นิทรรศการ Arcane Plateau – คำสาปที่ราบสูง
โดย ธนวัฒน์ นุ่มเจริญ
ภัณฑารักษ์ วิรุฬห์วรรณ วิคตอเรีย พิทักษ์ทอง
จัดแสดงที่ ห้องสมุดประชาชี (Prachachee Library)
ถึงวันที่ 13 ตุลาคม 2023

ณ ซอยเจริญกรุง 26 ตึกแถวสีสันสดใสนี้ เป็นที่ตั้งของห้องสมุดประชาชี (Prachachee Library) ห้องสมุดเล็กๆ ที่รวบรวมหนังสือหลายหลายประเภททั้งภาษาไทยและอังกฤษให้ผู้มาเยี่ยมเยือนได้เข้ามาใช้บริการตามอัธยาศัย ห้องสมุดแห่งนี้ได้ถูกแปลงโฉมให้กลายเป็นพื้นที่แสดงงานศิลปะโดย Speedy Grandma กลุ่มกิจกรรมทางเลือกที่เกิดจากการรวมตัวของกลุ่มคนที่อยากจะสร้างพื้นที่ให้กับศิลปินและคนรุ่นใหม่ ซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การจัดกิจกรรมทางศิลปะ แต่เป็นการสร้างคอมมูนิตี้ของผู้คน ผ่านการจัดกิจกรรมสร้างสรรค์ต่างๆ เช่น กิจกรรมสัมมนา ดนตรี ภาพยนตร์ และเวิร์คชอป

ในช่วงเวลานี้ Speedy Grandma กำลังมีการจัดแสดงนิทรรศการ Arcane Plateau – คำสาปที่ราบสูง โดยศิลปินลูกอีสานจากจังหวัดศรีสะเกษ ธนวัฒน์ นุ่มเจริญ ที่เป็นการต่อส่วนขยายออกมาจากหนังสือนิยายของเขาในชื่อเดียวกัน

Arcane Plateau – คำสาปที่ราบสูง คือการหยิบยกเอาเนื้อหาจากบทประพันธ์ของธนวัฒน์ ว่าด้วยเรื่องราวระหว่างมนุษย์กับองค์พญาแถน เทพเจ้าสูงสุดตามคติความเชื่อของชาวอีสาน มาร้อยเรียงกันใหม่ร่วมกับตำนานพื้นถิ่นของวัฒนธรรมลุ่มน้ำโขง และเรื่องราวทางประวัติศาสตร์การกำเนิดสิ่งมีชีวิต ผ่านการตีความในบริบทร่วมสมัย

“ผมต้องการที่จะสร้างโลกในจินตนาการของตัวเองผ่านการเขียนนิยาย ซึ่งก็ได้รับแรงบันดาลใจจาก The lord of the Rings หรือพวกเกมแนว RPG ที่ผู้แต่งเขาก็ได้นำโครงเรื่องบางส่วนที่อ้างอิงมาจากนิยายยุคกลางมาใช้ เช่นเดียวกับผลงานในนิทรรศการนี้ ที่นำเอาตำนานพื้นถิ่นของอีสาน สัตว์ในตำนาน ผู้กล้า กษัตริย์ การต่อรองกับเทพ มานำเสนอใหม่ในรูปแบบแฟนตาซี”

“เดิมที ผมมีพื้นฐานด้านการทำงานสื่อผสมและวิดีโอ แต่สำหรับผลงานในนิทรรศการนี้ ผมเลือกที่จะทำงานรูปแบบจิตรกรรมและประติมากรรมดินเผา เพื่อเชื่อมโยงไปถึงเรื่องราวในอดีต ที่ผสมอะไรหลายๆอย่างเข้าด้วยกัน โดยให้เทคนิคของชิ้นงานแต่ละชิ้นเป็นตัวบอกเล่าเรื่องราวของตัวเองไป ตั้งแต่ การกำเนิดโลก เทพ มนุษย์และสรรพสัตว์ ผลงานในนิทรรศการนี้จึงเป็นสิ่งที่ทำให้ภาพของนิยายที่อยู่ในจินตนาการของผมถ่ายทอดออกมาได้ชัดเจนยิ่งขึ้น”

ปู่เยอ ย่าเยอ ตัวแทนบรรพบุรษตามความเชื่อของชาวลาวหลวงพระบา

ในโลกของวรรณกรรมหรือนิยายแฟนตาซีนั้น ทุกสรรพสิ่งในโลกล้วนมีต้นกำเนิดมาจากพระผู้สร้างเพียงหนึ่งเดียว ไม่ว่าจะในโลกแฟนตาซีของจักรวาล Middle Earth ต้นกำเนิดของมหากาพย์ The Lord of the Rings ที่มีองค์ Eru Ilúvatar เป็นเทพสูงสุด หรือแม้กระทั่งภายในวิดีโอเกมสวมบทบาทผจญภัยในโลกแฟนตาซีอย่าง World of Warcraft นั้นก็มีจุดกำเนิดของจักรวาลมาจากการปะทะกันของสสารพลังงานของแสงสว่างและความมืด เช่นเดียวกับตำนานพื้นบ้านชาวอีสานหรือเรื่องเล่าในพงศาวดารล้านช้างที่มีเทพเจ้าผู้ดำรงอยู่ในฐานะสูงสุด และเป็นผู้ให้กำเนิดสรรพสิ่งและกำหนดชะตากรรม ความเป็นไปของโลก รวมถึงชีวิตของมนุษย์นั่นคือ พญาแถน

ครั้นเมื่อโลกได้ถือกำเนิดขึ้น มีมนุษย์สามคนได้แก่ ปู่ลางเชิง ขุนเค็ก ขุนคาน ซึ่งพวกเขานั้นมีความสามารถที่จะติดต่อสื่อสารกับองค์พญาแถนบนสวรรค์เมืองฟ้าได้ โดยแลกเปลี่ยนกับการนำอาหารมาเซ่นไหว้สักการะแด่พญาแถน ทว่าเมื่อเวลาผ่านไป บรรดาลูกหลานและบริวารต่างหลงลืมที่จะปฎิบัติตามบัญชาของพญาแถน จึงถูกพญาแถนบันดาลให้เกิดน้ำท่วมโลกจนสูงไปถึงเมืองสวรรค์

เมื่อน้ำลดระดับลง มนุษย์ทั้งสามจึงได้กลับลงมาใช้ชีวิตที่ผืนดินดังเดิม พร้อมกับควายหนึ่งตัวที่พญาแถนมอบให้เอาไว้ช่วยทำนา และเมื่อควายตัวดังกล่าวล้มตายลง ก็ได้เกิดมีต้นน้ำเต้าปุ้ง สามผลออกมาจากรูจมูกของซากควาย

ปู่ลางเชิงจึงได้เอาเหล็กเผาไฟเจาะรูน้ำเต้าทั้งสาม ทำให้มนุษย์จำนวนมากไหลทะลักออกมาจากผลน้ำเต้า และกลายมาเป็นบริวารของขุนทั้งสาม แบ่งออกเป็นคนที่มีผิวสีดำ เรียกว่า ข่า และคนที่ออกมามีผิวสีขาว เรียกว่า ไท เป็นที่มาของชนชาติต่างๆ ที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ในดินแดนสุวรรณภูมิหรือแหลมอินโดจีน

เมื่อครั้งที่บรรดาชาวบ้านผู้คนทุกเมืองนครพร้อมใจพากันเลื่อมใสศรัทธาในพญาคันคาก ราชาผู้ครองเมืองชมพู จนลืมกราบไหว้บูชาพญาแถนที่สถิตอยู่บนสวรรค์ สร้างความโกรธเคืองให้แก่พญาแถน สั่งฟ้าไม่ให้น้ำฝนหล่นร่วงลงไปสู่เมืองมนุษย์ จนเกิดความแห้งแล้งทุกหย่อมหญ้า

เมื่อพญาคันคากเห็นความทุกข์ยากของประชาชน จึงเริ่มสืบเสาะหาสาเหตุของปัญหา พระองค์ได้ตัดสินใจเดินทางขึ้นไปบนสวรรค์ ด้วยการก่อจอมปลวกขึ้นไปจนถึงที่อยู่ของพญาแถน เพื่อเข้าทำศึกและเจรจาต่อรองกับพญาแถน ให้สภาพฝนฟ้ากลับมาเป็นปกติดังเดิม เป็นที่มาของประเพณีบุญบั้งไฟของชาวอีสาน

นอกจากนี้ยังมีอีกหนึ่งตำนานเมืองโคราชอย่าง ตำนานเมืองขวางทะบุรี นครที่ล่มสลายลงเนื่องจากผู้ปกครองนครหลงมัวเมาในกิเลสและก่อกรรมทำชั่ว จึงถูกลงโทษจากพญาแถน ดลบันดาลให้เกิดฝนงูตกลงมาจากท้องฟ้าทำร้ายผู้คนในเมืองจนล้มป่วยและเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก ทำให้เมืองขวางทะบุรีกลายเป็นนครร้าง จนกระทั่งมีนักผจญภัยหนุ่มรูปงามคัทธกุมารและสองผู้ติดตามได้เดินทางมาถึง จึงได้เข้าต่อสู้กับฝูงงูจนหมดสิ้น

ภายหลังการต่อสู้ เกิดฝนตกหนักและกระแสน้ำนองก็ได้พัดพากองซากของงูให้ไหลไปกองทับถมกันจนสูงใหญ่เป็นภูเขา ส่วนกองไฟกองมหึมาที่ถูกใช้สร้างกลุ่มควันเพื่อล่องูต่อมาก็ได้กลายเป็นผืนป่าที่เรียกว่า ดงพญาไฟป่าดงดิบที่กินพื้นที่สี่จังหวัดภาคอีสาน ตั้งอยู่บริเวณเทือกเขาพนมดงรัก ทอดตัวยาวเป็นแนวกั้นพรมแดนระหว่างประเทศไทย กัมพูชาและประเทศลาว ในอดีตสถานที่แห่งนี้ขึ้นชื่อเรื่องตำนานป่าอาถรรพ์ที่เต็มไปด้วยภยันอันตรายจากไข้ป่าและสัตว์ร้าย

พ.ศ. 2443 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดการเดินรถไฟ สายกรุงเทพ-นครราชสีมา โดยขณะที่ทรงเสด็จกลับทางรถไฟผ่านเส้นทางดงพญาไฟ จึงมีพระราชดำรัสให้เปลี่ยนชื่อของดงพญาไฟ ไปเป็น ดงพญาเย็น

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงแค่เรื่องราวบางส่วนที่ธนวัฒน์ได้หยิบไปเชื่อมโยงเข้ากับเนื้อหาภายในนิยายของเขา เมื่อมนุษย์ในยุคปัจจุบันได้ไปพบกับมนุษย์คนแรกของภูมิภาคอีสาน แล้วเหตุการณ์หลังจากนั้นจะเป็นอย่างไร ร่วมกันไปหาคำตอบได้ที่นิทรรศการ Arcane Plateau – คำสาปที่ราบสูง

“ในวงการวรรณกรรมจะมีการแบ่งระหว่างความเป็น fiction และ non-fiction ศิลปินได้สร้างเรื่องแต่งที่สามารถไปได้สุดยิ่งกว่าเดิม ด้วยการเขียนตำนานขึ้นมาใหม่ และทำให้เรื่องแต่งนี้มีความเป็น Magical Realism ที่ตั้งอยู่กึ่งกลางระหว่างความจริงและความเหนือจริง นำภาวะร่วมสมัยเข้ามาใช้ร่วมกับเรื่องเล่าโดยไม่ยึดติดกับเรื่องราวดึกดำบรรพ์

“สิ่งที่เราเห็นในผลงานของศิลปินก็คือ ความวิปลาสทางการเมืองเมื่อเปรียบเปรยเข้ากับบริบทของเมืองไทยที่อะไรๆก็สามารถเป็นไปได้ อะไรๆที่ไม่เป็นเรื่องจริงมันก็สามารถกลายเรื่องจริง

“เรื่องเล่าหรือตำนานก็เหมือนกับเกมกระซิบที่มีการส่งต่อสารต่อไปเรื่อยๆ ทุกอย่างมันไม่เหมือนกันตั้งแต่จุดเริ่มต้นยันจุดจบ นิทรรศการนี้ก็เหมือนกับข้อต่อหนึ่งที่สุดท้ายแล้ว คนที่มาชมก็เอาไปบอกเล่าต่อไปเรื่อยๆ ตรงนี้แหละคือ เสน่ห์ของเรื่องเล่า

“และไม่ว่าตำนานจะเป็นเรื่องแต่งหรือเรื่องจริง เราก็อยากให้นิทรรศการนี้ได้เติมเต็มภาพในจินตนาการของผู้ชม ไม่มีผิดหรือถูก ผู้ชมจะตีความภาพเหล่านี้ให้เป็นอย่างไรก็ขึ้นอยู่กับพวกเขาเลย” วิรุฬห์วรรณ วิคตอเรีย พิทักษ์ทอง ภัณฑารักษ์ประจำนิทรรศการ