กิจกรรมเสวนาส่งท้ายเทศกาลศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ บางกอก อาร์ต เบียนนาเล่ 2024 จั้ดขึ้นเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2568 โดยได้รับเกียรติจากนายแพทย์สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี ประธานคณะกรรมการพัฒนาซอฟต์เพาเวอร์แห่งชาติ และนายฌอง-โคล็ด ปวงเบิร์ฟ เอกอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำประเทศไทย เปิดงานอย่างเป็นทางการ ณ ห้องออดิทอเรียม หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร


หัวข้อของการเสวนาในครั้งนี้มีสามหัวข้อ เริ่มต้นจากหัวข้อแรก “Revitalizing Louise Bourgeois Memorial Hold Me Close, Nopparat Tara, Krabi” โดย เจอร์รี่ โกโรวอย ประธานมูลนิธิอีสตัน ผู้ดูแลทรัพย์สินของหลุยส์ บูร์ชัวส์ และฟิลิป ลาร์รัตต์-สมิธ ภัณฑารักษ์ประจำมูลนิธิอีสตัน กุลภัทร ยันตรศาสตร์ สถาปนิก และ ศ.ดร. อภินันท์ โปษยานนท์ ดำเนินรายการโดยลักขณา คุณาวิชยานนท์ ร่วมเสวนาเกี่ยวกับแผนการฟื้นฟูอนุสรณ์สถานเหตุการณ์ภัยพิบัติสึนามิในมหาสมุทรอินเดีย เมื่อปี 2547 บริเวณหาดนพรัตน์ธารา จังหวัดกระบี่ อันเป็นที่ตั้งของผลงานประติมากรรม Hold Me Close โดยหลุยส์ บูร์ชัวส์ ซึ่งได้สร้างสรรค์และมอบให้เป็นสมบัติของคนไทย และถือเป็นประติมากรรมสาธารณะของบูร์ชัวส์เพียงหนึ่งเดียวในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
อย่างไรก็ตาม หลังจากติดตั้งแสดงอยู่ได้ไม่กี่ปี ประติมากรรมชุดนี้ก็ได้ถูกยืมไปจัดแสดงในนิทรรศการและเทศกาลศิลปะต่างๆ ก่อนจะถูกนำไปเก็บรักษาเอาไว้ชั่วคราว ณ ศาลากลางจังหวัดกระบี่ เนื่องจากการเสื่อมสภาพของตัวอนุสรณ์สถาน และปัญหาด้านความปลอดภัย ทำให้ตัวประติมากรรมไม่มีโอกาสได้กลับมายังสถานที่ที่ศิลปินตั้งใจเอาไว้แต่เดิม และหายไปจากความทรงจำของสาธารณชนในที่สุด


นอกจากการพูดคุยเกี่ยวกับที่มาของประติมากรรมชิ้นนี้ และความสำคัญของผลงานทั้งในเชิงการสร้างสรรค์ทางศิลปะและความทรงจำร่วมของผู้คนในสังคม สิ่งที่น่าสนใจที่สุดก็คงเป็นการเผยถึงแผนการพัฒนาที่กำลังดำเนินอยู่ โดยได้รับเงินสนับสนุนจากคณะกรรมการซอฟต์เพาเวอร์แห่งชาติ พลิกฟื้นตัวอนุสรณ์สถานขึ้นมาอีกครั้ง ณ ตำแหน่งเดิม โดยได้สถาปนิกระดับโลกอย่างกุลภัทรมาเป็นผู้ออกแบบ ภายใต้แนวคิดที่สอดคล้องไปกับความตั้งใจแรกเริ่มของศิลปิน โครงการพัฒนานี้มีกำหนดจะแล้วเสร็จในเดือนธันวาคม 2568

สำหรับการเสวนาในรอบบ่าย ประกอบไปด้วยสองหัวข้อ เริ่มจาก “ถึงชีวิตและความตาย: ภาพจิตรกรรมโดยหม่อมเจ้าหญิงมารศีสุขุมพันธ์ บริพัตร” ร่วมเสวนาโดย ศ.ดร.มรว. ชิษณุสรร สวัสดิวัตน์ ประธานกรรมการมูลนิธิหม่อมเจ้าหญิงมารศีสุขุมพันธ์ บริพัตร อิ๋ง กาญจนะวณิชย์ นักเขียนและผู้กำกับภาพยนตร์ และ ศ. เกียรติคุณ ดร. สดชื่น ชัยประสาธน์ ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษา ศิลปวัฒนธรรมและวรรณคดีฝรั่งเศส ดำเนินรายการโดย ศ.ดร. อภินันท์ โปษยานนท์
ผู้เชี่ยวชาญทั้งสามท่านได้ร่วมพูดคุยถึงแนวคิดการทำงานและแนวทางการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะของพระองค์ ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อครั้งที่พระองค์ประทับอยู่ ณ เมืองเล็กๆ ในประเทศฝรั่งเศส แม้จะไม่ได้ศึกษาด้านจิตรกรรมมาโดยตรง แต่หม่อมเจ้าหญิงมารศีสุขุมพันธ์ก็ทรงสามารถถ่ายทอดผลงานศิลปะอันสวยงาม โดดเด่น และเป็นเอกลักษ์เฉพาะตัว แสดงให้เห็นถึงการผสมผสานแนวคิดทางประวัติศาสตร์และปกรณัมโบราณของโลกตะวันตกได้อย่างน่าสนใจ
แม้จะดูมีความแปลกต่างและเหนือจริงเฉกเช่นลัทธิเหนือจริงซึ่งกำลังแพร่หลายอยู่ในยุโรปช่วงนั้น แต่ผู้ร่วมเสวนาก็ชี้ให้เห็นว่าตัวพระองค์เองคงไม่สามารถถูกจัดอยู่ในกลุ่มศิลปินเหนือจริงได้อย่างชัดเจนนัก เพราะแนวคิดการทำงานและการแสดงออกที่มีความเฉพาะตัว ไม่ได้ตรงตามวิถีของลัทธิเหนือจริงไปเสียทั้งหมด คงเป็นเพียงการได้รับอิทธิพลทางความคิดในการแสดงออกเชิงภาพแนวเหนือจริงและแฟสตาสติกมากกว่า
ทั้งนี้ ผลงานจิตรกรรมของหม่อมเจ้าหญิงมารศีสุขุมพันธ์ ถือว่ามีความเชื่อมโยงโดยตรงกับแนวคิดของ BAB2024 ที่ว่าด้วยเรื่องของเทพีไกอา สตรี และเรือนร่าง ศ. ดร. อภินันท์เน้นย้ำถึงความสำคัญของผลงานของพระองค์ที่เปรียบเสมือนตัวแทนของแนวคิดหลักของเทศกาลดังกล่าว

ปิดท้ายด้วยการพูดคุยกับศิลปินผู้สร้างสรรค์หนึ่งในผลงานชิ้นสำคัญของ BAB2024 ในหัวข้อ “The Female Gaze: Conversation on bodies and the works of Ravinder Reddy” ร่วมเสวนาโดย ราวินเดอร์ เรดดี ศ. ดร. อภินันท์ โปษยานนท์ ดำเนินรายการโดย วารินทร์ สัจเดว ผู้ประกาศข่าวชื่อดัง
เรดดีเป็นอีกหนึ่งศิลปินที่นำเสนอผลงานที่สอดคล้องไปกับธีมหลักของ BAB2024 มากที่สุด เขาเป็นผู้สร้างสรรค์ใบหน้าหญิงสาวขนาดยักษ์ที่คนไทยหลายคนต้องคุ้นตา เนื่องจากผลงานชิ้นนี้เคยติดตั้งถาวรเอาไว้บริเวณลานด้านหน้าศูนย์การค้าเซนทรัลเวิร์ล กรุงเทพฯ โดยสร้างขึ้นเนื่องในวาระเฉลิมพระชนมพรรษาครบแปดสิบพรรษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 อย่างไรก็ตาม โศกนาฏกรรมการสลายการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงบริเวณแยกราชประสงค์ในปี 2553 ได้นำมาสู่ภาพที่หลายคนต้องจดจำ ใบหน้าของหญิงสาวชาวอินเดียที่ดวงตาเบิกโพลงอยู่ท่ามกลางเปลวไฟที่กำลังเผาไหม้อาคารด้านหลัง สร้างความสะเทือนใจ และชวนให้ใครๆ ต่างเข้าใจไปว่านั่นคือใบหน้าของพระแม่กาลี เทพีแห่งหายนะ
อันที่จริงแล้ว ใบหน้าสตรีนี้คือการถ่ายทอดภาพลักษณ์ของผู้หญิงในอินเดีย ความแข็งแกร่ง มั่นคง และทรงพลัง แสดงให้เห็นถึงการตระหนักในบทบาทของสตรีที่ไม่ใช่การประเมินค่าโดยมุมมองแบบสังคมปิตาธิปไตย
เมื่อหัวข้อของ BAB2024 มีความเกี่ยวข้องกับสตรี ใบหน้านี้จึงถูกนำกลับมาจัดแสดงอีกครั้ง ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ศ. ดร. อภินันท์ บอกเล่าถึงการทำงานร่วมกันกับศิลปินชาวอินเดีย ตั้งแต่การนำประติมากรรมชิ้นเดิมกลับมาถ่ายทอดเรื่องราวที่แท้จริง และการจัดแสดงผลงานชิ้นอื่นๆ ของเรดดีที่มีแนวคิดเดียวกัน ซึ่งล้วนแสดงให้เห็นถึงความเคารพในเพศแม่ ผ่านการจัดการกับขนาด สัดส่วน วัสดุ และสื่อต่างๆ ได้อย่างชาญฉลาด
สำหรับการเสวนาในครั้งนี้ แม้จะมีการพูดถึงผลงานหลักๆ เพียงสามชุดจากสามศิลปิน (หนึ่งชุดเป็นการพูดถึงโครงการที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง และไม่ได้เกี่ยวกับ BAB2024 โดยตรง) ทว่าแต่ละหัวข้อก็ได้รับเกียรติจากผู้เชี่ยวชาญที่มีความรู้ความเข้าใจในหัวข้อนั้นๆ อย่างแท้จริง เกิดการนำเสนอมุมมองใหม่ๆ ที่จะทำให้เราได้เข้าใจถึงผลงานชุดนั้นๆ ได้มากขึ้น

ขอบคุณภาพประกอบจาก มูลนิธิบางกอก อาร์ต เบียนนาเล
