ก่อนจะมาเป็น “จากไป กลับมา”

10 ปี หลังการจากไปมณเฑียร บุญมา ตามมาด้วยการสูญเสียบิดาอันเป็นที่รักของนาวิน ลาวัลย์ชัยกุล ส่งผลให้นาวิน ประสบกับภาวะความสับสนบางอย่างในจิตใจจึงตัดสินใจบวชเป็นพระที่วัดอุโมงค์ (สวนพุทธธรรม) ในช่วงเวลาหนึ่ง ก่อนที่จะค้นพบว่า เครื่องมือที่ใช้ในการหาทางออกของปัญหาที่ได้ผลที่สุดก็คือ การทำงานศิลปะ

นาวินจึงได้ใช้การทำงานศิลปะในรูปของ “การเขียนจดหมาย” โดยเฉพาะการเขียนจดหมายถึงผู้ที่จากไป อันเนื่องมาจากความเชื่อของนาวินที่ว่า “ผู้ที่จากไปนั้น แท้จริงแล้ว พวกเขาแค่เดินทางไปยังอีกสถานที่หนึ่ง เพียงเท่านั้น” การเขียนจดหมายของนาวิน จึงมีไว้เพื่อการบำบัดจิตใจและเป็นสื่อกลางที่มีไว้เพื่อการสื่อสารระหว่างเขากับผู้จากไป

เนื้อความบนจดหมายของนาวินได้นำพาให้เขาเดินทางไปเยี่ยมบ้านของมณเฑียรผู้เป็นอาจารย์ที่จังหวัดนนทบุรี ทำให้นาวินได้พบกับเรื่องราวต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับอาจารย์ผู้ล่วงลับ ไม่ว่าจะเป็นผ้าใบผืนเปล่าที่มณเฑียรได้ตระเตรียมไว้ให้แก่ลูกชาย (จุมพงษ์ บุญมา) หรือ บทเพลง Funeral March ที่เปรียบดั่งบทเพลงแห่งคำสั่งเสียก่อนที่มณเฑียรจะเสียชีวิต สิ่งเหล่านี้ได้กลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับนาวินในการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะสำหรับใช้เป็นส่วนหนึ่งในนิทรรศการระลึกถึงมณเฑียรผู้เป็นอาจารย์ในเวลาต่อมา

แม้ในช่วงแรก นาวินจะมีความรู้สึกสับสนภายในใจอยู่บ้าง อันเนื่องมาจากการตั้งคำถามถึงชอบเขตของการทำงานศิลปะและการเข้าไปก้าวก่ายเรื่องส่วนตัวของผู้อื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องส่วนตัวของบุคคลที่เขาให้ความเคารพรัก แต่หลังจากการได้พูดคุย ปรึกษากับหลากหลายผู้คนที่ใกล้ชิดก็ทำให้นาวินได้ค้นพบว่า สิ่งสำคัญที่สุดของการทำงานศิลปะคือ การทำงานที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความรับผิดชอบทางด้านศีลธรรม และ การเคารพซึ่งกันและกัน

นาวินตัดสินใจเดินหน้าโครงการศิลปะของเขาต่อโดยที่ไม่เข้าไปแตะต้องหรือเปลี่ยนแปลงสิ่งของที่เปรียบเสมือนดั่งมรดกทางความทรงจำใดๆของมณเฑียร นำไปสู่ผลงาน House of Hope (Homage to montien Boonma) (2556) ซึ่งเป็นการคารวะแด่ผลงาน House of Hope (2540) ของมณเฑียร ว่าด้วยการสำรวจอุปลักษณ์เกี่ยวกับพื้นที่ของการเยียวยาจิตใจ ผลงานชุดดังกล่าวประกอบไปด้วย ภาพเขียนสีน้ำมันขนาดเท่ากับ ‘ผ้าใบผืนเปล่าของมณเฑียร’ ติดตั้งไว้เหนือเปียโนหลังเก่า ภายในภาพเขียนแสดงภาพของมณเฑียร บุญมาและครอบครัวอยู่ร่วมกัน จัดแสดงคู่กับวิดีโอฟุตเทจที่บันทึกปฎิกริยาของ “คุณยาย” (แม่ของแจ่มจันทร์ มุกดาประกร ภรรยามณเฑียร) ระหว่างการฟังบทเพลง Funeral March ที่ถูกบรรเลงโดยนักดนตรีรับเชิญ ศุภาวรรณ เตยะราชกุลผ่านการใช้เปียโนหลังเก่าของแจ่มจันทร์ โดยภาพเขียนชิ้นดังกล่าวถูกสร้างสรรค์ขึ้นมาจำนวน 2 ภาพ ภาพหนึ่งมอบให้เป็นที่ระลึกแก่ของจุมพงษ์ และจัดแสดงอยู่ ณ Montien Atelier บ้านของมณเฑียร บุญมา อีกภาพหนึ่งนำไปจัดแสดงที่จังหวัดเชียงใหม่ ณ สตูดิโอเค สตูดิโอของนาวิน

House of Hope (Homage to montien Boonma) (2556) จัดแสดงที่สตูดิโอเค

ด้วยความเชื่อที่ว่า การนำกระบวนการสร้างสรรค์งานศิลปะของมณเฑียรมาใช้กับการทำงานศิลปะของตนเองจะสามารถเชื่อมต่อความทรงจำของเขาเข้ากับตัวตนของผู้เป็นอาจารย์ได้ เห็นได้จากจดหมายที่นาวินเขียนถึงมณเฑียร ซึ่งอธิบายถึงที่มาของผลงานจัดวางในอดีต A Tales of Two Homes (O.K. Store) (2558) ผลงานชิ้นหนึ่งในนิทรรศการ เรื่องเล่าบ้านบ้าน เรื่องราวนาวิน (2558) บอกเล่าความทรงจำร่วมระหว่างนาวินกับผู้เป็นพ่อ ผ่านการจำลอง “ร้านโอเค” ร้านขายผ้าของครอบครัว ซึ่งเคยตั้งอยู่ในตลาดโวรรส ย่านการค้าเก่าแก่ของเมืองเชียงใหม่ ปัจจุบันผลงานชิ้นนี้จัดแสดงอยู่ที่สตูดิโอเคของนาวิน

ที่ด้านตรงข้าม นาวินยังได้นำประตูเหล็กที่ถอดรื้อมาจากร้านโอเคมาติดตั้งไว้ โดยผู้ชมจะสามารถได้ยินเสียงลมหายใจอันแผ่วเบาของคุณพ่อของนาวินลอดผ่านมาจากอีกฟากหนึ่งของประตู พร้อมกันนั้นยังมีกระดาษเขียนข้อความต่างๆ ซึ่งนาวินใช้การเขียนเหล่านั้นในการสื่อสารระหว่างเขากับคุณพ่อในช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิต และจดหมายนี้เอง ที่นาวินได้เชื่อมโยงไปถึงเรื่องราวระหว่างมณเฑียรกับภรรยาที่ใช้การเขียนข้อความบนกระดาษในการสื่อสารแทนการพูด

จุดเริ่มต้นของ “จากไป-กลับมา”

17 สิงหาคม 2563 นาวินเริ่มต้นโครงการศิลปะครั้งสำคัญเพื่อรำลึกในวาระครบรอบ 20 ปี การเสียชีวิตของมณเฑียร บุญมา ด้วยความตั้งใจว่าผลงานทั้งหมดในโครงการครั้งนี้ จะมีทั้งผลงานของมณเฑียรเองและสิ่งที่นาวินสร้างสรรค์ขึ้นจากแรงบันดาลใจจากมณเฑียร รวมถึงการเขียนจดหมายบันทึกความทรงจำ จำนวนสองฉบับ ตลอดสิบปีที่นาวินเขียนถึงอาจารย์ โดยเลือกวัดอุโมงค์เป็นสถานที่จัดแสดงผลงานทั้งหมด เพื่อเชื่อมโยงเรื่องราวความทรงจำระหว่างนาวินและอาจารย์ที่เคารพในส่วนของชื่อโครงการนั้น นาวินยังได้สลับคำกับชื่อของนิทรรศการครั้งก่อนหน้า โดยเปลี่ยนจาก “กลับไป-กลับมา” เป็น “จากไป-กลับมา”

เนื่องจากแรงบันดาลใจของผลงานหลายชิ้น ล้วนมีความเกี่ยวโยงกับสภาพแวดล้อมที่มณเฑียรอาศัยอยู่ในแต่ละช่วงเวลา เขาออกเดินทางมุ่งสู่กรุงเทพฯตามรอยเส้นทางที่มณเฑียรเคยท่องไป เพื่อพบปะกับเหล่าบุคคลผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับมณเฑียรในครั้งอดีต พร้อมกับวิเคราะห์แนวคิดเบื้องหลังการทำงานศิลปะแต่ละชิ้นของมณเฑียร เช่น ภาพของระฆังที่แขวนเรียงกันบริเวณรอบพระอุโบสถของวัดพระธาตุดอยสุเทพ ซึ่งต่อมาได้กลายมาเป็นที่มาของผลงาน Lotus Sound (2536), การพบเห็นสภาพเจดีย์ล้านนาที่ถูกปล่อยร้างท่ามกลางตึกแถวอาคารพานิชย์ แสดงให้เห็นถึงการรุกล้ำของอารยธรรมใหม่ที่ส่งผลกระทบต่อวิถีชุมชน ตลอดจนความเชื่อ ความศรัทธาที่เปลี่ยนไปในสังคมเมือง

อีกหนึ่งตัวอย่างที่น่าสนใจนั่นคือ การเดินทางตามรอยมณเฑียรเพื่อไปเยี่ยมชมอโรคยาศาล สถานพยาบาลในสมัยอาณาจักรขอมโบราณที่เป็นแรงบันดาลใจสำคัญให้มณเฑียรสร้างสรรค์ผลงาน Body temple (2538) การเยี่ยมชมโบราณสถานแห่งนี้ทำให้นาวินนึกถึงช่วงเวลาที่เขาได้มีโอกาสเป็นผู้ช่วยให้แก่มณเฑียรในการติดตั้งผลงาน Body temple ซึ่งจัดแสดงในนิทรรศการเชียงใหม่จัดวางสังคมครั้งที่ 3 นับเป็นผลงานช่วงสุดท้ายที่มณเฑียรสร้างสรรค์ขึ้นในขณะที่อาศัยอยู่ในจังหวัดเชียงใหม่ โดยนาวินยังได้ตั้งข้อสันนิษฐานว่า ภายหลังจากที่ภรรยาของมณเฑียรเสียชีวิตลง เขาก็ได้นำแรงบันดาลใจส่วนหนึ่งที่ได้รับจากอโรคยาศาลมานำเสนอผ่านการสร้างพื้นที่สำหรับการบำบัดเยียวยารักษาทั้งร่างกายและจิตใจ โดยใช้กระบวนการทางศิลปะเข้ามาผสมผสานกับพิธีกรรมทางศาสนา ซึ่งจบลงด้วย “การเผาสวดส่งงานศิลปะ” ประหนึ่งการปัดเป่าเคราะห์กรรม ชำระล้างจิตใจให้กลับมาเข้มแข็งอีกครั้ง

การติดตั้งผลงานอโรคยาศาล (Arokhayasala) (1995)
การเผาผลงาน Body temple (1995) ของมณเฑียรในนิทรรศการเชียงใหม่จัดวางสังคมครั้งที่ 3

นาวินถอดรื้อกระบวนการสร้างสรรค์ผลงานต่างๆ ของมณเฑียร เพื่อนำกลับสร้างสรรค์ใหม่อีกครั้ง เริ่มจาก วิปัสสนา – ภาชนะ (Vipassana–Vessel) (2536) ศิลปะจัดวางเฉพาะพื้นที่ของมณเฑียร ซึ่งเคยจัดแสดงที่วัดอุโมง เป็นส่วนหนึ่งของเทศกาลเชียงใหม่จัดวางสังคม ครั้งที่ 2 ภายใต้แนวคิดของแรงกดดันและความสมดุล ด้วยการทดลองจัดเรียงชามดินเผาจำนวนกว่า 600 ใบ ขึ้นเป็นกำแพงทรงกลมขนาดใหญ่ สำหรับผลงานชิ้นนี้ แม้นาวินจะไม่ได้มีส่วนช่วยมณเฑียรมากนัก แต่เขายังคงจำภาพที่มณเฑียรติดตั้งผลงานด้วยตนเองได้ ณ ตำแหน่งเดิมที่ผลงานชิ้นดังกล่าวเคยติดตั้งอยู่ เทียบเคียงกับตำแหน่งของต้นไม้โดยรอบ

วิดีโอบันทึกภาพผลงานวิปัสสนา – ภาชนะ (Vipassana–Vessel) (2536)

เนื่องมาจากระยะเวลาที่ล่วงเลยมากว่า 20 ปี จึงทำให้ไม่มีหม้อดินเผาเดิมหลงเหลืออยู่แล้ว ถึงอย่างนั้น ด้วยความอุตสาหะของนาวิน จึงทำให้เขาได้พบกับเหล่าช่างปั้นที่หมู่บ้านหัตถกรรมเหมืองกุง เชียงใหม่ ที่เข้ามาช่วยกันปั้นหม้อดินเผาขึ้นมาใหม่อีกครั้ง ด้วยการถอดแบบจากภาพถ่ายและความทรงจำใช้เวลากว่าหลายเดือนกว่าจะได้มาซึ่งหม้อดินเผาจำนวนกว่า 600 ใบตามจำนวนที่มณเฑียรเคยใช้ประกอบขึ้นมาเป็นผลงานชิ้นนี้

นอกจากหม้อดินเผาแล้ว วิปัสสนา – ภาชนะ ยังมีวัสดุอื่นเช่น “ตะเกียบโลหะ” ที่มณเฑียรใช้รูปทรงของกระดูกนิ้วมือมนุษย์สร้างสรรค์ขึ้นมา ซึ่งนับว่าเป็นโชคดีที่นาวินได้รับชิ้นส่วนของตะเกียบโลหะจากจุมพงษ์ บุญมา ให้นำกลับไปซ่อมแซมและได้รับอนุญาตให้หล่อชิ้นงานดังกล่าวขึ้นมาใหม่

ต่อมาที่ “ผ้าเช็ดปาก” นาวินได้ติดต่อไปยังพิพิธภัณฑ์ศิลปะสิงคโปร์ (Singpore Art Museum) สถานที่ที่เก็บสะสมผลงานชุดโต๊ะจีน (A pleasure of Being, Crying, Dying and Eating) (2536) ของมณเฑียร ซึ่งเป็นผ้าแบบเดียวกันกับวิปัสสนา – ภาชนะ เพื่อนำมาถอดแบบและใช้ประกอบร่วมกับผลงานที่จะจัดแสดงในวัดอุโมงค์ ด้วยความร่วมมือกับภัณฑารักษ์ประจำพิพิธภัณฑ์ศิลปะสิงคโปร์ จึงทำให้นาวินสามารถผลิตผ้าผืนดังกล่าวได้ตรงตามต้นฉบับ

หากแต่สิ่งที่ยากที่สุดของการสร้างสรรค์นี้ คือสิ่งที่ซ่อนอยู่ภายในกำแพงดินเผา มีลักษณะก้อนกระดาษที่เสียบไว้บนก้านตะเกียบโลหะซึ่งถูกเสียบลงผืนดินจนทำให้ดูคล้ายกับกระถางธูป ดูคล้ายกับดอกบัว โดยอ้างอิงจากบันทึกวิดีโอที่มณเฑียรกล่าวถึงวัตถุชิ้นนี้ว่าเป็น “สำเนากะโหลก”

นาวินปะติดปะต่อความทรงจำในอดีต โดยนึกย้อนไปถึงกระบวนการสร้าง “ชามก๋วยเตี๋ยว” ที่ใช้สำหรับจัดเรียงซ้อนกันในผลงานโต๊ะจีน ซึ่งมีการพิมพ์ภาพกรามล่างของมนุษย์ลงบนใบชามต่างๆ โดยภาพของกรามล่างนี้มีที่มาจากหนังสือกายวิภาคที่มณเฑียรได้นำภาพต้นแบบมาจากห้องสมุดภายในมหาวิทยาลัยมาใช้เป็นแบบในการผลิต และเป็นตัวของนาวินเองที่เป็นคนขับรถพามณเฑียรเดินทางไปสั่งผลิตชามก๋วยเตี๋ยวเหล่านี้ที่โรงงานเซรามิกในจังหวัดลำปาง ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องอันน่าเหลือเชื่อที่หนังสือกายวิภาคเล่มดังกล่าวยังคงถูกเก็บรักษาไว้ภายในห้องสมุดแห่งนั้น และทำให้นาวินสามารถสร้าง “สำเนากะโหลก” ขึ้นมาใหม่ได้ ก่อนจะกลายมาเป็นก้อนกระดาษขยำที่ใช้เป็นส่วนประกอบของผลงานวิปัสสนา – ภาชนะ ในที่สุด

วิปัสสนา – ภาชนะ (Vipassana–Vessel) (สร้างขึ้นใหม่, 2563) ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ภายในวัดอุโมงค์ (สวนพุทธธรรม)

ถัดมาที่ผลงาน Rooms (สร้างขึ้นใหม่, 2563) มีจุดเริ่มต้นจากการที่นาวินได้ค้นพบผ้าดำผืนเก่าพิมพ์เครื่องหมาย ‘!’ และ ‘?’ ที่เคยใช้เป็นส่วนประกอบในผลงานจัดวาง Rooms (2537) ซึ่งนาวินได้เป็นตัวแทนของมณเฑียรเดินทางไปติดตั้งผลงานชิ้นดังกล่าวในเทศกาล Adelaide Installations : Beyond the Material World ประเทศออสเตรเลีย ก่อนจะรื้อถอนผลงานไปภายหลังจากที่เทศกาลสิ้นสุดลง

ในเวลาต่อมา นาวินยังได้นำผ้าผืนดังกล่าวไปประกอบการจัดแสดงในนิทรรศการต่างๆของเขา จนท้ายที่สุด นาวินก็ต้องการที่จะนำผ้าผืนนี้กลับมาสู่จุดกำเนิดดั้งเดิมของผลงาน Rooms อีกครั้ง ด้วยการกลับไปสืบค้นข้อมูลต่างๆ ที่มณเฑียรบันทึกไว้ ทำให้นาวินสามารถทำความเข้าใจผลงานชิ้นนี้ได้มากขึ้น โดยเฉพาะประเด็นของการนำพาผู้ชมให้ย้อนกลับคืนสู่จุดเริ่มต้นของวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของชาวพุทธในสังคมไทย ผ่านการใช้วัดเป็นสถานที่จัดแสดงผลงานศิลปะ

เห็นได้จากการที่มณเฑียรเชื้อเชิญให้ผู้ชมสามารถเข้าไปมีปฏิสัมพันธ์ผ่านการกระทำอิริยาบถต่างๆ ทั้งยืน นั่ง และนอน เพื่อทดลองทำสมาธิภายในผลงานจัดวางทั้ง 7 ชิ้น โดยมีเครื่องหมาย ‘!’ และ ‘?’ ที่มณเฑียรเรียกว่า “mark of mind” ห้อมล้อมอยู่ คู่สัญลักษณ์ทั้งสองนี้ เป็นดั่งตัวแทนของภาวะจิตที่เกิดขึ้นเป็นปกติในชีวิตมนุษย์ทุกคน นับเป็นครั้งแรกที่มณเฑียรนำสัญลักษณ์ทั้งสองมาพิมพ์บนลายผ้า

นาวินและทีมงานสร้าง Rooms ขึ้นมาใหม่อีกครั้ง โดยถอดแบบจากภาพร่างและภาพถ่ายของผลงานที่ถูกบันทึกไว้ ไม่ว่าจะเป็นการเลือกใช้ไม้ตามต้นฉบับเดิม หรือในส่วนของผ้าฝ้ายทอมือ ที่นาวินเดินทางกลับไปยังแหล่งผลิตดั้งเดิมที่อำเภอสันกำแพง รวมไปถึงการพิมพ์ลายผ้าที่นาวินได้รับความช่วยเหลือจากเพื่อน/อาจารย์ซึ่งต่างก็เคยเป็นลูกศิษย์ของมณเฑียรเช่นเดียวกันเข้ามาทำให้งานชิ้นนี้เสร้จสมบูรณ์

Rooms (สร้างขึ้นใหม่, 2563)
Black Question (2537) จัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยใหม่เอี่ยม

อีกหนึ่งผลงานกับ Black Question (After Montien Boonma) (2563) กับการต่อยอดแรงบันดาลใจของมณเฑียรที่ได้รับจากวัดอุโมงค์แห่งนี้ จากการที่นาวินพบกับโมเดล Black Question (2537) แผ่นเหล็กฉลุลายเครื่องหมาย ‘!’ และ ‘?’ ซ้ำๆ จัดวางอยู่บนพื้นรูปร่างคล้ายอุโมงค์ โดยมีช่องเล็กๆ เหมือนรูหนูสร้างความรู้สึกให้เกิดความสงสัยที่จะเข้าไปสำรวจพื้นที่ภายในของวัตถุชิ้นดังกล่าว และเมื่อก้มลงใช้สายตามองลอดผ่าช่องดังกล่าว จึงเห็นว่าเป็นมีแสงเงาลอดผ่านช่องเล็กๆ สร้างความประทับใจให้แก่นาวินเป็นอย่างมาก

ด้วยความอยากที่จะเข้าไปสำรวจภายในอุโมงค์นั้น ทำให้นาวินตัดสินใจสร้างอุโมงค์ชิ้นนี้ขึ้นมา ด้วยการขยายส่วนผลงานชิ้นเล็กๆให้กลายเป็นประติมากรรมขนาดใหญ่ โดยนาวินใช้เวลาศึกษาและพัฒนารูปทรงตามต้นแบบ จนได้โครงสร้างที่ผู้ชมสามารถเข้าไปสำรวจพื้นที่ภายในของผลงานชิ้นนี้ได้

นาวินสร้างบรรยากาศของรำลึกถึงมณเฑียรอีกครั้ง ด้วยการนำบทเพลง Funeral March มาใช้เป็นเสียงประกอบของผลงาน โดยที่ปลายสุดของอุโมงค์ จะพบกับภาพเขียน Community portraits ของนาวิน ที่นำมาติดตั้งไว้ภายใน นาวินออกแบบภาพเขียนดังกล่าวให้มีลักษณะคล้ายกับจิตรกรรมฝาผนังตามวัดวาอาราม โดยเลือกใช้บรรยากาศของวัดอุโมงค์เป็นฉากหลัง ด้านบนสุดของภาพปรากฏภาพดอกบัวยักษ์ของขรัวอินโข่ง รายล้อมไปด้วยบุคคลต่างๆที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับมณเฑียร บุญมา และโครงการศิลปะของนาวินในครั้งนี้ ซึ่งนาวินอุปมาถึงจุดศูนย์กลางของสถานที่ที่ผู้คนมาอยู่รวมกัน

นอกจากนี้ ที่ตรงกลางของภาพเขียน นาวินยังได้แทรกผลงานผืนผ้าใบว่างเปล่าที่มณเฑียรเคยได้ตระเตรียมไว้ให้กับลูกชาย อันมีที่มาจากการที่นาวินได้เห็น ลูกชายของมณเฑียรยังคงเก็บรักษาเฟรมผ้าใบผืนนี้ไว้เป็นอย่างดี ร่องรอยที่เกิดขึ้นบนผืนผ้าใบอันว่างเปล่ากลับเต็มเปี่ยมไปด้วยความทรงจำต่อบุพการีผู้ล่วงลับ

นาวินเชื่อมต่อตัวตนของมณเฑียรเข้ากับพื้นที่ทางจิตวิญญาณที่เขาเคยผูกพัน สอดประสานไปกับบทเพลงจนถึงความทรงจำของลูกชาย อีกทั้งยังเป็นการเชื่อมต่อความหมายและความทรงจำอันทับซ้อนของตนเองให้กลับมาอีกครั้ง ภายในประติมากรรมอุโมงค์ยักษ์รูปทรงราวกับเนินดิน ท่ามกลางบรรยากาศใต้ร่มเงาแห่งความสงบในวัดอุโมงค์ได้กระตุ้นให้ผู้ชมเข้ามาสำรวจภาวะภายในของตน เมื่อเดินทางผ่านกลุ่มเครื่องหมายคำถามขณะสัมผัสกับความว่างเปล่าและร่องรอยของเครื่องหมายปรัศนีที่แปรผันไปตามแสงเงาของธรรมชาติที่ลอดผ่านพื้นผิวของประติมากรรมชิ้นนี้

Black Question (After Montien Boonma) (2563) ปัจจุบันจัดแสดงที่สตูดิโอเค

อาจกล่าวได้ว่าผลงานศิลปะที่จัดแสดงอยู่ในโครงการศิลปะจากไป-กลับมา คือผลลัพธ์จากการสะสมข้อมูลผ่านการศึกษาชีวิตและผลงานของมณเฑียร บุญมา ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมาของนาวิน ลาวัลย์ชัยกุล ถึงแม้โครงการศิลปะนี้จะสิ้นสุดลงและบรรลุตามเป้าประสงค์ของศิลปินผู้สร้างสรรค์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่ยังคงมีผลงานศิลปะส่วนหนึ่งที่ยังคงจัดแสดงอยู่ตามสถานที่ต่างๆ นับเป็นโอกาสอันดีที่คนรุ่นหลังจะได้เข้ามาเรียนรู้ความหมายที่อยู่ในกระบวนการทำงานศิลปะของสองศิลปิน ซึ่งยังคงส่งต่อแรงบันดาลใจให้แก่โลกของศิลปะร่วมสมัย จวบจนถึงปัจจุบัน

อ้างอิง

  • สูจิบัตรนิทรรศการตายก่อนดับ : การกลับมาของมณเฑียร บุญมา, กรุงเทพฯ , 2548
  • นาวิน ลาวัลย์ชัยกุลและสตูดิโอเค , “จากไป กลับมา” (Departed < > Revisited) A tribute to Montien Boonma , 2567