The Landscape of Paradoxcity
โดย ขวัญชัย ลิไชยกุล
จัดแสดงที่ Numthong artspace
ระหว่างวันที่ 22 Nov – 27 DEC 2025

ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น ภาพของงานจิตรกรรมฝาผนังที่ถูกสร้างขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าว มักจะมีผังการเล่าเรื่องที่กำหนดตำแหน่งที่ตั้งของภาพและเรื่องให้สอดคล้องกันอย่างมีแบบแผน เช่น ภาพเทพชุมนุมบริเวณเหนือช่องหน้าต่าง พุทธประวัติหรือทศชาติชาดกที่อยู่บริเวณผนังระหว่างช่องหน้าต่าง หรือ ผนังด้านหน้าพระประธานกับภาพมารผจญ.

จนถึงในสมัยรัชกาลที่3 ก็ได้มีการพัฒนาการเล่าเรื่องทางพุทธศาสนาที่แตกต่างไปจากเดิม กับภาพงานจิตรกรรมฝาผนังในอุโบสถวัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร ด้วยภาพของพุทธประวัติของอดีตพระพุทธเจ้า 28 พระองค์ โดยมีเส้นสินเทาคอยทำหน้าที่แบ่งตอนให้กับภาพทั้งหมด ซึ่งก็ได้ทำให้จิตรกรรมฝาผนังดังกล่าวมีความเป็นเอกลักษณ์ที่สุดแห่งหนึ่ง

และจากความประทับใจในงานจิตรกรรมผาผนังภายในอุโบสถวัดสุทัศน์ฯนี้ ยังได้ถูกนำมาต่อยอดโดยขวัญชัย ลิไชยกุล ด้วยการหยิบเอาองค์ประกอบของงานจิตรกรรมไทยพระเพณีมาใช้ในงานสร้างสรรค์และการเล่าเรื่องแบบภาพมุมสูงตลอดหลายปีที่ผ่านมา รวมถึงนิทรรรศการแสดงเดี่ยวครั้งล่าสุด The Landscape of Paradoxcity

นิทรรศการครั้งล่าสุดนี้ มีที่มาเป็นอย่างไร?

ตอนแรกเรายังไม่ได้ตั้งธีมของนิทรรศการที่ชัดเจนมากนัก แต่คิดว่าอยากจะเขียนเรื่องที่เกี่ยวกับมุมมองของเราต่อสิ่งรอบตัวก่อน จึงเก็บตัวทำงานมาตลอดสองปี จากนั้นก็ค่อยๆมาขมวดดูว่างานของเรากำลังจะพูดถึงอะไร ซึ่งก็มีที่มาจากเรื่องง่ายๆ ทุกอย่างเกิดจากการตั้งคำถามของเราเมื่อมองไปยังสิ่งต่างๆ เช่น การขับรถบนท้องถนน ทำไมจึงต้องมีคนที่มักขับรถแบบหวาดเสียวอีกทั้งรถที่ว่าส่วนใหญ่ยังเป็นรถหรูราคาแพง ตามมาด้วยประเด็นต่อมาคือ คนที่มีกำลังทรัพย์มากแบบนี้ก็ใช่ว่าจะไม่มีการศึกษานะ หรือ เรามักจะได้ยินมาเสมอว่าบ้านเมืองเรานั้นสวยงามไปด้วยวัฒนธรรมประเพณี แต่อีกด้านหนึ่ง คนไทยเราบางส่วนเองก็กลับไม่มีมารยาทเอาเสียเลยในบางเรื่อง สิ่งเหล่านี้มันย้อนแย้งน่ะ หรือแท้จริงแล้ว สิ่งดีงามที่ว่ามา เรามีไว้เพื่อหลอกตัวเองหรือเปล่า?

Top View No.2 (2020)

ช่วยเล่าถึงการพัฒนางานของคุณที่ผ่านมาหน่อยได้ไหม

ย้อนกลับไปตอนเรียนอยู่ที่ภาควิชาศิลปะไทย คณะจิตรกรรมฯ มหาวิทยาลัยศิลปากร เราสนใจกลวิธีในการเล่าเรื่องราวแบบภาพมุมสูงของงานจิตรกรรมฝาผนัง ฟื้นฐานมันมาจากตรงนั้น เราชอบที่จะศึกษาเรื่องราวเกี่ยววิธีการเล่าเรื่องนั้น และมักเข้าไปที่วัดสุทัศน์ฯ ซึ่งเป็นเหมือนโรงเรียนของเราเลย เราชอบวิธีการเล่าเรื่องของเขา ทั้งโครงสร้าง ความต่อเนื่องของภาพ มันเป็นแรงบันดาลใจให้เราทำงานแนวนี้

เราก็นำวิธีการตรงนี้มาใช้เล่าเรื่องของตัวเอง แต่เราเลือกที่จะหยิบเอามาแค่ภาพขาว-ดำ ไม่ได้ยกเอาโคลงสีมาทั้งหมด เอามาแค่ค่าน้ำหนัก หยิบกลุ่มก้อนโครงสร้างของงานจิตรกรรมฝาผนังมาใช้กับเรื่องราวของตัวเองในแบบที่เราสนใจ ไม่ใช่เรื่องของพุทธประวัติ งานของเราจึงไม่ใช่งานจิตรกรรมไทยแบบ 100 % แต่มีกลิ่นอายบางอย่างที่ปนกันไปในแต่ละช่วงเวลา

เราทำอย่างนี้ตั้งแต่ปี 2006 เรื่อยมาจนถึงปี 2009 กับนิทรรศการแสดงเดี่ยวครั้งแรก IDEAL CITY เราได้ทดลองสร้างงานจิตรกรรมฝาผนังขนาดใหญ่ นับว่าไม่ได้มีโอกาสแบบนี้บ่อยนัก ซึ่งเราก็ยังคงสนใจวิธีการเล่าเรื่องผ่านภาพมุมสูงอยู่ และเมื่อมีรูปแบบ วิธีการของเราแล้ว เราจึงมองไปที่เนื้อหาต่อ ซึ่งก็เป็นเรื่องของสังคม สิ่งรอบตัวมากขึ้นกว่าผลงานสมัยเรียน

แรกๆ งานของเราแทบจะไม่มีรูปของคนอยู่ในนั้นเลย เหมือนกับเราสนใจเรื่องของความเป็นเมือง การจัดเรียงของผังเมือง และโครงสร้างทางสถาปัตย์ฯมากกว่า เราถือคติอย่างหนึ่งคือ เมืองที่เราเขียน จะไม่มีความแบน แต่มีช่องทางเอาไว้เดินเข้า-ออกได้ เราก็ใช้วิธีคิดตรงนี้ ทว่าต่อมาเราเริ่มใส่คนลงไปในภาพ นั่นก็อาจจะเป็นส่วนสำคัญของงานเราเหมือนกัน

เราพยายามจะทำให้ผู้ชมได้เห็นการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนอยู่ ล้อไปกับกลุ่มสัตว์ในภาพ โดยใช้ลักษณะเป็นเงาดำ เพื่อให้เห็นว่าคนและสัตว์ก็เป็นสิ่งมีชีวิตเหมือนกัน

Happy Holiday (2025)

จากที่สังเกตดู ผลงานของคุณมักมีกลิ่นอายของงานศิลปะไทยอยู่ค่อนข้างมาก สิ่งที่ชัดที่สุดก็คือ เส้นสินเทา ทั้งนี้ฟังก์ชั่นของเส้นสินเทาที่อยู่ในงานของคุณมันได้ทำหน้าที่อย่างไร ทำไมจึงเลือกที่จะหยิบเส้นสินเทามานำเสนอ

เส้นสินเทา คือสิ่งที่เราเคยเขียนในช่วงที่ยังเป็นนักศึกษาอยู่บ้าง อย่างไรก็ตามเราก็ไม่ได้หยิบเอามาใช้แบบตรงไปตรงมา อาจเพราะยังเป็นเด็กที่ยังไม่มีความมั่นใจ และไม่ได้เข้าใจความหมายของเส้นสินเทาเท่าใด ทั้งนี้ในปัจจุบัน เรามาเข้าใจก็เมื่อโตขึ้น เส้นสินเทามันมีประโยชน์ในเชิงฟังก์ชั่นการใช้งาน โดยทำหน้าที่เป็นตัวขัดความไหลลื่นทางงานจิตรกรรมหรือรายละเอียดต่างๆ

เรามาลองคิดเล่นๆว่า ถ้าจิตรกรรมฝาผนังไม่มีเส้นแรงๆแบบเส้นสินเทา ภาพนั้นก็จะเลื่อนไหลไปทั้งหมด ยกตัวอย่าง เหมือนการที่เรากินอาหาร โดยเฉพาะอาหารไทยที่จะมีรสชาติหนึ่งนั่นคือ รสเลี่ยน เขาจึงมีพริกสดไว้เอามาตัดรสชาตินั้นทิ้ง เส้นสินเทาจึงเหมือนกับตัวตัดเลี่ยนบนงานจิตรกรรมไทย ในเชิงของความหมาย เส้นสินเทาสำหรับผมแล้วมันเป็นอย่างนั้น

ผมเคยเขียนงานที่ไม่มีเส้นสินเทา ซึ่งโครงสร้างของภาพมันก็จะเป็นกลุ่มก้อนเล็กๆและไหลไปมา แต่พอเรามีเส้นสินเทาเข้ามา งานของเราก็กลับดูแข็งแรงมากขึ้น มีโครงสร้างที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น บวกกับความหมายดั้งเดิมของเส้นสินเทา ซึ่งมีไว้สำหรับใช้แบ่งเรื่องแบ่งตอนบนภาพหรือเพื่อขับเน้นส่วนสำคัญของเนื้อหาบนงานจิตรกรรมไทย จนกลายเป็นขนบที่ศิลปินไทยใช้กันอย่างแพร่หลาย เรารู้สึกว่านี่คือเอกลักษณ์บางอย่าง เราจึงหยิบเอาฟอร์มของเส้นเหล่านี้มาใช้ในเชิงบริบทร่วมสมัย แต่เราใช้มันด้วยเหตุและผล ไม่ใช่เรื่องของจิตใต้สำนึกใดๆ

เพราะงานของเรากำลังพูดถึงภาวะทางสังคมที่เกิดขึ้นจริง เส้นสินเทาอาจไปอยู่ในรูปของกำแพง หรือ สนามหญ้าบ้าง ซึ่งทางคนดูก็จะรู้สึกคุ้นเคย บางทีมันก็จะดูคล้ายกับกำแพงหรือไม่ก็ดูคล้ายกับเส้นที่คอยแบ่งภาคของนรก-สวรรค์ ทั้งนี้มันก็ไม่ใช่ภาพของนรก-สวรรค์ แต่เป็นพื้นที่ที่มนุษย์เราจับต้องได้ เป็นสวนสาธารณะ เมือง โรงงานอุตสาหกรรม เราอุปมาเส้นสินเทาบนงานของเราและเล่นกับฟอร์มของเส้นสินเทาแบบนั้น

The Space of Black and White No.2 (2025)

เป็นการดึงเอาฟังก์ชั่นของเส้นสินเทามาเล่นกับประเด็นที่คุณต้องการจะนำเสนอ

ใช่ เรารู้สึกว่าเส้นสินเทาช่วยให้งานของเราน่าสนใจได้จริงๆ เพราะเส้นสินเทากลายเป็นเครื่องมือสำคัญในเรื่องขององค์ประกอบศิลป์ส่วนหนึ่ง และด้วยฟอร์ม ก็สวยในแบบจิตรกรรมไทยประเพณี ขณะที่เนื้อหาก็ถูกปรับแต่งอีกที ทั้งหมดก็คือการค่อยๆเอามาประยุกต์กับการทำงานของเรา

เมื่อมองย้อนกลับไปยังอดีต และ ปัจจุบัน คิดว่า ผลงานของคุณมีความเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางใดบ้าง

ย้อนไปช่วงปี 2024 กับนิทรรศการ Bangkok 242 เรามองว่านี่เป็นจุดเปลี่ยนของเราเหมือนกัน ด้วยความที่สตูดิโอของเรามีพื้นที่จำกัด เราจึงต้องใช้วิถีแบ่งภาพแล้วเขียนต่อๆกัน จากซ้ายไปขวา บนไปล่าง เกิดเป็นงานที่จัดแสดงในหอศิลป์กรุงเทพฯ (BACC) แต่ในตอนนั้นยังไม่มีโอกาสจะได้ไปโชว์ที่ไหน ก่อนหน้านั้นเราทำงานที่เขียนเกี่ยวกับกรุงเทพฯอยู่แล้วตั้งแต่ปี 2006 ทางด้านพี่ลักขณา คุณาวิชยานนท์ เขาอยากได้งานของเราที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับเมืองกรุงเทพฯ นั่นจึงเกิดเป็นไอเดียให้เราทำงานที่สามารถแบ่งภาพออกจากกันและสามารถเชื่อมต่อกันได้ไม่ว่าจะเป็นภาพชิ้นไหน รวมถึงยังสามารถให้ผู้ชมนำชิ้นงานเหล่านั้นมาเชื่อมต่อกันและสร้างพื้นที่ของเมืองขึ้นมาให้รูปแบบของตัวเอง เราคิดว่ามันน่าจะสามารถตอบโจทย์ในเรื่องของงานศิลปะที่พูดถึงความต้องการ(ที่จะออกแบบพื้นที่)ของประชาชน นั่นจึงเป็นโอกาสให้เราได้ทำงานและพัฒนาความคิดของเรามาได้เยอะมาก

ผลงานของเราจึงไม่ใช่เรื่องของตัวเราเองแล้ว แต่ยังสามารถมีปฏิสัมพันธ์กับผู้ชมได้ มันยังสามารถถูกประกอบสร้างใหม่ด้วยน้ำมือของผู้ชม ซึ่งเรามองว่ามันเป็นสิ่งสำคัญนะ เพราะเมืองคือสิ่งที่ควรจะได้รับการสร้างจากน้ำมือของพลเมืองจริงๆ นั่นทำให้เราเริ่มมีไอเดียที่ชัดเจนขึ้นมา เป็นอีกส่วนหนึ่งของงาน ถึงแม้เราจะไม่ใช่ศิลปินคอนเซ็ปชวลจ๋าเลยก็ตาม

U-Scape (2024)

พอถามว่า งานของเราถูกพัฒนาไปอย่างไร ในเชิงรูปแบบมันก็ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ด้วยลายเส้นขาว-ดำ จนมาถึงผลงานชุดนี้ จริงๆ เราแทบจะไม่ได้เปลี่ยนไปมาก หากมองในแง่ของจิตรกรรม ส่วนเนื้อหาที่เราต้องการจะเล่า เราก็มักจะพูดถึงความย้อนแย้งในผลงานหลายๆชิ้นของเราอยู่แล้ว ประเด็นของเรื่องดี-แย่ ทันสมัย-ล้าหลัง มันมักสอดแทรกอยู่ในผลงานของเราเสมอ เมื่อเรากลับมาสำรวจงานของตัวเอง เราก็รู้สึกว่ามันเป็นแบบนี้มาตั้งนานแล้ว

คุณได้อธิบายเอาไว้ว่า ผลงานของคุณก็เหมือนกับแบบจำลองทางสังคม แบบจำลองนี้มันสะท้อนอะไรให้เราได้เห็นบ้าง

เรากำลังจำลองเรื่องราวบางอย่าง มีการจัดวางพื้นที่ให้เราได้เห็นเรื่องราวของชีวิตให้ชัดขึ้น อาจจะไม่ชัดเจนว่าใครทำอะไรที่ไหนอย่างไร อย่าง The Space of Black and White (2025) ก็จะมีเส้นสินเทาที่สามารถดูง่าย มีฟอร์มของสวน ที่เราพยายามเล่าเรื่องของธรรมชาติ คำว่า จำลองของเรา ก็เป็นการนำพื้นที่ส่วนหนึ่งมาจัดเรียงต่อกันเพื่อขับเน้นให้เห็นบางสิ่งบางอย่างชัดเจนมายิ่งขึ้น เพราะในการดำรงชีวิตจริงๆ ทุกสิ่งอย่างก็ไหลกลมกลืนไปกันหมด เราก็เอาลักษณะ perspective แบบงานศิลปะไทยมาใช้

อย่างศิลปะตะวันตกมักจะใช้เส้นสองเส้นมาขัดกันเพื่อสร้างความลึกของมิติ แต่กับงานศิลปะไทยก็จะมีความแบน เราใช้เส้นสินเทาเฉือนให้เห็นมิติด้านหลัง เพื่อเผยให้เห็นสิ่งที่ถูกซ่อนไว้ ซึ่งก็เป็นกลไกที่คอยขับเคลื่อนเมืองนี้ มีระบบต่างๆ ภาพของสวนสาธารณะที่อาจดูร่มรื่น แต่ก็อาจจะไม่ดูร่มรื่นถ้าไม่มีความวุ่นวายด้วยองค์ประกอบที่อยู่ด้านหลัง ซึ่งเป็นโรงงานอุตสาหกรรม เมือง ทุกอย่างล้วนสลับสับเปลี่ยน

The Space of Black and White No.3 (2025)

สุดท้าย มุมมองของคุณที่มีต่อภาวะของโลกในปัจจุบันนี้เป็นอย่างไร

ก็คงจะเทาๆ ไม่ขาวไม่ดำ เราเชื่อว่ามีคนที่พยายามทำสิ่งดีและสิ่งแย่อยู่ร่วมกัน ในเวลาเดียวกัน และอาจเป็นคนเดียวกัน เราต่างอยู่ร่วมกันในสังคมนี้ และเราจะเป็นส่วนหนึ่งของสังคมนี้หรือเปล่า เราจะไหลตามกลุ่มคนที่เห็นแก่ตัว ไม่ใส่ใจส่วนรวมหรือไม่ แม้กระทั่งตัวเราเอง เราก็เคยเป็นคนแบบนั้น บางครั้งเราก็เลือกไม่ได้ แต่อย่างน้อยเราก็เข้าใจและตระหนักรู้ว่าบางอย่างที่ไม่ถูกต้อง เราจึงต้องปรับตัว มันขึ้นอยู่กับเรา โลกมันมีความย้อนแย้ง แม้แต่ตัวเราเอง และถึงแม้ว่าในภาพรวม หากสังคมรอบข้างอาจจะดูแย่ แต่อย่างน้อยเราก็ไม่อยากจะเป็นหนึ่งในนั้น

The System Cycle (2025)

ขอบคุณภาพถ่าย โดย ศิลปิน และ Numthong Art Space