ผกา เดอ พลอว – Blooms With The Wind Blows
โดย มาริษา ศรีจันแปลง
ภัณฑารักษ์ ณัฐดนัย ทรงศรีวิลัย
HOP – Hub Of Photography (ห้อง WHOOP!)
ที่ MMAD ชั้น 3 มันมัน ศรีนครินทร์
4 พฤษภาคม – 21 กรกฎาคม 2567
ผลพวงจากอิทธิพลของความขัดแย้งในช่วงสงครามเย็นที่แผ่ลงมายังภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กับปัญหาความไม่สงบทางการเมืองและสงครามภายในประเทศที่ลุกลามไปถึงเหตุการณ์การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ภายใต้การปกครองของรัฐบาลเขมรแดงตลอด 3 ปี ได้ทำให้ชาวกัมพูชาจำนวนมากต้องจำใจละทิ้งบ้านเกิด หลีกหนีภัยสงคราม เคลื่อนย้ายถิ่นฐานไปหาที่พักพิงใหม่เพื่อตั้งรกรากในพื้นที่ที่ปลอดภัยกว่า
ถึงอย่างไรก็ตาม ข้อเท็จทางประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นย่อมทิ้งไว้ซึ่งบาดแผลที่อยู่ในใจของเหล่าผู้ลี้ภัยจวบจนถึงทุกวันนี้ มรดกของความขัดแย้งดังกล่าว นำไปสู่ความพยายามที่จะร้อยเรียงความทรงจำของคนชายขอบให้ประกอบขึ้นมาเป็นรูปเป็นร่าง โดยลูกหลานผู้ลี้ภัย มาริษา ศรีจันแปลง ศิลปินร่วมสมัยไทยเชื้อสายเขมร ซึ่งเธอใช้ประเด็นดังกล่าวมาเป็นแนวทางการทำงานศิลปะมาแล้วในผลงานชิ้นก่อนหน้าอย่าง T360174 ผลงานจัดวางที่เคยจัดแสดงในนิทรรศการโครงการบ่มเพาะและสร้างเครือข่ายศิลปินรุ่นใหม่ EARLY YEARS PROJECT #6

ที่มา : Bacc หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร

ที่มา : Bacc หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร
แนวทางข้างต้นยังได้รับการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง จนมาถึงนิทรรศการเดี่ยวครั้งล่าสุดของเธอ ผกา เดอ พลอว (Blooms With The Wind Blows) โดยมุ่งเน้นไปที่การสืบค้นเรื่องราวของคุณตาชาวกัมพูชา ซึ่งเป็นผู้อพยพในช่วงสงครามฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ผ่านเส้นทางการย้ายถิ่นฐานของเขาและครอบครัว
บันทึกการเดินทางของมาริษาในครั้งนี้ มีจุดเริ่มต้นจากกรอบภาพไม้เก่าที่ครั้งหนึ่งเคยบรรจุรูปถ่ายคุณตาซึ่งเสียชีวิตภายในค่ายผู้ลี้ภัยบ้านลำพุก และยังเป็นของดูต่างหน้าเพียงชิ้นเดียวที่ครอบครัวของมาริษาเก็บรักษาไว้ สู่การเดินทางจากบ้านเกิดของเธอที่จังหวัดสุรินทร์ มุ่งสู่ค่ายผู้ลี้ภัยเก่าที่คุณตาของเธอเสียชีวิต โดยมีเป้าหมายคือ การตามหาบ้านหลังเดิมของบรรพบุรุษเป็นจุดหมายปลายทาง


บรรยากาศภายในห้องนิทรรศการที่กำกับด้วยแสงสลัว เสียงบทสนทนาภาษาเขมร กรอบรูปไม้เก่าที่ติดตั้งไว้เคียงข้างกับผลงานวิดีโอและภาพถ่ายของกอดอกหญ้าตามสถานที่ต่างๆ ที่มาริษาพบเจอระหว่างการเดินทาง พร้อมกันนั้น ตลอดเส้นทางที่ท่องไป เธอยังได้ทยอยเก็บสะสมเกสรดอกรักไว้ทีละน้อยประหนึ่งการอุปมาถึงการเก็บเกี่ยวสิ่งแทนเศษเสี้ยวชีวิตและความทรงจำของครอบครัวที่หล่นหาย
การสืบย้อนความทรงจำของมาริษา ผนวกรวมกับคำบอกเล่าของชาวบ้านที่พบพานและผู้คนในท้องถิ่น นำพาให้เธอเดินทางข้ามเส้นแบ่งพรมแดนไทย-กัมพูชา ไปสู่พื้นที่ที่เธอเชื่อว่าครั้งหนึ่งเคยเป็นบ้านหลังเดิมของครอบครัว ซึ่งในปัจจุบันสถานที่แห่งนั้นก็ได้กลับกลายเป็นเพียงสถานที่รกร้างว่างเปล่าไปเสียแล้ว
อย่างไรก็ตาม เรื่องราวการเดินทางตลอดแนวเส้นทางการลี้ภัยนี้ก็ได้เติมเต็มพื้นที่ว่างของความทรงจำที่มาริษามีต่อบ้านเกิด บ้านหลังสุดท้าย ไปจนถึงบ้านหลังเดิมของบรรพชน และได้นำประสบการณ์ที่เธอเก็บเกี่ยวตลอดการเดินทางมาก่อร่างสร้างเป็นผลงานประติมากรรมสีขาวจากการจัดเรียงตัวของเกสรดอกรักจนดูคล้ายพานพุ่มสักการะ เพื่อเป็นสัญลักษณ์เชื่อมโยงสู่ ‘ผกาบายเบ็ณฑ์’ ดอกหญ้ากลิ่นหอมคล้ายดอกมะลิ ซึ่งมักถูกใช้ประดับบนยอด ‘บายเบ็ณฑ์’ เครื่องสักการะสำหรับประกอบพิธีเซ่นไหว้บรรพบุรุษของชาวไทยเชื้อสายเขมร ‘แซนโฎนตา’ พร้อมกับท่วงทำนองของเสียงบทสวดเพื่อทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้ล่วงลับ

องค์ประกอบทั้งหลายได้ถูกใช้ในการผสานรวมเข้ากับประติมากรรมที่ตั้งตระหง่านอยู่ ณ ใจกลางห้องนิทรรศการ ห้อมล้อมด้วยภาพถ่ายดอกหญ้าโดยมีภูมิทัศน์ของพื้นที่ชายแดนเป็นฉากหลังคอยบอกเล่าเรื่องราวการเดินทางของเกสรดอกรัก เปรียบดั่งชีวิตของผู้คนที่ต้องถูกสายลมพัดพาให้ล่องลอย กระจัดกระจายไปตามกระแสองคาพยพทางสังคมอันผันผวนและไม่อาจควบคุมได้ และถึงแม้ว่าเนื้อหาของนิทรรศการทั้งหมดนี้จะว่าด้วยเรื่องราวของผู้ที่ได้รับผลกระทบจากภัยสงคราม แต่สิ่งที่มาริษาเลือกที่จะนำเสนอออกมานั้น กลับมิใช่ภาพร่องรอยความโหดร้ายจากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ แต่เป็นบันทึกการเดินทางและการเก็บเกี่ยวความทรงจำในรูปของภาพถ่ายและผลผลิตจากวัชพืช ซึ่งคอยทำหน้าที่เสมือนเป็นทั้งประจักษ์พยานผู้รับรู้ความเป็นไปของวิกฤตการณ์ที่เคยเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์และครอบครัวของเธอ
สุดท้าย แม้ว่าการเดินทางในครั้งนี้ อาจจะไม่ได้ทำให้มาริษาได้พบกับบ้านหลังเดิมมอย่างที่เธอคาดหวัง ทว่าประสบการณ์ทั้งหมดที่เธอได้รับ ก็อาจจะเพียงพอแล้วที่จะเติมเต็มข้อสันนิษฐานหรือความปรารถนาบางอย่างของเธอได้บ้าง ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง


ขอขอบคุณภาพถ่ายผลงานจาก HOP – Hub Of Photography
