยถูกแสดงให้เห็นมาแล้วกับชุดผลงานในอดีตของตฤณภัทร ชัยสิทธิศักดิ์ หากแต่ในการสร้างสรรค์ผลงานครั้งนี้ เขามิได้มีจุดมุ่งหมายที่จะนำเสนอแนวคิดของการอุทิศเวลาเพื่อการทำงานเป็นแนวคิดหลักแต่อย่างใด
ตฤณภัทรเริ่มต้นโครงการศิลปะชุดใหม่นี้ จากการตั้งข้อสังเกตที่มีต่อพลวัตของการเปลี่ยนผ่านที่เกิดขึ้นกับอาคารหลังเก่าขยับขยายไปสู่พื้นที่ทางศิลปะร่วมสมัย จากการสืบค้นเรื่องราวเกี่ยวกับพื้นที่แห่งนี้ ทั้งจากการเฝ้าสังเกตและสัมภาษณ์เหล่าผู้คนที่อยู่อาศัย และ แวะเวียนเข้ามาใน MATDOT Art Center ซึ่งนอกเหนือจากการเป็นสถานที่จัดกิจกรรมทางศิลปะแล้ว สถานที่แห่งนี้ยังเป็นที่ตั้งของกองบรรณาธิการ Fine Art Magazine นิตยสารศิลปะที่เปิดพื้นที่ให้กับเหล่านักเขียน ศิลปิน ในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารและผลงานของพวกเขาให้กลายเป็นที่รู้จักในแวดวงศิลปะร่วมสมัย
จากนิตยสารเล่มแรกที่ถูกตีพิมพ์ในปี 2004 สู่นิตยสารเล่มสุดท้ายในปี 2019 บทบาทของสิ่งพิมพ์ที่เปลี่ยนแปลงไปภายหลังการมาของโซเชียลมีเดียที่กลายเป็นช่องทางหลักในการเผยแพร่เนื้อหา (content) ต่างๆ ประกอบกับการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ก็ได้ทำให้ Fine Art Magazine ต้องยุติบทบาทในฐานะสื่อสิ่งพิมพ์ แต่บทบาทของการเป็นพื้นที่ทางศิลปะร่วมสมัยที่คอยสนับสนุนผู้คนในแวดวงศิลปะก็ยังคงอยู่ในรูปของการเป็นพื้นที่ศูนย์รวมของกิจกรรมทางศิลปะในชื่อ MATDOT Art Center
เรื่องราวข้างต้นตอกย้ำในสิ่งที่ตฤณภัทรให้ความสนใจนั่นคือ การเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ทั้งในเชิงรูปธรรมและนามธรรม เขาเริ่มสร้างสรรค์ผลงาน Transition เพื่อทำหน้าที่บันทึกเรื่องราวต่างๆ ตลอดระยะเวลาเกือบหนึ่งปี กับการใช้เวลาว่างนอกเหนือจากการสอนนักศึกษาที่มหาวิทยาลัยไปกับการคัดลอกลวดลายบนพื้นผิววัสดุต่างๆ ของ MATDOT Art Center ด้วยการใช้เวลา 15 นาที ค่อยๆ ฝนดินสอสีเทาลงบนกระดาษไขขนาด A4 ทีละแผ่น ตั้งแต่ พื้นกระเบื้อง แผ่นเหล็ก ไม้กระดาน ไปจนถึงผนังกระจก บ้างก็เป็นวัสดุดั้งเดิมของตัวอาคารสำนักงาน บ้างก็เป็นวัสดุใหม่หลังการกลายสภาพเป็นพื้นที่ทางศิลปะที่ผู้คนมากหน้าหลายตาได้ผลัดเปลี่ยน หมุนเวียนกันเข้ามาทำกิจกรรมต่างๆ และทิ้งร่องรอยของกิจกรรมเหล่านั้นไว้ ทั้งชั่วคราวและถาวร

ร่องรอยที่ปรากฏอยู่บนผลงานของตฤณภัทรมิได้มีเพียงแค่ร่องรอยจากการกระทำของมนุษย์เพียงเท่านั้น หากแต่ยังมีร่องรอยบนกระดาษไขอันเกิดจากเงื่อนไขของอุณหภูมิและความแปรผันของสภาพอากาศ สีสันและรอยเปื่อยยุ่ย อันเกิดจากความชื้นแฉะตามฤดูกาล ซึ่งนับเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงสภาพเดิมของมวลก้อนของความทรงจำที่ตฤณภัทรเป็นผู้เก็บบันทึก สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นถึง พลังอำนาจของเวลาที่หมุนไปข้างหน้าและพร้อมที่จะย่อยสลายมวลก้อนของความทรงจำให้บางเบาและจางหายไปอย่างช้าๆ ในที่สุด
การอุทิศเวลาเพื่อการทำงานศิลปะที่ตฤณภัทรแสดงออกมา ได้ส่งต่อแรงบันดาลใจไปยังสองศิลปิน สำหรับการตีความและต่อยอดเป็นงานสร้างสรรค์ตามแนวทางของตน เริ่มจาก คาร์ลอส เดลกาโด ศิลปิน ผู้ทำงานด้านสื่อมัลติมีเดียจากสหรัฐอเมริกา ซึ่งได้ตีความกระบวนการทำงานของตฤณภัทรไปสู่การอุทิศตนให้การทำงานภายใต้เงื่อนไขของ “กาลเวลา” ผ่านการสร้างสรรค์ผลงานชุดดังกล่าวด้วยซอฟต์แวร์ที่พัฒนาขึ้นมาด้วยตนเองสำหรับใช้ในการปรับแต่งฟังค์ชันการใช้งานอย่างอิสระ โดยเฉพาะการออกแบบการเคลื่อนไหวของโมเดลสามมิติที่สามารถให้ผลลัพธ์อย่างเป็นที่น่าพอใจได้มากกว่าผลลัพธ์จากการป้อนคำสั่งผ่านระบบปัญญาประดิษฐ์ Ai หรือ ซอฟต์แวร์พื้นฐานที่คนทั่วไปใช้งาน
In Alignment ผลงานของคาร์ลอสว่าด้วยโลกทัศน์จำลองของเหล่าคนทำงานทั้ง 8 สาขา จากนำวิดีโอฟุตเทจที่บันทึกภาพการทำงานของผู้คนหลากสาขาอาชีพที่กำลังดำเนินกิจกรรมต่างๆ มาสร้างสรรค์เป็นชุดผลงานวิดีโอจำนวน 9 องค์ ประกอบไปด้วย 0.Multiverse, 1.The Artist, 2.Culinary Arts, 3.Musicians, 4.Builders, 5.Healers, 6. Marketplaces, 7.Love of Craft, และ 8.Quest for Knowledge

ผลงานทั้ง 9 นี้มีลักษณะเป็นวิดีโอกราฟิกจำลองเหตุการณ์การกำเนิดระบบสุริยะจักรวาล ก่อกำเนิดเป็นหมู่พิกเซลลูกบาศก์ดาวฤกษ์น้อยใหญ่ส่องแสงสะท้อนเป็นประกาย โคจรหมุนเวียนกันอย่างเป็นระเบียบ ตัดสลับไปสู่ฉากถัดไปจนครบทั้ง 8 องค์ โดยแต่ละองค์จะเป็นการแสดงสภาพแวดล้อมของสถานที่ทำงานที่ผู้คนแต่ละสาขาอาชีพจากทั่วมุมโลกอาศัยอยู่ ขณะที่กลางจอภาพปรากฏวัตถุทรงกลมคล้ายฟองอากาศที่เคลื่อนไหวล่องลอยไปมา
ภายในฟองเหล่านั้นยังได้แสดงสภาพการทำงานของผู้คน ตั้งแต่ ศิลปินอย่างตฤณภัทรที่กำลังรังสรรค์งานศิลปะด้วยการฝนฟื้นผิวลงบนกระดาษด้วยดินสออย่างขมักเขม่น นักดนตรีปริศนาที่กำลังบรรเลงบทเพลงอยู่ภายในสตูดิโอแห่งหนึ่ง การแลกเปลี่ยนซื้อขายของเหล่าแม่ค้าในตลาดสด รวมจนถึงแม่บ้านที่กำลังประกอบอาหารอยู่ภายในห้องครัวของ MATDOT Art Center ฯลฯ สื่อถึงตัวแทนของโลกทัศน์ในระดับปัจเจกที่ปลีกแยกอย่างเป็นเอกเทศ ก่อนที่ฟองเหล่านี้จะค่อยๆ โคจรเคียงข้าง บ้างก็ผสานทับซ้อน บ้างก็เคลื่อนที่ถอยห่างจนจางหายไปกับจักรวาลอันว่างเปล่า
วัฏจักรของโลกทัศน์ที่คาร์ลอสสร้างสรรค์ขึ้นมานี้ จำลองภาพของทฤษฎีจักรวาลฟองสบู่ (bubble universe) หรือชื่อที่เราคุ้นชินกันในปัจจุบันอย่าง พหุจักรวาล (multiverse) ออกมาอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีฟองอากาศที่แทนค่าถึงโลกแต่ละใบในจักรวาลหน่วยย่อยที่ล่องลอยอยู่อย่างเป็นเอกเทศ เห็นได้ชัดจากภาพของผู้คนที่ฉายอยู่ภายในโลกแต่ละใบ ซึ่งตอกย้ำถึงวลีที่ว่า “เราแต่ละคนต่างมีโลกเป็นของตัวเอง”
ถัดไปผลงานการรังสรรค์ของเปาโล กัตติ ผู้ทำงานเป็นทั้งนักประพันธ์ นักดนตรี และศิลปินชาวอิตาลีผู้ได้รับแรงบันดาลใจที่ต่อยอดมาจากผลงานภาพวาดของตฤณภัทร และภาพเคลื่อนไหวของเดลกาโด เป็นการตีความต่อยอดลักษณะเชิงกายภาพที่ปรากฏใน ผลงานของคาร์ลอสชิ้นก่อนหน้า กัตติสร้างสรรค์งานดนตรีเพื่อทำหน้าที่เป็น “เสียง” ให้กับ “ภาพ” แห่งพหุจักรวาลนี้ อันเป็นที่มาของชื่อ From 8 to Infinity : Exploring the workism Phenomenon แบ่งออกเป็นบทโหมโรง 1 ส่วน และส่วนย่อย 8 ส่วน ซึ่งอ้างอิงถึงจำนวนของผลงานวิดีโอทั้ง 9 องค์ เขามุ่งเน้นไปที่การหยิบเอาเครื่องเป่าจากสามวัฒนธรรม มาใช้เป็นแกนหลักของเสียงดนตรีทั้งหมด ร่วมกับการใช้เครื่องดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ประสานท่วงทำนองดนตรีที่ให้ความรู้สึกอันหลากหลายในเวลาเดียวกัน
เสียงเครื่องเป่าที่กัตตินำมาเรียบเรียงสอดประสานนี้ ถูกนำเสนอในฐานะของตัวแทนอารยธรรมและวิวัฒนาการที่มนุษย์ใช้ ‘สร้างเสียง’ อันหลากหลายของตัวเองขึ้นมาได้ เช่น การประดิษฐ์เครื่องมือที่อาศัยกระบวนการไหลเวียนของอากาศและลมหายใจผ่านข้อปล้องของท่อนไม้และกระดูกสัตว์ จนเกิดเป็นเครื่องเป่าเพื่อส่งสาร ให้สัญญาณในศึกสงครามและการประกอบพิธีกรรมทางศาสนา ไปจนถึงสร้างเสียงดนตรีเพื่อให้เกิดความสุนทรีย์และการแสดงออกของอารมณ์ความรู้สึก เครื่องเป่าที่มนุษย์สรรค์สร้างนี้จึงเสมือนกับนวัฒกรรมแห่งมวลมนุษย์ ตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์จนถึงปัจจุบัน
ในส่วนของการออกแบบภาคดนตรี กัตติได้ใช้เสียงขลุ่ยไทย บรรเลงโดย สมนึก แสงอรุณ, เสียงฟลุต บรรเลงโดยบีอาทริช มินาชี และเสียงขลุ่ยพื้นเมืองอเมริกัน บรรเลงโดยเทย์เลอร์ คินเชด มาใช้ร่วมกับการตีความผลงานในอดีตของตฤณภัทร ซึ่งเป็นการวาดเส้นตรงแต่ละเส้นซ้ำไปซ้ำมาจนเกิดเป็นภาพที่ดูคล้ายกันคลื่นความถี่บนจอโทรทัศน์ ลักษณะของเส้นและความถี่ที่สม่ำเสมอนี้ ได้ถูกนำมาประยุกต์ใช้กับทฤษฎีดนตรีสากล ตั้งแต่ การนับจังหวะ การเพิ่มค่าความยาวโน้ต (Tie) ให้แก่โน้ตที่มีระดับเสียงเดียวกัน อีกหนึ่งตัวอย่างคือ เทคนิค ‘Wall of Sound’ ซึ่งเป็นเทคนิคการสร้างเสียงให้มีความหนาแน่น มีมิติ และความก้องกังวาน จากการใช้เครื่องดนตรีอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องดนตรีออร์เคสตราบางส่วน โดยการเล่นโน้ตตัวเดียวกันพร้อมๆกัน และบันทึกเสียงในห้องอัดเสียงที่ก้องสะท้อน ส่งผลให้โน้ตตัวหลักที่ปรากฏอยู่ในผลงานชิ้นนี้ เกิดเป็นเสียงที่ลากยาวเวลาหลายวินาทีเช่นเดียวกับรูปแบบการลากเส้นของตฤณภัทร

จะเห็นได้ผลงานศิลปะทั้งสามนี้ ล้วนมีความต่างกันอย่างสิ้นเชิง ทั้งรูปแบบของสื่อและแนวคิดเบื้องหลังไม่ได้ต่างมาก เพราะมีโจทย์ที่ภัณฑารักษ์กำหนดให้ตั้บแต่แรกแล้ว ซึ่งเกิดจากการตีความและความสนใจตามแนวคิดของศิลปินแต่ละคน แต่เมื่อผลงานทั้งสามถูกนำมาจัดแสดงร่วมกัน ไม่ว่าจะผลงานจำนวนมากกว่า 900 ชิ้นของตฤณภัทรที่ถูกติดตั้งเต็มทั่วพื้นที่ของห้องนิทรรศการ
แสงสลัวที่กลบเลือนร่องรอยบนกระดาษไขเอาไว้ในเงามืด ช่วยกระตุ้นเชื้อเชิญให้ผู้ชมเข้าไปสำรวจร่องรอยเหล่านั้นอย่างใกล้ชิด เก้าอี้ที่ตั้งขวางอยู่ตรงข้ามกับภาพฉาย ราวกับกำลังบังคับให้ผู้ชมต้องนั่งจ้องมองไปยังผลงานวิดีโอที่ฉายลงบนผนังห้องนิทรรศการ เงาสะท้อนบนกระจกได้ขยายขนาดของพื้นที่ภายในห้องนิทรรศการให้กว้างออกไปในอีกมิติหนึ่งอย่างไม่มีสิ้นสุด โดยมีเสียงจากผลงานดนตรีคอยให้บรรยากาศและเชื่อมผสานผลงานทั้งสามนี้เข้าไว้ด้วยกัน
FROM 8 TO INFINITY แสดงให้เห็นถึงภาวะของการเกื้อหนุนกันอย่างแยกไม่ออก ดั่งความสัมพันธ์แบบน้ำพึ่งเรือ เสือพึ่งดังป่าของสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศ เช่นเดียวกับความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนที่ดำรงอยู่ในแต่ละหน่วยย่อยของสังคม ไม่เพียงแต่ในพื้นที่ของ MATDOT Art Center แต่ยังรวมไปถึงผู้คนภายนอก ซึ่งต่างใช้ชีวิตและทำหน้าที่ตามบทบาทอาชีพของตนเอง เพื่อหล่อเลี้ยง ค้ำจุนโครงสร้างของสังคม

