COLLAPSED : ทรุด
โดย วิชญ มุกดามณี
จัดแสดงที่ 333Gallery/Warehouse 30
ระหว่างวันที่ 10 – 22 ตุลาคม 2023

เป็นที่ชัดเจนแล้วว่า ผลการเลือกตั้งปี พ.ศ. 2566 ที่ประกาศออกมาอย่างเป็นทางการเมื่อช่วงเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมานั้น จบลงที่ชัยชนะของพรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตยที่ได้รับคะแนนเสียงส่วนใหญ่จากประชาชนกว่า 14 ล้านเสียง แต่ก็ยังไม่เพียงพอที่จะทำให้พรรคอันดับหนึ่งนั้นสามารถจัดตั้งรัฐบาลของตนเองได้สำเร็จ ตามมาด้วยช่วงเวลาแห่งความระส่ำระสายแรมเดือนที่ประชาชนต่างตั้งตารอการมาถึงของคณะรัฐบาลชุดใหม่ ที่จบลงด้วยการสลายขั้ว-ปรองดอง ยุติความขัดแย้งทางการเมืองที่กินเวลายาวนานกว่า 17 ปี

เรื่องราวข้างต้นได้กลายมาเป็นแรงบันดาลใจให้กับนิทรรศการ COLLAPSED : ทรุด โดยวิชญ มุกดามณี กับความต้องการที่จะบันทึกสถานการณ์ของบ้านเมืองอันแสนเปราะบางในช่วงเวลาดังกล่าว เพื่อให้เป็นอีกหนึ่งหลักฐานบนหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทย ก่อนที่ทุกอย่างจะเลือนหายไปจากความทรงจำของผู้คน

“ผมได้รับแรงบันดาลใจมาจากภาพ infographic ที่สื่อและสำนักข่าวใช้กันช่วงเลือกตั้งที่ผ่านมา เราจะเห็นได้ว่านั่นเป็นภาพของแผนที่ประเทศไทยที่มันสวยมากๆ และผมก็ไม่คิดว่าจะได้เห็นแผนที่แบบนี้จะอีกแล้ว เป็นแผนที่ที่เกิดจากชัยชนะการเลือกตั้งของพรรคการเมืองที่เป็นลิเบอรัล ผมคิดว่าประเทศไทยเป็นประเทศแรกๆเลย (มั้ง)

“ผมจึงอยากที่จะทำแผนที่แบบนั้นขึ้นมาบ้าง เพราะการเลือกตั้งที่ผ่านมานับเป็นช่วงเวลาสำคัญในประวัติศาสตร์การเมืองไทยของเรา ช่วงเวลานั้น เรายังไม่มีรัฐบาลใหม่อย่างเป็นทางการ เป็นช่วงเวลาที่ประเทศกำลังก่อร่าง ต่อรองกันอยู่ และมันก็เต็มไปด้วยความรู้สึกน่าหวาดกลัว น่าหวั่นไหวไม่มั่นคง สภาพการเมืองมันดูสั่นคลอนอยู่ตลอดเวลา เปราะบางมาก ผมเลยอยากที่จะทำงานชิ้นนี้ขึ้นมา” วิชญเกริ่นถึงที่มาของนิทรรศการ

Assembling a map of Thailand on May 14, 2023 ผลงานของวิชญประกอบไปด้วย video installation ที่บันทึกกระบวนการทำงานทั้งหมดของวิชญ และผลงานจัดวางรูปแผนที่ประเทศไทยจากเก้าอี้พลาสติกจำนวนกว่า 400 ตัว เท่ากับจำนวนที่นั่งของผู้ชิงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) แบบแบ่งเขต ศิลปินจัดเรียงให้เก้าอี้ตั้งอยู่ในรูปของแผนภูมิแท่ง โดยใช้สีของเก้าอี้แต่ละตัวแทนค่าถึงสีของพรรคการเมืองในสังกัดของส.ส. เหล่านั้น

“ผลงานชุดนี้ถูกทำขึ้นเมื่อตอนปลายเดือนมิถุนายน หลังการเลือกตั้งที่ผ่านมา จากความตั้งใจแรกคือ ผมต้องการจะทำงาน video installation เพียงอย่างเดียว ซึ่งช่วงหลังมานี้ ผมได้นำวัสดุที่มีความเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตของคนไทยหรือชนชั้นกลางมาใช้ทำงานศิลปะอยู่ค่อนข้างเยอะ และ ‘เก้าอี้’ เองก็เป็นหนึ่งในนั้น

โพยกระดาษที่วิชญเหลือทิ้งไว้เป็นหลักฐานส่วนหนึ่งของกระบวนการ perform

“อย่างไรก็ตาม เมื่อผมได้ลองทำเป็นชิ้นงานจริงๆ ขึ้นมาแล้ว กลับกลายเป้นว่าผมก็ได้ชิ้นงานจัดวางนี้ขึ้นมาพร้อมกันด้วย จากนั้น ผมก็ได้นำประเด็นของเก้าอี้มาตีความใหม่ด้วยงานนามธรรม ที่ค่อนข้างจะเป็นที่อะไรที่ตรงไปตรงมาพอสมควร”

“พื้นหลังสีน้ำเงินและกรอบรูปสีแดงของงานนามธรรมเหล่านี้ ต่างกำลังพูดถึงพรรคการเมืองพรรคหนึ่งที่เหมือนกับเป็นกลไกสำคัญในการจัดตั้งรัฐบาล แม้ว่าพวกเขาจะไม่ได้เป็นผู้นำ แต่พวกเขาเองก็เป็นอีกตัวแปรสำคัญในเหตุการณ์ครั้งนี้”

Orange with the Blue Background and Red Frame (ซ้าย) และ Red with the Blue Background and Red Frame (ขวา)

“ผมรู้สึกว่าเรามีการพูดถึงประเด็นหลังการเลือกตั้งในโซเชียลเสียเยอะ แต่ผมไม่ค่อยเห็นศิลปินเลือกที่จะหยิบประเด็นนี้มาทำงานศิลปะมากเท่าไหร่

“ที่สำคัญคือมันแปรรูปไปอยู่ในรูปแบบของมีม(meme) ไปเสียหมด บางเพจออนไลน์ก็ทำเป็นคอนเทนต์การเมืองรายวัน ทุกอย่างมันกลายเป็นแบบนั้นไปเสียแล้ว ผมเลยมองว่านี่ก็เป็นความท้าทายอย่างหนึ่ง ของการทำนิทรรศการในครั้งนี้”

เพราะนี่คือยุคสมัยของโซเชียลมีเดีย เราจึงรู้สึกว่าอะไรๆ มันช่างรวดเร็วไปเสียทุกอย่าง แต่กับงานศิลปะ (artwork) แบบนี้ กลับกลายเป็นว่าพวกเราต้องใช้เวลาอยู่กับมันมากกว่า

“มันเกี่ยวข้องมากๆ ในเรื่องของเวลา แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะทำไม่ได้ แน่นอน งานไฟน์อาร์ตทำหน้าที่เดียวกับโซเชียลมีเดียไม่ได้ ฟังก์ชั่นมันคนละจักรวาลกัน แต่ผมมองว่านี่คือเรื่องใหญ่นะ ที่เราจะนำเสนอประเด็นการเมืองออกมาให้สังคมได้รับรู้อย่างไร

“สำหรับผมแล้ว การเมืองมันอยู่ในทุกอย่าง ต่อให้ผมบอกว่าไม่มีการเมืองอยู่ในงานศิลปะชุดนี้ แต่การปฏิเสธการเมืองก็คือการเมืองรูปแบบหนึ่ง เหมือนกับที่คนบอกว่าวิทยาศาสตร์หรือศิลปะนั้นอยู่ในทุกๆอย่าง การเมืองก็เช่นกัน การเมืองไม่ใช่แค่เรื่องของนักการเมือง ไม่ใช่พรรคหรือรัฐสภา ผมมองเรื่องของการเมืองในลักษณะแบบนั้น เมื่อเหตุการณ์ที่ค่อนข้างจะเป็นการเมืองมากๆ มันเกิดขึ้น ทุกอย่างรอบตัวก็ต้องได้รับผลกระทบตามไปด้วย ยิ่งถ้าเหตุการณ์การเมืองถูกรับรู้กันในวงกว้างมากขนาดนี้ ผลกระทบที่ตามมาก็ต้องมากตามไปด้วย”

เพราะการเมืองคือเรื่องของการแย่งชิงอำนาจการบริหาร สุดท้ายแล้วผลลัพธ์ของการต่อสู้ระหว่างพรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตยจึงออกมาในลักษณะอย่างที่เราเห็นอย่างในทุกวันนี้?

“ผมไม่คิดว่าทุกอย่างจะราบรื่น หรือมั่นใจเลยด้วยซ้ำว่าทุกอย่างจะต้องเป็นไปตามอย่างที่เราคิด มันมีการต่อรองที่มีอะไรมากกว่าแค่ประชาชนอย่างเรา สังคมมีคนอยู่หลากหลายประเภทที่อาศัยอยู่ร่วมกันแต่กติกาบางอย่างกลับถูกมองข้ามไป

“ผลงานที่อยู่ตรงนี้จึงพูดถึงความไม่มีเสถียรภาพ ความเปราะบางที่เพียงแค่แตะเบาๆ ทุกอย่างก็ล้ม นี่คือสภาพการเมืองเรา ซึ่งเต็มไปด้วยความสุ่มเสี่ยง ที่หากเกิดเหตุการณ์อะไรบางอย่างขึ้น มันก็สามารถพลิกไปเป็นความรุนแรงได้เลย

“สถานการณ์ที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่นั้นควรที่จะมีหลักเกณฑ์บางอย่างที่มันชัดเจน อาจจะไม่ต้องตรงเป๊ะ แต่เรื่องบางอย่างนั้นก็ไม่ควรที่จะต้องถูกบิดเบนไป ทว่าเราควรจะกังวลเรื่องนี้นะ เพราะว่าปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในสังคมนั้น มันถูกบิดไปได้เกินกว่าที่เราคิดไว้มาก

“ผมเข้าใจว่าทุกคนมักพูดว่า การเมืองเป็นเรื่องของผลประโยชน์ แต่ทุกอย่างมันก็ต้องมีคนบางกลุ่มที่ได้และคนบางกลุ่มก็อาจเสียผลประโยชน์ไปบ้างเป็นธรรมดา

“ผมจึงสร้างเสาเหล่านี้ขึ้นมาและมันก็พร้อมที่จะพังทลายลงได้ทุกเมื่อ อีกด้านหนึ่งนั้นก็มีวิดีโอที่พูดถึงการก่อร่างขึ้นมาใหม่ เพื่อที่จะบอกกับผู้ชมว่า ทุกอย่างเราสามารถเรียนรู้ได้นะ ตั้งไข่ได้ใหม่ แต่เราต้องไม่ลืมสิ่งที่เคยเกิดขึ้นในอดีต”

กระแสการทำงานศิลปะการเมืองในตอนนี้เงียบเหงาลงไปมากเมื่อเทียบกับช่วงก่อนการเลือกตั้ง คิดว่าเป็นเพราะอะไร?

“ผมคิดว่า สังคมตอนนี้นั้น ทุกคนยังอยู่ในช่วงมึนๆงงๆกันอยู่ ว่าจะเอากันยังไงต่อ ฝ่ายบริหารเองก็อาจจะมีเสถียรภาพในระดับหนึ่ง ถึงแม้ว่ามันจะออกมาในรูปแบบที่ประชาชนอย่างเราไม่คาดคิดก็ตาม ผมก็รอลุ้นผลการทำงานของคณะรัฐบาลใหม่นี้แหละ ว่าพวกเขาจะสามารถนำพาประเทศเดินหน้าไปในทิศทางไหน

“อาจจะไม่มีประโยชน์ที่เราจะไปวิจารณ์หรือตั้งคำถามกับสิ่งที่มันยังไม่เกิด รัฐบาลชุดนี้เองก็ยังไม่ได้ทำอะไรมาก เราก็ต้องให้โอกาสเขาได้ทำงาน

“ผมไม่ได้มองว่าทุกอย่างจะต้องเป็นอุดมคติ ตอนนี้คงเป็น phase ใหม่ นั่นคือสาเหตุที่ทำไมประเด็นหลังการเลือกตั้งนี้มันจบลงไปแล้ว และมันก็จะกลายเป็นหมุดหมายหนึ่งของประวัติศาสตร์ที่เราจะต้องมาเรียนรู้ และเริ่มต้น chapter ใหม่

“สุดท้าย นิทรรศการตรงนี้คงไม่ถึงขั้นที่จะวิจารณ์การเมืองหรือเรียกร้องอะไร เป็นบันทึกหน้าหนึ่งจากความอัดอั้นตันใจที่มีต่อสถานการณ์ ณ ช่วงเวลานั้น ผมเองก็อยากที่จะเรียนรู้เรื่องนี้ด้วย หากผมเลือกที่จะปล่อยผ่านไปและไม่ทำอะไรกับมันเลย คงรู้สึกเสียดายสำหรับตัวผมเอง ไม่ใช่แค่หน้าที่ของศิลปิน แต่ในฐานะของประชาชนคนหนึ่ง

“ผมมองว่าผู้คนและสังคมจำเป็นจะต้องมีบันทึกบางอย่างเพื่อเรียนรู้ เพียงแต่บันทึกของผมคืองานศิลปะ พอเป็นงานจัดวาง มันจึงเป็นมากกว่าการเห็น มีการแปรความหมาย ความรู้สึกของพื้นที่ สิ่งของ การปะทะกันที่เกิดขึ้นระหว่างผู้ชมและผลงาน

“ถ้าหากผลงานชุดนี้ถูกนำเสนอในช่วงเวลาที่เลยผ่านพ้นปีนี้ไป ผมหรือผู้ชมก็คงไม่มีอารมณ์ร่วมแบบนี้อีกแล้ว และคงไม่มีประเด็นที่ต้องทำหรือหยิบยกขึ้นมาพูดถึงอีก กลายเป็นแค่ข้อมูลชุดหนึ่งเพียงเท่านั้น”
วิชญกล่าวทิ้งท้าย