นิทรรศการ Whitewash: ชโลมขาว โดย Kanya Charoensupkul และ นิทรรศการ Every Day Good โดย Vincent Leow
4 June – 7 July 2024
Matdot Gallery, MATDOT Art Center

หากลองมองย้อนกลับยังประวัติศาสตร์ความขัดแย้งทางการเมือง ตลอด 92 ปีหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองสู่ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุุข กับเรื่องราวการต่อสู้ของประชาชนอันเต็มเปี่ยมไปด้วยความหวังที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้ประเทศชาติไปสู่สิ่งที่ตนเชื่อว่าดีกว่า

ทว่าจากจำนวนของการเลือกตั้งที่อยู่คู่กับการรัฐประหารกว่า 13 ครั้ง ตามมาด้วยการฉีกทิ้งร่างรัฐธรรมนูญและขีดเขียนร่างกติกากฏหมายสูงสุดของรัฐขึ้นมาใหม่มาแล้วกว่า 20 ฉบับ ซึ่งต้องแลกมาด้วยเลือดเนื้อและอิสรภาพของพวกเขาที่ถูกใช้เซ่นสังเวยให้แก่กลไกของอำนาจรัฐแห่งนี้ จึงไม่แปลกที่จะมีคนไทยจำนวนหนึ่งรู้สึกเบื่อหน่ายกับการต่อสู้ที่วนเวียนอยู่ในวังวนของความขัดแย้งที่ดูท่าว่าจะไม่มีที่สิ้นสุด

อีกด้านหนึ่ง ทางฝั่งเพื่อนร่วมภูมิภาคที่ได้รับสมญานามว่าเป็น ‘หนึ่งในสี่เสือแห่งเอเชีย’ อย่างประเทศสิงคโปร์ ประเทศเล็กๆที่คนไทยหลายคนเชื่อว่าเจริญยิ่งกว่าใครในอาเซียนนั้น กว่าที่พวกเขาจะสามารถก้าวขึ้นมาเป็นประเทศชั้นนำได้อย่างทุกวันนี้ สิงคโปร์เองก็ต้องเผชิญกับปัญหาหลากหลายด้านมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ ก่อนและหลังได้รับเอกราชจากประเทศอังกฤษในปี พ.ศ. 2508 (ค.ศ. 1965)

หนึ่งในนั้นคือ กรณีของการรับเอาแนวคิดด้านการปกครองที่หยิบยืมจากอดีตเจ้าอาณานิคมมาปรับใช้ในการบริหารปกครองประเทศ และได้นำไปสู่ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองอันเป็นผลมาจากความหลากหลายทางเชื้อชาติ วัฒนธรรม รวมถึงอุดมการณ์ทางการเมืองที่แตกต่างของประชาชนในประเทศ และถึงแม้ว่าภาพลักษณ์ของรัฐจะดูเปี่ยมไปด้วยความมีเสถียรภาพกว่าใครในภูมิภาค แต่สำหรับชาวสิงคโปร์บางส่วนแล้ว สถานะอันมั่นคงที่ต้องแลกมากับการใช้กำลังปิดปากประชาชนเองนั้น ก็กลับไม่ได้ทำให้ความรู้สึกของพวกเขาสงบหรือปลอดภัยจากการถูกคุกคามลงแต่อย่างใด

ทั้งหมดนี้คือการเกริ่นนำสำหรับสองนิทรรศการโดยสองศิลปินที่ได้หยิบเอาประสบการณ์ที่มีต่อเหตุการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองบนเงื่อนไขและบริบทที่แตกต่างทั้งช่วงเวลาและสถานที่มาตีแผ่ผ่านงานศิลปะของพวกเขา

เริ่มที่นิทรรศการแรกกับ Whitewash / ชโลมขาว โดย กัญญา เจริญศุภกุล จัดแสดงผลงานย้อนหลังที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากวิกฤตการณ์ทางสังคมไทยที่เกิดขึ้นในช่วงทศวรรษ 2530 นับว่าเป็นช่วงเวลาที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับปัญหาความวุ่นวายหลากหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตทางการเมืองในช่วงกลางปี พ.ศ. 2535 กับเหตุการณ์ ‘พฤษภาทมิฬ’ อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากการทำรัฐประหารโค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง นำไปสู่การชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยและต่อต้านการสืบทอดอำนาจของคณะรัฐประหารโดยประชาชนในกรุงเทพมหานคร ก่อนที่จะถูกเจ้าหน้าที่รัฐใช้กำลังเข้าปราบปรามด้วยความรุนแรง

ต่อมาแม้สถานการณ์ความตึงเครียดภายใประเทศจะค่อยๆคลี่คลายลง แต่เมื่อเช้าสู่ช่วงต้นทศวรรษ 2540 ประเทศไทยยังต้องเผชิญกับวิกฤตทางเศรษฐกิจที่รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งกับ ‘ภาวะวิกฤตฟองสบู่แตก’ หรือที่รู้จักกันในชื่อ ‘วิกฤตต้มยำกุ้ง’ อันมีสาเหตุมาจากการบริหารและนโยบายทางการเงินของสถาบันการเงินในประเทศไทยที่ผิดพลาด เป็นผลทำให้ระบบเศรษฐกิจของไทยต้องประสบกับปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำขั้นรุนแรง ทำให้มีบริษัทหรือสถานประกอบการหลายแห่งต้องปิดตัวลงและมีผู้คนที่ต้องตกงานกันไปเป็นจำนวนมาก ซ้ำร้ายยังมีข่าวการเสียชีวิตของนักธุรกิจจากการทำอัตวินิบาตกรรมไปจนถึงคดีฆาตกรรมยกครัวเพื่อหลีกหนีปัญหาหนี้สิน ขึ้นพาดหัวหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์ไม่ว่างเว้นในแต่ละวัน สิ่งเหล่านี้ได้สร้างความเศร้าสะเทือนใจให้แก่ผู้คนรวมถึงกัญญาเป็นอย่างมาก

White World No. 5, 1993–1994, Mixed media on canvas, 100 × 100 cm

ในฐานะที่เป็นบุคคลร่วมสมัยและมีประสบการณ์ร่วมเป็นประจักษ์พยานต่อการรับรู้ความเป็นไปที่เกิดขึ้นกับสังคมไทย ณ ขณะนั้น กัญญาเลือกที่จะถ่ายทอดช่วงเวลาแห่งประวัติศาสตร์ ผ่านการสร้างสรรค์ศิลปะนามธรรมที่ซ่อนเร้นอำพรางความรู้สึกอันแท้จริงที่มีต่อปรากฏการณ์ทางสังคมเอาไว้ภายใน เป็นที่มาของผลงานชุด ชโลมขาว ซึ่งนับว่าเป็นผลงานยุคแรกเริ่มของกัญญาที่เลือกจะเปลี่ยนวิธีการสร้างสรรค์จากการทำงานเทคนิคภาพพิมพ์มาสู่การสร้างสรรค์จิตรกรรมนามธรรมบนผ้าใบ

ผลงานชุดนี้เป็นการผสมผสานการทำงานระหว่างจิตรกรรมและสื่อผสม ด้วยการนำวัสดุเหลือใช้อย่างเศษกระดาษที่หลงเหลือจากการทำภาพพิมพ์ครั้งเดียว ( Monoprint ) มาใช้ใหม่ด้วยการปะติดลงบนแคนวาส ก่อนที่จะละเลงสีสันปาดป้ายฝีแปรงลงบนชิ้นงาน ประกอบการกับเลือกใช้ชุดสีและการสร้างสัญลักษณ์เข้ามาเป็นส่วนประกอบของการสื่อสารเรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานั้น เช่น การใช้สีแดง ขาว และน้ำเงิน เข้ามาใช้เป็นสีชุดหลักให้กับผลงาน ซึ่งมีที่มาจากภาพของผืนธงไตรรงค์ที่เปรอะเปื้อนไปด้วยรอยเท้า คราบเลือด และธุลีดินในเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ หรือ การใช้รูปทรง “รังไหม” เพื่อสื่อความหมายถึง ชะตาชีวิตของมนุษย์ที่ไร้ซึ่งโอกาสในการลืมตาอ้าปาก มีที่มาเหตุการณ์เพลิงไหม้โรงงานผลิตตุ๊กตาแห่งหนึ่งในจังหวัดนครปฐม เมื่อปี พ.ศ. 2536 เป็นเหตุให้มีแรงงานและหญิงตั้งครรถ์ต้องเสียชีวิตลงในเหตุการณ์ครั้งนี้

นอกจากนี้ ยังมีกระบวนการ “ชโลมขาว” (whitewash) ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะที่ปรากฏอยู่ในผลงานนามธรรมของกัญญา กับการฉาบชโลมองค์ประกอบของภาพ สร้างบรรยากาศมวลรวมให้สีสันที่ควรจะสดใสดูขุ่นมัวเจือจางลง นับว่าเป็นการสอดแทรกมุมมองของกัญญาที่มีต่อสภาพของสังคมที่เป็นอยู่ในช่วงเวลานั้น ด้วยวิธีการรักษาไว้ซึ่งความมั่นคงและปกปิดภาพลักษณ์ของรัฐมิให้เสื่อมเสีย ตามมาซึ่งการจัดการกับผู้ที่ตั้งตัวเป็นปฏิปักษ์และประชาชนผู้เห็นต่าง ประหนึ่งการปกปิด ซ่อนเร้น อำพราง อีกนัยหนึ่ง การชโลมขาวนี้ยังหมายรวมถึงความพยายามเก็บงำความรู้สึกของศิลปินที่มีต่อความเป็นจริงอันบิดเบี้ยวของสังคมไทย ทั้งยังเพื่อป้องกันตนเองจากการถูกเพ่งเล็ง ข่มขู่ พิพากษาจากปัจจัยรอบข้างที่ไม่สามารถควบคุมและเอาแน่เอานอนมิได้แต่อย่างใด

Wind 2, 1994, Mixed media on canvas, 100 × 100 cm

หากผลงานของกัญญาคือ การกลบเกลื่อนอำพราง ผลงานที่จัดแสดงอยู่ในห้องนิทรรศการถัดไปก็คือ การเปิดเผยความรู้สึกอย่างตรงไปตรงมากับนิทรรศการ Every Day Good โดย วินเซนต์ เลียว (Vincent Leow) ศิลปินร่วมสมัยชาวสิงคโปร์ ผู้ถ่ายทอดประสบการณ์ส่วนตัวและมุมมองที่มีต่อสิ่งรอบข้างไปจนถึงปรากฏการณ์ทางสังคม

ตลอดช่วงเวลากว่าสองเดือนที่ผ่านมาของการเข้าร่วมโครงการศิลปินในพำนักที่ MATDOT Art Center วินเซนต์เดินทางท่องไปตามสถานที่ต่างๆ ทั้งภายในกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัดของประเทศไทย พร้อมทั้งติดตามความเคลื่อนไหวของโลกผ่านช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ โดยในเช้าของทุกวัน เขามักจะง่วนไปกับการใช้เวลาอยู่ในสตูดิโอ จดบันทึกเรื่องราวต่างๆ ด้วยปากกาคอแร้งคู่ใจ จุ่มหมึกขีดเขียนภาพลายเส้นอันเป็นเอกลักษณ์ลงบนกระดาษทีละแผ่น เปรียบเสมือนบันทึกประจำวันของศิลปินผู้เฝ้าสังเกตความเป็นไปของสิ่งรอบตัว และจัดแสดงบันทึกเหล่านั้นในชื่อ Every Day Good

บันทึกประจำวันของวินเซนต์ได้เผยให้เห็นเรื่องราวอันเต็มไปด้วยความสับสนวุ่นวายของสังคมมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นภาพการใช้ความรุนแรงจากกลุ่มคนในเครื่องแบบคล้ายเจ้าหน้าที่รัฐรวมถึงประชาชนทั่วไป ใบหน้าบึ้งตึงของผู้คนที่ห้อมล้อมไปด้วยรั้วลวดหนาม รวมไปถึงเศษซากจากการทำลายล้างที่เกิดจากสงคราม ความขัดแย้งที่เป็นอยู่ในโลกปัจจุบัน ฯลฯ และหากเราพิจารณาภาพเขียนแต่ละชิ้นอย่างถี่ถ้วนเราจะพบกับการหยิบยืมสัญลักษณ์และการจัดวางด้านองค์ประกอบศิลป์ของงานศิลปะชื่อดังในอดีตมาใช้ เช่น ผลงาน Saturn Devouring His Son โดย ฟรานซิสโก โกยา (Francisco Goya) กับฉากของเทพบิดรโครนัสที่กำลังฉีกสวาปามร่างบุตรของตนอย่างน่าสยดสยอง

Saturn Devouring His Son โดย ฟรานซิสโก โกยา (Francisco Goya)

และถึงแม้ว่าภาพเขียนของวินเซนต์จะเป็นเพียงแค่ภาพลายเส้นขาว-ดำ ไร้ซึ่งการแต่งเติมด้วยสีสันใดๆ แต่ด้วยปริมาณของชิ้นงานที่จัดเรียงกันอย่างเป็นระเบียบอัดแน่นกันอยู่บนผนังของห้องนิทรรศการ ไม่ต่างจากป้ายหลุมศพจำนวนกว่าหนึ่งร้อยแผ่นที่ตั้งประจัญหน้าเข้าหาผู้ชม ประกอบกับเนื้อหาว่าด้วย โศกนาฏกรรม ความรุนแรง และความวิปริตที่มนุษย์กระทำต่อกันอันเกิดจากปัญหาความขัดแย้งและภัยสงคราม ยิ่งชวนให้นึกถึงจิตรกรรมชิ้นเอกของโลก Guernica ของศิลปินผู้ล่วงลับ ปาโบล ปิกัสโซ่ (Pablo Picasso) ซึ่งสะท้อนความเศร้าสะเทือนใจของเขา อันเป็นผลมาจากเหตุการณ์เครื่องบินทิ้งระเบิดลงที่เมืองเกอร์นิกา ประเทศสเปน

ผลงาน Every Day Good โดยวินเซนต์ เลียวจึงเป็นดั่งภาพสะท้อนทางความคิดและความรู้สึกที่ศิลปินได้นำเสนอออกมาอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเหตุการณ์เหล่านี้ ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่สามารถพบเห็นทั่วไปบนหน้าสื่อร่วมสมัย ซึ่งถูกประโคมขึ้นหน้า ‘เนื้อหาที่แนะนำ’ บนแพลตฟอร์มออนไลน์ เปรียบได้กับความรุนแรงที่ถูกผลิตซ้ำไม่เว้นในแต่ละวันและมีมากเกินกว่าที่การจัดการของรัฐหรือแม้แต่ระบบอัลกอริทึม (Algorithm) จะสามารถปิดปั้นสิ่งเหล่านี้เอาไว้ให้เป็นความลับได้อีกต่อไป

ร่วมสำรวจความเป็นไปของสังคมไปกับนิทรรศการ Whitewash: ชโลมขาว โดย กัญญา เจริญศุภกุล และนิทรรศการ Every Day Good โดย วินเซนต์ เลียว ตั้งแต่ วันนี้จนถึงวันที่ 7 กรกฎาคม ที่ MATDOT Art Center

วินเซนต์ เลียว (ซ้าย) ศิลปินเจ้าของนิทรรศการ Every Day Good และ กัญญา เจริญศุภกุล (ขวา) ศิลปินเจ้าของนิทรรศการ Whitewash / ชโลมขาว