นิทรรศการ A Million Little Odd Things, the Last Promise, and One Big Picture
โดย นพไชย อังควัฒนะพงษ์ และ ปิยลักษณ์ เบญจดล
ณ หอศิลป์มหาวิทยาลัยศิลปากร (วังท่าพระ)
นิทรรศการจัดแสดงระหว่างวันที่ 28 มิถุนายน – 31 สิงหาคม 2567

A Million Little Odd Things, the Last Promise, and One Big Picture นิทรรศการศิลปะแห่งการเติมเต็มคำมั่นสัญญาระหว่างสองศิลปิน นพไชย อังควัฒนะพงษ์ และ ปิยลักษณ์ เบญจดล กับการเปลี่ยนพื้นที่ภายในของหอศิลป์ฯ วังท่าพระ ในส่วนของตำหนักกลางให้กลายเป็นตลาดซื้อขายงานศิลปะ

ท่ามกลางผลงานศิลปะหลายร้อยชิ้นและบรรยากาศที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายของการ ‘ดีไอวาย’ สังเกตได้จากชั้นวางของที่ถูกดัดแปลงมาจากสิ่งของเหลือใช้ในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็น โครงวัสดุที่ทำจากเหล็ก-ไม้ หรือ ชุดรางไฟเก่าขึ้นสนิม ให้กลายเป็นเฟอร์นิเจอร์รูปร่างแปลกตา ซึ่งทำหน้าที่เป็นทั้งของตกแต่งและสิ่งใช้สอยกลมกลืนไปกับสภาพแวดล้อมที่ชวนให้นึกถึงบรรยากาศของตลาดสินค้ามือสอง

สิ่งเหล่านี้คือผลงานการสร้างสรรค์ของนพไชย อังควัฒนะพงษ์ ศิลปินนักประดิษฐ์ ผู้สร้างสรรค์ผลงานประติมากรรมและศิลปะการจัดวาง จากการนำวัสดุเหลือใช้มาชุบชีวิตด้วยการซ่อมแซม-ดัดแปลงจนสามารถกลับมาใช้งานใหม่ได้ตามเดิม นับเป็นหนึ่งในแนวทางการทำงานอันชัดเจนที่เคยปรากฏมาแล้วในอดีต

ผลงานในอดีตของนพไชย อังควัฒนะพงษ์
ที่มา : flickr

ย้อนกลับไปเมื่อ พ.ศ.2541 ได้เกิดการรวมตัวของกลุ่มศิลปินนำโดย ปิยลักษณ์ เบญจดล และ นพไชย อังควัฒนะพงษ์ ได้ร่วมกันก่อตั้งกลุ่มปฏิบัติการทางศิลปะ ‘Nuts Society (สำนึกสู่สังคม)’ ด้วยการนำศาสตร์ของศิลปะประยุกต์เข้ามาใช้ร่วมกับการออกแบบกิจกรรมทางศิลปะ โดยมีจุดมุ่งหมายในการสอดแทรกงานศิลปะให้มาเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตประจำวันของผู้คน และยังเปิดโอกาสให้ผู้คนที่สนใจสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะและกิจกรรมทางสังคมได้ เช่น การบริจาคสิ่งของเหลือใช้ซึ่งไม่เป็นที่ต้องการหรือชำรุดทรุดโทรม มอบให้แก่ศิลปินนำไปชุปชีวิต ซ่อมแซม และนำกลับมาใช้ใหม่ในรูปผลงานศิลปะหรือเครื่องใช้ไม้สอย ที่สามารถสร้างแนวทางหรือส่งต่อวิธีการต่อยอดให้แก่สังคม ได้นำไปใช้ประโยชน์ได้ต่อไป

การกลับมาอีกครั้งของ Nuts Society ในรูปแบบกิจกรรมคู่ขนานของนิทรรศการ A Million Little Odd Things, the Last Promise, and One Big Picture ในครั้งนี้ จึงเปรียบเสมือนกับการฟื้นคืนช่วงเวลาเก่าๆ ให้หวนกลับมาสู่บริบทร่วมสมัย แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังเป็นเพียงแค่การบอกเล่าเรื่องราวความคิด ความฝันบนเส้นทางการทำงานศิลปะของสองศิลปินแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น

เมื่อก้าวเดินออกจากตำหนักกลาง มุ่งสู่อาคารตำหนักพรรณราย จะพบกับนิทรรศการย่อยในส่วนสอง The cabinet of curiosities พื้นที่แห่งคำมั่นสัญญาของบุคคลที่ยังอยู่และจากไป ด้วยการเปลี่ยนพื้นที่จัดแสดงผลงานในตำหนักพรรณรายทั้งสามห้อง ให้กลายเป็นสถานที่แห่งความทรงจำของบุคคลทั้งสอง

ผลงานศิลปะจากโครงการ Nuts Society ที่แนบเนียนไปกับข้าวของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน

“เรื่องราวทั้งหมดสามารถดูได้จากบันทึกและสิ่งที่บอลล์ (ปิยลักษณ์ เบญจดล) เขาเก็บเอาไว้ มีอะไรหลายอย่างที่ระบุว่าอยู่ในปีไหน และในห้องที่สอง ผมก็พยายามจำลองห้องนอนของบอลล์ขึ้นมา แม้จะไม่ตรงตามความเป็นจริงทั้งหมด แต่ผมพยายามจะจำลองสร้างมันขึ้นมาใหม่ในอีกรูปแบบหนึ่ง”

ในห้องที่สอง นพไชยได้รับแรงบันดาลใจจากห้องนอนของคนรักในช่วงเวลาที่เธอยังมีชีวิตอยู่ เขาจึงมุ่งเน้นการนำเสนอวิถีความเป็นอยู่ของปิยลักษณ์ผ่านสภาพของห้องทำงานและการจัดเก็บรวบรวมผลงานในอดีตของเธอเข้าไว้ด้วยกัน สังเกตได้จากตู้เก็บของที่เต็มไปด้วยคลังเอกสารและสื่อการสอนที่ปิยลักษณ์เคยใช้ขณะที่ยังดำรงตำแหน่งเป็นอาจารย์สอนศิลปะตลอดระยะเวลากว่า 30 ปี รวมไปถึงวิดีโอเทปบันทึกการบรรยายผลงานวิจัยชิ้นสำคัญของเธอ ณ งานเสวนาวิชาการ Granshan 2015: Global Identity in Practice ที่ประเทศอังกฤษ

The Visual Semiotics of Yor (ญ) Alphabet Primers and Thai Femininity Discourses ผลงานศิลปนิพนธ์ระดับปริญญาเอกของปิยลักษณ์ มีเนื้อหาว่าด้วยการตีความพยัญชนะ ญ. ผ่านมุมมองและค่านิยมเรื่องความเป็นหญิงในสังคมไทย ซึ่งปรากฏอยู่บนแบบเรียนภาษาไทยในอดีต

ทว่าเป็นเรื่องที่น่าใจหาย เมื่อปิยลักษณ์พบว่า ตนเองป่วยเป็นโรคมะเร็งและต้องเข้ารับการรักษามาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปี ด้วยปัญหาสุขภาพนี้เองจึงทำให้เธอเริ่มมองหากิจกรรมยามว่างที่เหมาะสมระหว่างรักษาตัว ด้วยการทำงานศิลปะชิ้นเล็กๆจากการรวบรวมวัสดุรอบตัวที่สามารถหาได้ง่ายมาสร้างสรรค์ผลงานศิลปะหลากหลายเทคนิค ตั้งแต่ ของเล่นเด็กเล็ก อย่างหุ่นตุ๊กตา ไปจนถึงเครื่องใช้มือสองที่ถูกซื้อมาจากตลาดนัด นำมาปะติดปะต่อกันให้มีลักษณะผิดหูผิดตาไปจากที่เคย

โดยผลงานที่น่าสนใจที่สุดชุดหนึ่ง ซึ่งถูกนำมาร่วมจัดแสดงในนิทรรศการครั้งนี้ก็คือ ผลงาน Hair art ซึ่งใช้เส้นผมของปิยลักษณ์ที่ร่วงโรยจากการเข้ารับเคมีบำบัด มาประกอบเข้ากับเส้นผมของคนรัก(นพไชย) และวัสดุเก็บตก สร้างสรรค์ขึ้นมาเป็นงานศิลปะรูปแบบต่างๆ เพื่อใช้เป็นสิ่งแทนใจสำหรับส่งมอบความรักและความคิดถึงให้แก่กันและกัน เพราะทั้งสองต่างตระหนักรู้ดีว่า ช่วงเวลาที่จะได้อยู่ใกล้ชิดกันแบบนี้ คงจะเหลือไม่มากนักแล้ว

เมื่อคนสำคัญในชีวิตต้องจากไป โดยมีเพียงแค่ของดูต่างหน้าและความเสียใจเหลือทิ้งไว้ ห้องที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นสถานที่ทำงานของปิยลักษณ์ ก็ค่อยๆถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นห้องทำงานของนพไชยในระหว่างที่เขาย้ายเข้ามาดูแลคนรักตลอดเวลากว่าห้าร้อยวันอย่างใกล้ชิด เป็นที่มาของ 578 days (transformation) ห้องสุดท้ายของนิทรรศการที่ว่าด้วยเรื่องราวของการก้าวผ่านความสูญเสียและฟื้นฟูสภาพจิตใจ

การจากไปของผู้เป็นที่รัก ย่อมเปรียบเสมือนกับอีกครึ่งหนึ่งของชีวิตที่ขาดหาย เห็นได้จากเฟอร์นิเจอร์ไม้หลายชิ้นไม่ว่าจะเป็นเตียง ตั่ง แคร่ ในนิทรรศการที่ถูกถอดแผ่นระแนงออก สื่อถึงลักษณะการนอนของปิยลักษณ์ตามคำบอกเล่าของนพไชย ซึ่งเธอมักจะชอบนำเอาเอกสารการงานมาวางกองไว้บนที่นอน จนกลายเป็น ‘คนนอนครึ่งเตียง’ อย่างไรก็ตาม ภาพเหล่านี้ ยังสามารถสะท้อนถึงความรู้สึกอ้างว้างและช่องว่างในจิตใจของนพไชย ณ ช่วงเวลาหนึ่งที่ต้องยอมรับการสูญเสียครั้งใหญ่นี้ได้เป็นอย่างดี.

เมื่อตระหนักได้ว่า ชีวิตต้องก้าวเดินต่อ ในห้องสุดท้ายนี้ ผู้ชมจึงพอที่จะมองเห็นสัญญาณของความหวังและการก้าวเดินต่อไปของนพไชยได้ไม่ยาก ท่ามกลางกล่องพลาสติกใสซึ่งบรรจุสิ่งของเครื่องใช้จำนวนมากของอดีตคนรักเอาไว้อย่างเป็นระเบียบ จอโทรทัศน์ที่จัดวางอยู่ตรงมุมห้องได้ฉายภาพของนพไชยในรูปโฉมใหม่ที่ใครหลายคนอาจจะต้องรู้สึกประหลาดใจเมื่อแรกพบ

เขาเริ่มต้นเปลี่ยนแปลงตัวเองและค้นหาสิ่งใหม่ๆ ด้วยการทดลองนำอาภรณ์ของอดีตคนรักมาซ่อมแซมและสวมใส่ เปลี่ยนภาพลักษณ์ สร้างสรรค์สไตล์การแต่งตัวให้แตกต่างไปจากภาพจำเดิมๆที่เหล่ามิตรสหารคุ้นเคย ซึ่งแม้จะมีความรู้สึกเขินอายอยู่บ้างในช่วงแรก แต่เมื่อเวลาผ่านไป ความรู้สึกมั่นใจก็เข้ามาแทนที่ และความกล้าเหล่านั้นยังส่งผลให้นพไชยสามารถก้าวออกมาใช้ชีวิตในแนวทางที่แตกต่างไปจากที่คุ้นเคย ทั้งการท่องเที่ยวไปตามสถานที่ต่างๆ ถ่ายรูปและอัพเดทความเคลื่อนไหวของตนเองลงบนโซเชียลมีเดีย ไปจนถึงสมัครป็นนายแบบเข้าร่วมการเดินแฟชั่น ฯลฯ เสมือนว่า lifestyle นี้ก็คือการทำงานศิลปะในชีวิตประจำวันอย่างหนึ่งของเขาไปเสียแล้ว

สุดท้ายสำหรับนพไชยแล้ว A Million Little Odd Things, the Last Promise, and One Big Picture อาจจะเป็นนิทรรศการที่เป็นมากกว่าแค่การนำเสนอผลงานศิลปะอย่างแบบนิทรรศการทั่วไป หากแต่เป็นนิทรรศการที่เหมือนกับการเติมเต็มความฝันและคำมั่นสัญญาต่อคนรักที่จากไป ซึ่งแม้ว่าโชคชะตาจะทำให้เขาและเธอตัองพลัดพราก แต่การมีชีวิตอยู่เพื่อจดจำคนที่ตนรัก เรียนรู้ที่จะรับมือกับความสูญเสียก็คือรสชาติอย่างหนึ่งของการเป็นมนุษย์

“อยากจะขอขอบคุณชาว Nuts Society ทุกคนที่เข้ามาช่วยสร้างสีสันให้กับนิทรรศการในครั้งนี้” นพไชยกล่าวขอบคุณสั้นๆ

ขอขอบคุณข้อมูลเพิ่มเติ่ม : flickr, happeningandfriends