“ศาสนาในอนาคต จะต้องเป็นศาสนาสากล ศาสนานั้นควรอยู่เหนือพระเจ้าที่มีตัวตน และควรจะเว้นคำสอนแบบสิทธันต์ (คือเป็นแบบสำเร็จรูปที่ให้เชื่อตามเพียงอย่างเดียว) และแบบเทววิทยา(คือพึ่งเทวดาเป็นหลักใหญ่) ศาสนานั้น เมื่อครอบคลุมทั้งธรรมชาติและจิตใจ จึงควรมีรากฐานอยู่บนสามัญสำนึกทางศาสนา ที่เกิดขึ้นจากประสบการณ์ต่อสิ่งทั้งปวง คือ ทั้งธรรมชาติและจิตใจอย่างเป็นหน่วยรวมที่มีความหมาย พระพุทธศาสนาตอบข้อกำหนดนี้ได้. ถ้าจะมีศาสนาใดที่รับมือได้กับความต้องการทางวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ปัจจุบัน ศาสนานั้นก็ควรเป็นพระพุทธศาสนา” -อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์

“The religion of the future will be a cosmic religion. It should transcend personal God and avoid dogma and theology. Covering both the natural and the spiritual, it should be based on a religious sense arising from the experience of all things natural and spiritual as a meaningful unity. Buddhism answers this description. If there is any religion that could cope with modern scientific needs it would be Buddhism.” -Albert Einstein

หลายคนอาจจะคุ้นเคยกับภาพของอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ (Albert Einstein) นักฟิสิกส์ชาวเยอรมัน ผู้เสนอทฤษฎีสัมพันธภาพ ที่มาพร้อมกับประโยคคำคม (quote) ในความหมายเชิงยกย่องศาสนาพุทธว่า ‘พุทธศาสนาเป็นศาสนาที่มีความเป็นวิทยาศาสตร์ที่สุดศาสนาหนึ่ง’ และยังอ้างอิงไปถึงที่มาของคำคมจากงานเขียนชิ้นหนึ่งของเขาในชื่อเรื่อง “The Human Side” ซึ่งได้รับการตีพิมพ์ขึ้นในช่วง 1 ปีก่อนที่เขาจะเสียชีวิต

ก่อนหน้านี้ก็ยังมี “ไอน์สไตน์พบพระพุทธเจ้าเห็น” หนังสือที่ได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ในช่วงปี 2549 มีเนื้อหาเป็นการเชื่อมโยงทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ของไอน์สไตน์ ให้ดูคล้อยไปกับแนวคิดของหลักธรรมทางพุทธศาสนา และยังเป็นการพยายามชี้ให้เห็น ‘ความเหมือน’ ผ่านการยกตัวอย่างเทียบเคียงแนวคิดของทั้งสองเข้าไว้ด้วยกัน

อีกหนึ่งการนำเสนอความสัมพันธ์ระหว่างความเชื่อทางพุทธศาสนากับทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ที่น่าสนใจ นั่นคือการเปรียบเทียบ ‘ความเหมือนที่แตกต่าง’ ระหว่างหลักธรรมในพุทธศาสนา กับแนวคิดที่ถูกนำเสนอด้วยวิทยาศาสตร์ (ฟิสิกส์ควอนตัม) ผ่านบทความของพระธรรมโกศาจารย์ (ประยูร ธมฺมจิตฺโต) ใน “พระพุทธศาสนากับทฤษฎีควอนตัม : ความเหมือนที่แตกต่าง”

ยกตัวอย่างเช่น การนำทฤษฎีควอนตัมเชื่อมโยงไปถึงคำสอนเรื่อง ‘อนิจจัง’ หรือ ความไม่เที่ยง ผ่านการอธิบายโครงสร้างของอะตอมที่ประกอบด้วย อีเล็คตรอน โปรตอน และนิวตรอน. การที่องค์ประกอบทั้งสามต่างต้องอาศัยกันและกันนั้น เป็นไปตามหลักปฏิจจสมุปบาทในพระพุทธศาสนา ซึ่งถือว่าไม่มีอัตตาหรืออะตอมสสาร ทุกสิ่งทุกอย่างไม่มีแก่นแท้ถาวรที่ตั้งอยู่ได้ในตัวของมันเอง สรรพสิ่งอาศัยกันและกันเกิดขึ้นตลอดเวลา ดังที่ควอนตัมฟิสิกส์ระบุว่า “ไม่มีอะตอมที่อยู่ได้ตามลำพังตัวเอง”

และถึงแม้ว่าในแวดวงวิชาการจะไม่ให้การยอมรับและเกิดการข้อถกเถียงกันอย่างกว้างขวางบนโซเชียลมีเดีย เนื่องมาจากเนื้อหาทางวิทยาศาสตร์ที่ปรากฏอยู่ในสิ่งพิมพ์ทั้งหลายอาจมีข้อมูลที่ผิดพลาดและคลาดเคลื่อนอยู่ค่อนข้างมาก แต่อย่างไรก็ตามปรากฏการณ์นี้ ก็ได้เปิดมุมมองให้เห็นความเป็นไปได้ใหม่ๆ ของวิธีการผูกโยงความสัมพันธ์ระหว่างความเชื่อทางศาสนากับทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ในอีกมิติหนึ่ง

เช่นเดียวกับผลงานของสนิทัศน์ ประดิษฐ์ทัศนีย์ ศิลปินร่วมสมัยผู้มีประสบการณ์ทำงานด้านภูมิสถาปัตย์ ได้หยิบเอาแนวคิดปริภูมิ-เวลา (space-time) ซึ่งเป็นการอธิบายลักษณะของพื้นที่ในอวกาศหรือโครงสร้างของเอกภพ มาใช้เป็นแนวคิดหลักให้แก่ Garden of Silence ผลงานศิลปะเฉพาะพื้นที่ของสนิทัศน์ กับการเปลี่ยนพื้นที่สวนยางภายในศูนย์วิปัสสนาไร่เชิญตะวันอันเงียบสงบไปสู่การจำลองพื้นที่ของมิติจักรวาลที่เชื้อเชิญให้ผู้ชมเข้ามาสำรวจสภาวะภายในจิตใจของตน

Garden of Silence ประกอบไปด้วยพาวิลเลียนทั้งสาม ได้แก่ 1.การมีอยู่ พาวิลเลียนเหล็กรูปทรงสถูปเจดีย์กับการเดินสำรวจพื้นที่ในแนวระนาบ 2.ความว่าง พาวิลเลียนดินที่ประดับด้วยกระจกเงาอยู่ด้านใน เปิดโอกาสให้ผู้ชมสามารถเข้าไปสำรวจสภาวะภายในได้ด้วยการแหงนมองขึ้นในแนวดิ่ง และ 3.ความเงียบ พาวิลเลียนรูปร่างคล้ายกับหอคอยกระจกที่ผู้ชมสามารถเดินขึ้นไปสำรวจบริเวณรอบข้างจากมุมสูง

พาวิลเลียนทั้งสามหลังนี้ ทำหน้าที่เสมือนดั่ง ‘ปริภูมิ’ หรือ โครงสร้างเชิงสามมิติ (ความกว้าง ความยาว และความสูง) ตั้งอยู่บน ‘สนามเวลา’ ที่แทนค่าด้วยพื้นที่โดยรอบ ห้อมล้อมด้วยเส้นสายที่ถักทอกระดิ่งทำมือกว่าเจ็ดร้อยชิ้นเข้าด้วยกันและติดตั้งไว้ตามต้นยางแต่ละต้น องค์ประกอบที่ดำรงอยู่ร่วมกันทั้งหมดนี้ สอดคล้องกับแนวคิดของปริภูมิ-เวลา ซึ่งประกอบด้วยพื้นที่สามมิติ ‘ปริภูมิ’ และ มิติที่สี่ ‘เวลา’ และใช้อธิบายให้เห็นว่า ในอวกาศหรือจักรวาลนั้น ไม่ได้ตั้งอยู่เพียงแค่ความว่างเปล่า

ในเมื่อทุกสิ่งในจักรวาลนี้ ไม่มีสิ่งใดตั้งอยู่ได้ด้วยตัวของมันเองโดยไม่ถูกกระทำจากพลังอื่น แม้กระทั่งสสารที่เล็กที่สุดอย่าง อีเล็คตรอน โปรตอน และนิวตรอน นั่นแสดงให้เห็นว่า ทุกสิ่งล้วนมีปฏิสัมพันธ์ต่อกันและก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลง เป็นทุกขัง ไม่จีรัง มีเกิด-ดับ ผูกโยงกับหลักธรรมอริยสัจ4 ในพระพุทธศาสนาที่ว่าด้วยการดับทุกข์

ผลงานหลายชิ้นที่ถูกจัดแสดงอยู่ภายในศูนย์วิปัสสนาไร่เชิญตะวัน จึงมีไว้สำหรับการจัดเตรียมสถานที่สำหรับการประกอบกิจกรรมวิปัสสนาเจริญสติเพื่อให้เกิดการบรรลุมรรคผล เช่นเดียวกับผลงานศาลาแห่งความเพียร ศาลาธรรมที่ถูกสร้างขึ้นภายใต้การนำแนวคิดของการแสวงหาหนทางที่จะนำไปสู่ความดับทุกข์ โดยกรกต อารมย์ดี ศิลปินและนักออกแบบ ผู้มีผลงานที่โดดเด่นด้านการนำเทคนิคขึ้นรูปไม้ไผ่ด้วยวิธีการมัดและผูกแบบการทำว่าว ซึ่งเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นจากชุมชนบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี

ผลงานของกรกตในครั้งนี้ มีลักษณะเป็นศาลาไม้ไผ่หลังคารูปทรงกรวยหัวแหลมมีปีกกว้างกลมคล้ายหมวกกุยเล้ยที่ประกอบขึ้นจากกลีบของดอกบัวตูมที่กำลังจะผลิบานโดยมีเสาทั้ง8ต้นคอยค้ำยันอยู่ ภายในศาลาประดับตกแต่งด้วยโคมไฟไม้ไผ่จำนวน 4 ดวง แฝงนัยถึงแก่นของหลักธรรมคำสอนที่สำคัญที่สุดในพุทธศาสนา ว่าด้วยความจริงอันประเสริฐ 4 ประการ หรือ อริยสัจ4 และ ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ 8 ประการ หรือ มรรค8

อีกหนึ่งผลงานที่น่าสนใจจัดแสดงอยู่ภายในวิหารดินของศูนย์วิปัสสนาไร่เชิญตะวันนั่นคือ The Imperative Landscape (2023): Mapping Spiritual Order in Mountain Topography โดยเซน เท (Zen Teh) ศิลปะการจัดวางเฉพาะพื้นที่จากการตั้งคำถามต่อรูปแบบของการจัดวางวัตถุบูชาและวิธีการเคารพสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ได้ค้นพบตามสถานที่ต่างๆ ของจังหวัดเชียงราย สู่การแสวงหาคำตอบผ่านการเจริญวิปัสสนาเพื่อทำความเข้าใจต่อความเชื่อเรื่องชีวิตและจิตวิญญาณอันซับซ้อนที่เชื่อมโยงกับธรรมชาติ

นอกจากนี้ เซน เทยัง ได้สืบค้นภูมิปัญญาทางด้านสถาปัตยกรรมล้านนา ว่าด้วยการกำหนดทิศทางการสร้างโบสถ์วิหารที่สอดคล้องไปกับการสังเกตการณ์การเคลื่อนที่ของระบบสุริยะ โดยได้รับความช่วยเหลือจากนักดาราศาสตร์จากมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย ดร.ฟ้ารุ่ง สุรินา บุญทิศ เข้ามาช่วยให้ความรู้ด้านดาราศาสตร์และนำมาประยุกต์ใช้ร่วมกันการออกแบบผลงานจัดวางของเธอ

The Imperative Landscape (2023): Mapping Spiritual Order in Mountain Topography มีลักษณะเป็นการจำลองตำแหน่งดวงดาว ผ่านชิ้นงานเซรามิกกว่า 300 ชิ้นที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากเรื่องราวของนกหัสดีลิงค์ นกที่พาดวงวิญญาณไปสู่สวรรค์ ผสมผสานกับดวงตาแห่งพุทธะ ที่ทำองศามองลงมายังพุทธศาสนิกชนระหว่างการนั่งสมาธิ

เซน เท ออกแบบตำแหน่งของชิ้นงานที่แขวนอยู่ให้สอดคล้องกับเส้นทางการเคลื่อนที่ของดวงอาทิตย์ในตลอดช่วงเวลาหนึ่งปี โดยมีแสงสปอร์ตไลท์ส่องเข้ามายังชิ้นงานให้สว่างเพื่อเน้นให้เห็นเส้นทางการโคจรของดวงอาทิตย์ในวันมาฆบูชา ซึ่งเป็นวันสำคัญทางพุทธศาสนา และยังมีกระจกเงาทรงกลมทำหน้าที่คล้ายกับดวงจันทร์ ซึ่งเปลี่ยนรูปร่างแปรผันไปตามทิศทางของแสงที่ตกกระทบจนมีลักษณะของจันทร์เสี้ยวข้างขึ้นไปจนถึงข้างแรม

ผลงานของเซน เท ได้สร้างบรรยากาศที่แปลกใหม่ให้แก่วิหารดินและเชื้อเชิญให้ผู้ชมสามารถเข้ามาร่วมกันสัมผัสประสบการณ์ที่แปลกใหม่ระหว่างการปฏิบัติกรรมฐาน ทั้งแนวคิดของความรู้แจ้งที่ถูกบดบัง และ ความรู้สึกชั่วขณะที่เกิดขึ้น เพื่อสร้างการเชื่อมต่อระหว่างผู้ชมเข้ากับทุกอย่างรอบตัว ทั้งการสัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดของร่างกาย สัมผัสได้ถึงความเย็นสบายราวกับอยู่ในบ่อน้ำ สัมผัสการไหลเวียนของความตระหนักรู้ต่างๆ ด้วยการตั้งสมาธิ แน่วแน่ หายใจ และ เพ่งพินิจ

สามารถอ่านข้อมูลการค้นคว้าของเซน เทเพิ่มเติมได้ที่นี่

ท่ามกลางบรรยากาศของศูนย์วิปัสสนาไร่เชิญตะวัน ที่มุ่งเน้นไปที่การสร้างพื้นที่ไว้สำหรับประกอบกิจกรรมปฏิบัติธรรมเจริญสติ ผลงานศิลปะเฉพาะพื้นที่ทั้งหมดที่อยู่ภายในสถานที่อันร่มรื่นแห่งนี้ แสดงให้เห็นถึงการให้ความสำคัญกับสภาพแวดล้อมของพื้นที่จัดแสดง ที่จะเข้ามาช่วยส่งเสริมเนื้อหาของผลงานแต่ละชิ้นให้มีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น และยังแสดงให้เห็นว่า การวิปัสสนากรรมฐาน มิได้เป็นเพียงแค่เรื่องของความเชื่อตามหลักพุทธศาสนา แต่ยังสามารถเป็นแนวทางการฝึกฝนและปฏิบัติตนที่จะนำไปสู่การพัฒนาจิตใจให้เกิดการตระหนักรู้ในสิ่งต่างๆ เพื่อการดำรงชีวิตของทุกคนไม่ว่าจะมีความเชื่อหรือนับถือศาสนาใดก็ตาม ดั่งคำให้สัมภาษณ์ของพระครูสุธี สุตสุนทร เจ้าอาวาสวัดพระแก้ว พระอารามหลวง เชียงรายที่ปรากฏอยู่ในวิดีโอบันทึกการสืบค้นของเซน เท ใจความว่า

“ในฐานะมนุษย์ เรามีเพื่อนอยู่2คน 1คือร่างกาย ที่ต้องการอาหารเพื่อสร้างพลังงาน 2คือจิต ที่มีความเชื่อเรื่องจิตวิญญาณเป็นพลังงานของจิตใจ เป็นความเชื่อในอะไรก็ตามที่สร้างขวัญและกำลังใจให้แก่จิตใจของคุณ ในฐานะของการเป็นพระที่เชื่อในพุทธศาสนา ความเชื่อเรื่องจิตวิญญาณจึงไม่ใช่แค่การเชื่อ แต่คือการพัฒนา บ่มเพาะร่างกาย และจิตใจ รู้ถึงสัจธรรมของสรรพสิ่ง”

เหลือเวลาอีกไม่นานแล้วสำหรับมหกรรมศิลปะนานาชาติ Thailand Biennale, Chiang Rai 2023 ซึ่งยังมีผลงานศิลปะอีกมากมายที่รอคอยให้ผู้ชมได้เข้าไปสัมผัสประสบการณ์การรับชมผลงานศิลปะชั้นนำจากหลากหลายศิลปินด้วยตนเองและร่วมเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์วงการศิลปะร่วมสมัยไทย ตั้งแต่ วันนี้ จนถึงวันที่ 30 เมษายน 2024