ในช่วงระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา มีพื้นที่ทางศิลปะมากมายที่เกิดขึ้นและล้มหายไปจากวงการศิลปะในบ้านเราเป็นจำนวนมาก ท่ามกลางแกลเลอรี่เชิงพาณิชย์กระแสหลักที่มุ่งเน้นไปที่การทำธุรกิจเป็นสำคัญ รวมถึงการจัดแสดงผลงานศิลปะที่สามารถ ‘จับต้อง’ ได้อย่างงานภาพเขียน ภาพพิมพ์ และประติมากรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการมาของ Art toy ที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากตั้งแต่ช่วงหลังวิกฤตโควิด-19 จนทำให้แกลเลอรีจำนวนมากหันไปนำเสนอผลงานคาแรคเตอร์กันจนหนาตา

หากแต่เมื่อพูดถึงแกลเลอรีที่มุ่งเน้นการนำเสนองานศิลปะกระแสรอง รวมถึงการเป็นพื้นที่เชิงทดลองที่เปิดโอกาสให้ศิลปินนอกกระแสได้เข้ามาสร้างสรรค์กิจกรรมทางศิลปะต่างๆได้อย่างน่าสนใจ ชื่อของ BANGKOK CITYCITY ก็มักจะเป็นชื่อที่ผุดขึ้นมาในความคิดของผู้ชมหลายคนเป็นลำดับแรกๆ

ด้วยแนวทางการทำงานที่ชัดเจนของ BANGKOK CITYCITY ในการเป็นพื้นที่ทางศิลปะ ซึ่งมักจะจัดแสดงงานศิลปะการจัดวาง, ศิลปะภาพเคลื่อนไหว, หรือ ศิลปะแสดงสด อีกทั้งยังสามารถเนรมิตสภาพภายในห้องนิทรรศการให้เปลี่ยนแปลงไปตามแนวคิดของการจัดนิทรรศการ

เช่นในปี 2023 กับเทศกาลศิลปะ Ghost 2565: Live Without Dead Time ที่ BANGKOK CITYCITY ได้ทำการเปลี่ยนห้องแกลเลอรีสีขาวให้กลายเป็นโรงภาพยนตร์ขนาดย่อมสำหรับจัดแสดงผลงานวิดีโอ The show is over โดยศิลปินเควียร์ชาวอเมริกัน Wu Tsang (อู๋เจิง)

ผลงานชิ้นดังกล่าวถูกสร้างขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับเหตุการณ์การประท้วงเรียกร้องสิทธิของคนผิวดำ Black Lives Matter นำเสนอเรื่องราวของการกดขี่และผลผลิตจากความเกลียดชัง ที่มีต่อเหล่าผู้คนชายขอบที่ถูกลดทอนคุณค่าของความเป็นมนุษย์ ด้วยจอภาพมุมกว้างและระบบเสียงรอบทิศทางที่ให้ความรู้สึกราวกับว่า สิ่งที่กำลังชมอยู่นั้น ไม่ต่างอะไรไปกับการชมภาพยนตร์

หรือนิทรรการ Chaos Mandala โดยธนัช ธีระดากร กับการสร้างสรรค์บรรยากาศของนิทรรศการในรูปแบบของคอนเสิร์ตดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ สร้างประสบการณ์ทางศิลปะที่ผสมผสานศาสตร์ของการแสดง การดนตรี และการจัดแสดงแสง สี เสียงเต็มรูปแบบเข้าไว้ด้วยกัน รวมถึงการจัดแสดงผลงานศิลปะสื่อผสมของศิลปินที่ติดตั้งอยู่ทั่วพื้นที่นิทรรศการ เชื่อมโยงไปสู่การสะท้อนภาพอันสลับซับซ้อนในมิติทางปรัชญา วัฒนธรรม ความเชื่อ ประวัติศาสตร์ และการเมือง ซึ่งเกี่ยวโยงกับความโกลาหลที่เกิดขึ้นกับสังคมในภาวะร่วมสมัย

นอกจากนี้ BANGKOK CITYCITY ยังมิได้เป็นเพียงแค่แกลเลอรีที่นำเสนอแต่เพียงการจัดแสดงงานงานศิลปะเพียงเท่านั้น หากแต่ยังเป็นสถานที่สำหรับการทำกิจกรรมต่างๆ อาทิ กิจกรรมเสวนาโดยมีนักวิชาการหลากหลายสาขาต่างเข้ามาร่วมเป็นวิทยากร รวมถึงการเป็นพื้นที่สำหรับการสร้างสรรค์โปรเจกต์เชิงทดลองที่น่าสนใจมากมาย หนึ่งในนั้น คือ WAREHOUSE (2023) โปรเจกต์ที่เปลี่ยนห้องนิทรรศการให้กลายโกดังจัดเก็บสินค้าที่เต็มไปด้วยผลงานศิลปะของเหล่าศิลปินมากมาย อาทิ กรกฤต อรุณานนท์ชัย, ธนัช ตั้งสุวรรณ, ดุษฎี ฮุนตระกูล, มิติ เรืองกฤตยา, นวิน หนูทอง, อเล็ก เฟส ฯลฯ

สาระสำคัญของโปรเจกต์ดังกล่าว คือ การเผยให้เห็นเบื้องหลังการทำงานของเหล่าแกลเลอริสต์มาจัดแสดงให้ผู้ชมได้เข้ามาสำรวจกระบวนการทำงานของพวกเขากันอย่างใกล้ชิด เช่น กระบวนการเชิงภัณฑารักษ์,วิธีการจัดการกับผลงานศิลปะ ตั้งแต่ การขึ้นทะเบียนผลงานไว้ในคลังข้อมูล ไปจนถึงการเก็บรักษาชิ้นงานเหล่านั้นไว้ในคลังสะสมผลงานของแกลเลอรี หรือ แม้แต่การตระเตรียมบรรจุภัณฑ์ การหีบห่อชิ้นงานสำหรับการขนย้ายภายหลังจากการจัดแสดงผลงานสิ้นสุดลง ทั้งหมดนี้ล้วนแล้วแต่เป็นการเปิดพื้นที่ให้คนนอกวงการศิลปะได้เห็นว่า การทำงานของคนเบื้องหลังวงการศิลปะซึ่งเปรียบได้กับ ‘แรงงานที่มองไม่เห็น’ ไม่ต่างไปจากคนทำงานแวดวงสาขาอาชีพอื่นๆทั่วไปแต่อย่างใด

กลับมาที่ปัจจุบันกับนิทรรศการ A Solo Project โดยปรัชญา พิณทอง ที่จัดขึ้นเพื่อฉลองครบรอบ 10 ปี ของ BANGKOK CITYCITY ซึ่งเปิดให้เข้าชมในวันที่ 18 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา

ปรัชญานำเสนอผลงาน /|~~~~~~~~~~~~~~~~~~||/| (2025) ศิลปะการจัดวางที่มีลักษณะคล้ายกับ ‘ตู้ปลา’ แสดงการจัดจำลองบรรยากาศของโลกใต้น้ำไว้ในตู้กระจก จากการนำแผ่นกระจกบานใหญ่ที่ถูกรื้อถอนออกมาจากประตู/หน้าต่างของแกลเลอรี มาประกอบเข้าด้วยกันเป็นตู้ปลาขนาดใหญ่ รองรับด้วยหมอนคอนกรีตที่ได้จากบริเวณลานจอดรถของ BANGKOK CITYCITY มาจัดเรียงซ้อนกันให้กลายเป็นฐานของชิ้นงาน

ภายในตู้กระจกตกแต่งด้วยโมเดลจำลองเพิงหมาแหงน ตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยวบนทุ่งหญ้าน้ำ หล่อเลี้ยงสภาพแวดล้อมท้งหมดด้วยอุปกรณ์สำหรับตู้ปลาอย่างเต็มระบบ ไม่ว่าจะเป็น ชุดโคมไฟที่ช่วยให้เหล่าพืชน้ำได้เกิดการสังเคราะห์แสง ชุดปั๊มน้ำสำหรับสร้างระบบหมุนเวียนอากาศให้ระบบนิเวศของโลกใต้น้ำนี้ดำรงอยู่ได้

หากแต่โลกใต้น้ำนี้ มิได้มีสิ่งมีชีวิตใดอื่นนอกจากจากเหล่าพืชน้ำที่ได้รับแสงสว่างจากหลอดไฟและก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพื่อการสังเคราะห์แสงเพียงเท่านั้น อีกทั้งบริเวณรอบตู้ปลา เราก็จะพบกับถุงใส่สบู่ก้อนรูปทรงปลาจัดวางซุกซ่อนอยู่ทั่วพื้นที่ของนิทรรศการ

องค์ประกอบเหล่านี้เชื่อมโยงไปกับประสบการณ์ส่วนตัวในอดีตของปรัชญา ไม่ว่าจะเป็นตู้ปลาภายในบ้านพักของตน ซึ่งเขามักจะผ่อนคลายตนเองด้วยการเฝ้ามองไปยังเหล่าพืชไม้น้ำที่เติบโตอย่างช้าๆ ถุงบรรจุปลาที่สามารถพบเห็นได้ทั่วไปบริเวณโซนซื้อขายสัตว์น้ำที่ตลาดนัดสวนจตุจักร รวมถึงเพิงหมาแหงนที่เขาได้พบเจอระหว่างการเดินทางในต่างจังหวัด

ผลงานของปรัชญาแสดงการรื้อถอนและประกอบสร้างความหมายใหม่ให้กับแกลเลอรี ผ่านกระบวนการทางศิลปะที่เข้าไปจัดการกับองค์ประกอบของพื้นที่แกลเลอรีทั้งหมด หมอนคอนกรีตที่มีไว้สำหรับวางกั้นล้อรถยนต์ หรือ แผ่นกระจกของแกลเลอรีที่ครั้งหนึ่งเคยมีหน้าที่เป็นสิ่งปิดกั้น/แบ่งแยกระหว่างพื้นที่ภายนอกและภายในออกจากกัน วัตถุเหล่านี้ได้กลายมาเป็นเพียงส่วนประกอบหนึ่งของชิ้นงาน บ้างก็กลายมาเป็นประติมากรรมวางพิงไว้กับฝาผนังภายในห้องนิทรรศการ

ศิลปินได้ให้ความหมายใหม่กับวัตถุ ด้วยการเปลี่ยนสิ่งของจากที่คนเคยมองข้าม ให้กลายมาเป็นสิ่งที่เชื้อเชิญให้ผู้ชมได้ตระหนักถึงการมีอยู่และเข้ามาสำรวจพวกมันอย่างใกล้ชิด

อีกทั้งกระบวนการทางศิลปะดังกล่าว ยังครอบคลุมไปถึงการปรับเปลี่ยนผังพื้นที่ของอาคาร ซึ่งปรัชญาได้ทำการเปลี่ยนพื้นที่ของ BOOKSHOP LIBRARY ห้องสมุดของแกลเลอรีซึ่งเคยอัดแน่นไปด้วยสื่อสิ่งพิมพ์และวัตถุสิ่งของ หากแต่ปัจจุบันพื้นที่แห่งนี้ก็ได้กลายสภาพเป็นห้องสี่เหลี่ยมว่างเปล่าเพียงเท่านั้น

และเมื่อนิทรรศการนี้สิ้นสุดลง ในวันที่จะต้องทำการแยกส่วนชิ้นงานแล้วนำส่วนประกอบเหล่านั้นกลับไปติดตั้งยังจุดเดิมที่เคยตั้งอยู่ เพื่อคืนสภาพของแกลเลอรีนี้ให้กลับไปเป็นอย่างที่สถานที่แห่งนี้เคยเป็น กระบวนการการถอดรื้อและประกอบสร้างใหม่นี้ ชวนให้ผู้เขียนนึกถึงการทดลองทางความคิด Theseus’ Ship Paradox ว่าด้วยการตั้งคำถามเชิงปรัชญาที่ว่า “หากวัตถุหนึ่งถูกแทนที่ด้วยส่วนประกอบใหม่ วัตถุดังกล่าวนั้นยังคงเป็นวัตถุเดิมหรือไม่?” เช่นเดียวกับที่วัตถุภายในแกลเลอรีถูกแยกส่วนและแทนที่ด้วยวัตถุเดิมนั้น

นำไปสู่คำถามที่ว่า สุดท้ายแล้ว แกลเลอรีแห่งนี้ จะยังคงเป็น BANGKOK CITYCITY ที่เรารู้จักกันอยู่หรือไม่? แล้วในอนาคต แกลเลอรี่แห่งนี้จะมุ่งไปยังทิศทางใด? พวกเขาจะปรับตัวและเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย หรือ จะเป็นแกลเลอรีที่รอวันล้มหายไปจากความทรงจำของยุคสมัย เหล่านี้คือคำถามที่คงจะไม่มีใครที่สามารถให้คำตอบได้

อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนก็ยังมีความคาดหวังว่า BANGKOK CITYCITY จะยังคงเป็นอีกพื้นที่หนึ่งที่สามารถดำรงอยู่และสร้างความหลากหลายให้แก่ระบบนิเวศทางศิลปะร่วมสมัยไทยต่อไปอีกนานแสนนาน