เมื่อสายน้ำแห่งชีวิตกำลังจะหายไป บทบาทของศิลปะจึงมีไว้เพื่อจดจำปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นกับธรรมชาติริมน้ำโขง

“แม่น้ำโขง” คือ แม่น้ำที่มีความหลากหลายทางชีวภาพและระบบนิเวศอันอุดมสมบูรณ์คอยหล่อเลี้ยงทุกสรรพชีวิตตลอดเส้นทางที่สายน้ำไหลผ่าน จากต้นน้ำจนถึงปลายน้ำที่มีความยาวทั้งสิ้นเกือบห้าพันกิโลเมตร ก่อกำเนิดเป็นแหล่งอารยธรรมที่สำคัญของมนุษย์ไว้มากมาย ซึ่งเต็มไปด้วยภาพวิถีชีวิตของผู้คนที่ผูกพันสายน้ำมาตั้งแต่อดีตกาล

หลักฐานของความรุ่มรวยทางวัฒนธรรมลุ่มน้ำโขง เห็นได้จากการค้นพบกลองมโหระทึก ที่แพร่กระจายอยู่ในหลายพื้นที่ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เครื่องสำริดนี้ถูกสร้างไว้สำหรับใช้ตีประโคมประกอบพิธีกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิต ความตาย หรือ การบูชาอำนาจเหนือธรรมชาติ และยังเป็นตัวแทนของอารยธรรม ภูมิปัญญา และความเชื่อแรกเริ่มที่มีร่วมกันของกลุ่มชนในภูมิภาค

The Wind Harvesters โดยทาเร็ก อาทุย

เครื่องสำริดสมัยก่อนประวัติศาสตร์นี้ ยังได้ถูกนำมาใช้เป็นส่วนหนึ่งของงานศิลปะหลากหลายรูปแบบ เช่น ผลงาน The Wind Harvesters โดยทาเร็ก อาทุย (Tarek Atoui) ศิลปิน นักแต่งเพลง ที่ได้ทดลองสร้างอุปกรณ์กำเนิดเสียง ด้วยการประยุกต์ใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ร่วมกับข้าวของเครื่องใช้ของชาวพื้นเมือง มาสร้างสรรค์เป็นผลงานศิลปะจัดวางและการออกแบบเสียง แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างภูมิปัญญาของมนุษย์กับสิ่งแวดล้อม ภายใต้การจำลองวัฏจักรของธรรมชาติ ที่คอยขับเคลื่อน หมุนเวียน ทุกสิ่งอย่างให้ดำรงอยู่

ผลงานการจัดวางของอาทุย เป็นการสร้างระบบเสียงที่มีลักษณะการทำงานคล้ายกับเครื่องดนตรีประเภท เครื่องเป่า ซึ่งอาศัยกระบวนการทำงานของการไหลเวียนของอากาศและกระแสลม โดยใช้การควบคุมเสียงด้วยการป้อนคำสั่งอัตโนมัติผ่านระบบคอมพิวเตอร์ ประกอบไปด้วย ปล้องไม้ไผ่เชื่อมต่อกันทำหน้าที่เป็นท่อลำเลียงอากาศ โดยมีเครื่องเป่าลมติดตั้งอยู่บริเวณสุดปลายของลำปล้องเพื่อสร้างแรงดันอากาศส่งเข้าไปยังท่อลำเลียงซึ่งมีเครื่องดนตรีพื้นเมืองของชาวอาข่าและชาวลีซู ทั้งขลุ่ย (ชิวลิ่ว) แคน (หละเจ่) คอยเปล่งเสียงตามจังหวะการทำงานของเครื่องเป่าลม เคียงคู่ไปกับเสียงน้ำไหลจากไผ่น้ำล้นและ กลองมโหระทึกที่ภายในติดตั้งเครื่องขยายเสียงสร้างคลื่นสั่นสะเทือนจนเกิดเป็นเสียงก้องกังวานไปทั่วพื้นที่จัดแสดง

อีกด้านหนึ่ง ศิลปินชาวบราชิล เอิร์นเนสโต เนโต (Ernesto Neto) ได้หยิบเอากลองมโหระทึกกลับมาใช้ในฐานะของเครื่องประกอบพิธีกรรม คอยสร้างจังหวะไปกับการร้องรำบทเพลงและความรื่นเริง ให้กับผลงานที่จัดแสดงกลางแจ้ง ณ สนามหญ้าหน้าหอคำของไร่แม่ฟ้าหลวง

Chantdance ผลงานจัดวางด้วยวัสดุท้องถิ่นจากเชียงราย มีลักษณะเป็นกระโจม มุงหลังคาด้วยเชือกแดงถักทอกันจนเป็นระแนงตาข่ายลายก้นหอย ค้ำยันด้วยเสากระโจมสิบหกต้นและตรึงด้วยหม้อไหดินเผาที่บรรจุพืชน้ำหลายชนิด เช่น บัว พลู ฯลฯ, เชือกแดงบางส่วนยังถักทอให้มีรูปทรงหยดน้ำย้อยลงมาห่อหุ้มก้อนดิน เมล็ดพันธุ์พืช และเครื่องเทศกำยานคอยส่งกลิ่นหอมให้แก่ผู้มาเยี่ยมชม

Chantdance โดย เอิร์นเนสโต เนโต (Ernesto Neto)

ผลงานชิ้นนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากการนำเรื่องราวที่เอิร์นเนสโตพบเจอระหว่างการเดินทางสำรวจไปตามสถานที่ต่างๆในจังหวัดเชียงรายมาผูกโยงกับประสบการณ์และความทรงจำของเขาในต่างแดน เช่น ความรู้สึกดั่งได้กลับไปอยู่บนสรวงสวรรค์ซึ่งเป็นที่สถิตของพระผู้เป็นเจ้า เมื่อเอิร์นเนสโตได้พบกับลวดลายสีแดงชาดบนวิหารวัดมุงเมือง ซึ่งได้ทำให้เขารู้สึกสงบนิ่งเหมือนได้กลับเข้าไปยังโบสถ์วิหาร ณ บ้านเกิดที่กรุงริโอเดอจาเนโร, เช่นเดียวกันกับ ‘หม้อดอก’ หรือ ‘ปูรณฆฏะ’ ลวดลายเครือเถาล้านนาบนวัดวาอารามที่ทำให้เขาตีความไปถึงสัญลักษณ์ของครรถ์มารดาผู้ให้กำเนิดชีวิต

ผลงานของเอิร์นเนสโตยังได้เชื้อเชิญให้ผู้ชมสามารถเข้ามามีปฏิสัมพันธ์ร่วมกับชิ้นงานอย่างใกล้ชิด ด้วยการใช้ฝ่าเท้าสัมผัสกับผืนหญ้า แหงนหน้าขึ้นมองท้องฟ้าเพื่อรับพลังงานจากแสงอาทิตย์ สูดกลิ่นหอมของสมุนไพร เคลื่อนไหวไปตามกระแสลม สดับรับฟังเสียงของสิ่งมีชีวิตและเสียงเคาะจังหวะจากกลองมโหระทึกอย่างช้าๆ ปล่อยให้ประสาทสัมผัสทั้งห้าน้อมรับความสุนทรีย์จากพลังงานที่ไหลเวียนอยู่รอบตัว เสมือนอยู่ในพื้นที่ของการเชื่อมต่อระหว่างมนุษย์และจิตวิญญาณแห่งธรรมชาติใต้อาณาเขตชายคาสีแดงแห่งนี้

ถัดไปที่ หอคำหลวง อาคารสถาปัตยกรรมล้านนาทรงจตุรมุข หลังคามุงด้วยแป้นเกล็ด สร้างโดยใช้ไม้นานาชนิดจากเรือนไม้เก่าของชาวเชียงรายที่ร่วมใจช่วยกันบริจาคเพื่อถวายเป็นเครื่องไหว้สาแม่ฟ้าหลวง เนื่องในโอกาสที่สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีเจริญพระชนมายุ 84 พรรษา เมื่อปีพุทธศักราช 2527 ต่อมาหอคำหลวงก็ได้กลายเป็นสถานที่เก็บรวบรวมงานพุทธศิลป์ เครื่องประกอบพิธีกรรมและศิลปวัตถุของล้านนาไว้มากมาย

ภายในเป็นที่ประดิษฐานของ “พระพร้าโต้” พระพุทธรูปไม้แกะสลักอายุกว่าสามร้อยปี ตั้งอยู่บนบุษบกที่ใจกลางของหอคำโดยมีไม้ค้ำสะหลีค้ำยันอยู่เบื้องล่าง ที่ฐานของบุษบกโรยพื้นด้วยทรายขาวจากหาดทรายแก้ว จังหวัดระยอง อุปมาถึงมหานทีสีทันดรที่ล้อมรอบเขาพระสุเมรุ

บรรยากาศอันเงียบสงบภายในหอคำหลวง ถูกเปลี่ยนให้เป็นโรงมหรสพที่อบอวลไปด้วยกลิ่นอายของวิถีชาวพุทธล้านนาในอดีต โดยศิลปินจากฮานอย เหงียน ตรินห์ ตี (Nguyen Trinh Thi) ที่ผสมผสานศิลปะจัดวางและการบรรเลงบทเพลงจากธรรมชาติในผลงานไร้เสียง (Sound-Less) บอกเล่าวิกฤตการณ์ของแม่น้ำโขงที่กำลังเผชิญกับปัญหาสิ่งแวดล้อมที่มนุษย์เป็นผู้ก่อ

ผลจากการลงพื้นที่เข้าไปสำรวจสถานการณ์ปัจจุบันของแม่น้ำโขง ร่วมกับนักกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อมที่พยายามเคลื่อนไหวเรียกร้องการปกป้องระบบนิเวศของแม่น้ำโขงจากโครงการสร้างเขื่อนผลิตกระแสไฟฟ้าและการระเบิดแก่ง เป็นที่มาของการสร้างกังหันน้ำที่ติดตั้งอุปกรณ์เซ็นเซอร์และไมโครโฟนใต้น้ำ คอยเก็บข้อมูลการไหลของกระแสน้ำโขงบริเวณอำเภอเชียงของแบบเรียลไทม์ แล้วส่งข้อมูลกลับมายังเครื่องรับสัญญาณรูปร่างคล้ายระนาด ซึ่งติดตั้งไว้ที่ด้านหลังของสัตตภัณฑ์ (เชิงเทียนล้านนา) และเหล่าศิลปวัตถุภายในหอคำหลวง

ระนาดของเหงียน ตรินห์ ตี เป็นสิ่งประดิษฐ์ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเสียงดนตรีของกลุ่มชาติพันธุ์ขมุ (kmomu) ทำหน้าที่เคาะจังหวะตามสัญญาณจากเชียงของ สร้างเสียงประสานจนเป็นท่วงทำนองการเคลื่อนไหวของกระแสน้ำโดยมีธรรมชาติเป็นผู้บรรเลง ทว่าผลกระทบจากการกระทำของมนุษย์ในปัจจุบันก็ได้ทำให้ท่วงทำนองเหล่านี้ กลายเป็นสัญญาณชีพหรือลมหายใจอันรวยรินของแม่น้ำโขงไปเสียแล้ว

สามารถรับฟังผลงานไร้เสียงได้ที่นี่

ภาพ : แบบแปลนหอคำหลวง
ที่มา : Facebook Nguyen Trinh Thi

ธรรมชาติที่เคยอุดมสมบูรณ์ของแม่น้ำโขงต้องพังทลาย ระดับน้ำที่ลดลงอย่างรวดเร็วเพราะการกักน้ำของเขื่อนผลิตไฟฟ้าได้สร้างความผันผวนต่อแม่น้ำตลอดทั้งสาย พืชพันธุ์ไม่สามารถเจริญเติบโตได้เพราะตะกอนแร่ธาตุ ซึ่งเป็นสารอาหารที่ถูกพัดพามากับกระแสน้ำต้องหยุดชะงักลง ขณะที่สิ่งมีชีวิตเองก็มีจำนวนที่ลดลง เพราะขาดแคลนแหล่งอาหารและไม่สามารถขยายพันธุ์ เนื่องจากน้ำที่แห้งขอดทำพวกมันไม่สามารถเข้าไปวางไข่ตามลำน้ำสาขาได้ และก็เป็นมนุษย์เองที่ต้องรับผลกระทบจากสิ่งปลูกสร้างของพวกเขาในท้ายที่สุด

Summer Holiday with The Naga โดยวิชญ์ พิมพ์กาญจนพงศ์ จัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์อารยธรรมลุ่มน้ำโขง

ประเด็นปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นกับแม่น้ำโขงถูกขยายความในผลงาน Summer Holiday with The Naga ภาพยนตร์สารคดีบันทึกการเดินทางของวิชญ์ พิมพ์กาญจนพงศ์ และคณะสำรวจพายเรือคายัคล่องไปตามลำน้ำโขงระยะทาง 300 กิโลเมตรสุดท้ายที่ยังปราศจากการสร้างเขื่อน เพื่อบันทึกสภาพแวดล้อมของพื้นที่ริมฝั่งแม่น้ำก่อนที่การสร้างเขื่อนหลวงพระบาง และ เขื่อนปากแบง จะเปลี่ยนแปลงสภาพพื้นที่นี้ไปตลอดกาล

วิดีโอเริ่มต้นการล่องเรือออกสำรวจจากอำเภอเชียงของและจะไปสิ้นสุดที่เมืองหลวงพระบาง วิถีชีวิตของชาวบ้านริมฝั่งแม่น้ำที่เป็นไปอย่างเรียบง่าย เลี้ยงชีพด้วยการหาปลา จับจักจั่นไปจนถึงร่อนทองจากธรรมชาติ. ปริมาณน้ำที่ลดลงจนสามารถมองเห็นเกาะแก่งกลางน้ำ สันดอนทรายผุดขึ้นเป็นทางยาว แต่ก็ยังคงมีภาพของกระแสน้ำไหลและวังน้ำวนซึ่งเกิดจากการกระทำของธรรมขาติให้เห็นอยู่ประปราย

หากแต่ความสวยงามของธรรมชาติตลอดระยะทางที่ผ่านมาก็ค่อยๆ จางหายไป เขาเขียวขจีเริ่มถูกแทนที่ด้วยเขาหัวโล้นจากการเผาป่าเพื่อทำไร่ปลูกพืชเลี้ยงสัตว์ เกิดเป็นขี้เถ้าโปรยปรายคล้ายกับผีเสื้อสีดำ ตามมาด้วยฝุ่นควันที่ย้อมแสงอาทิตย์ยามเช้าให้กลายเป็นแสงจันทร์ยามค่ำ

เมื่อเข้าใกล้พื้นที่ของการสร้างเขื่อนหลวงพระบาง ภาพความเสื่อมโทรมของแม่น้ำโขงยิ่งทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น เห็นได้จากเศษซากจากการระเบิดแก่ง แนวตลิ่งที่พังทลาย ก้อนหินจำนวนมหาศาลที่ถูกลำเลียงมาทับถมกันจนกลายเป็นกำแพงสูงขนาดใหญ่ ในส่วนของกระแสน้ำก็เริ่มหยุดนิ่ง มีสภาพคล้ายอ่างเก็บน้ำ อันเนื่องมาจากอิทธิพลของเขื่อนไซยะบุรีที่ตั้งอยู่ถัดไปจากจุดหมายปลายทางของคณะสำรวจ

ผลงานของวิชญ์ คือ ภาพสะท้อนของอนาคตที่กำลังจะเกิดขึ้นกับพื้นที่แม่น้ำหลังการสร้างเขื่อนในลุ่มน้ำโขง และย้ำเตือนให้ผู้คนได้ตระหนักถึงความสำคัญของแม่น้ำโขง ที่คอยหล่อเลี้ยงผู้คนและความหลากหลายทางชีวภาพที่ดำรงอยู่ร่วมกัน บันทึกการเดินทาง 300 กิโลเมตรนี้ จึงเป็นความพยายามที่จะจดจำภาพอันสวยงามที่ยังหลงเหลืออยู่ ก่อนที่ในอีกไม่นาน สายธารแห่งชีวิตจะถูกดับลมหายใจลง ด้วยการถูกหั่นออกเป็นสามท่อน

เมื่อสายน้ำแห่งชีวิตกำลังจะหายไป บทบาทของศิลปะจึงมีไว้เพื่อจดจำปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นกับธรรมชาติริมน้ำโขง
แผนภาพแสดงข้อมูลเส้นทางการล่องเรือของคณะสำรวจ

อีกหนึ่งผลงานจากศิลปินชาวอินโดนีเซีย โบดี วิดจายา (Boedi Widjaja) สร้างบทกวีของการสื่อสารระหว่างศิลปินกับแม่น้ำโขง ผ่านผลงาน Path. 14, The River Flows Two Way, 2023 ประกอบไปด้วยศิลปะจัดวางจำนวนสี่ชิ้น เริ่มด้วยผลงานวิดีโอสามจอ แสดงภาพการสำรวจพื้นที่ของศิลปินที่กำลังทำการ Rubbing พื้นผิวของก้อนหินตามจุดๆ บริเวณริมฝั่งโขงลงผืนผ้าไหมจากท้องถิ่นเชียงราย แล้วนำมาจัดแสดงเป็นผลงานจัดวางเชิงกวีที่บอกเล่าเรื่องราวความทรงจำของธรรมชาติผ่านร่องรอยสายน้ำที่ปรากฏบนโขดหิน

ในส่วนของข้อความต่างๆ ที่อยู่บนชิ้นงาน มีที่มาจากการถอดถ้อยคำของสายน้ำ มาสร้างระบบภาษาทางชีวภาพสำหรับบทกวีสองภาษาของโบดีในชื่อ แม่น้ำและทะเลสาบ (Rivers and Lakes/Tanad dan Air) พื้นดินและน้ำ (Land and Water/Sungai Sejarah) แสดงให้เห็นความสัมพันธ์ของการผสานถ้อยคำต่างวัฒธนธรรมที่จะใช้สื่อสารความรู้สึกนึกคิดของตนเองไปสู่ธรรมชาติ

Path. 14, The River Flows Two Way, 2023 โดยโบดี วิดจายา (Boedi Widjaja)

เริ่มที่การเก็บตัวอย่างของจุลินทรีย์ขนาดเล็กจากแม่น้ำโขง ส่งมอบให้แก่นักพันธุศาสตร์ในประเทศสิงคโปร์ เพื่อถอดรหัสการเรียงตัวของลำดับธาตุด้วยกระบวนการทางจุลชีววิทยา จนได้เป็นรหัสพันธุกรรม (DNA coded) ของแม่น้ำโขง แล้วจึงนำไปสร้างเป็นบทกวีด้วยการผสานคำศัพท์ในภาษาอินโดนีเซียและภาษาอังกฤษ

อาทิข้อความ “LANDANDWATER” เกิดจากการปะติดคำระหว่าง “land / tanah (ดิน)” และ “water / air (น้ำ)” กลายเป็น “Land and water” หรือ “tanah dan air” ตามการสร้างประโยคของภาษาอังกฤษ หากแต่กับคำศัพท์ในภาษาอินโดนีเซียแล้ว เมื่อนำคำทั้งสองมาต่อติดกันก็จะได้คำว่า “tanah air” มีความหมายว่า “motherland (ถิ่นฐาน)”

นอกจากนี้ โบดียังได้นำรหัสพันธุกรรมที่ได้จากกระบวนการข้างต้นมาใช้ร่วมกับระบบการสื่อสารด้วยรหัสมอร์ส (Morse-codeed) และ ธงประมวลสากล (International maritime signal flags) สร้างชิ้นงานธงสัญญาณ โดยใช้สีและลวดลายทรงเรขาคณิตที่ปรากฏอยู่บนธงแต่ละผืน แทนค่าแปรผันไปตามความหมายและรหัสตามตัวอักษรจากบทกวีของโบดี

ธงสัญญาณ จัดแสดงอยู่บริเวณนอกอาคารพิพิธภัณฑ์

ชิ้นสุดท้ายคือ ประติมากรรมรูปร่างคล้ายกล่องเพลง ซึ่งจะเปล่งเสียงโน้ตดนตรีเมื่อผู้ชมใช้มือสัมผัสกับชิ้นส่วนดินเผาทั้งสี่บริเวณด้านบนของชิ้นงาน ประติมากรรมชิ้นนี้เป็นการทำงานร่วมกันระหว่างโบดีและศิลปินต่างสาขา ได้แก่ อาจารย์สมรักษ์ ปันติบุญ ศิลปินเครื่องปั้นดินจากเผาดอยดินแดง สร้างชิ้นส่วนดินเผาที่มีส่วนผสมของวัสดุจากแม่น้ำโขง และ นักออกแบบเสียงจากประเทศสิงคโปร์ที่นำบทกวี เสียงระนาด และเลขรหัสพันธุกรรมจากแม่น้ำโขง สร้างเป็นเสียงสังเคราะห์ให้กับชิ้นงาน

ผลงานทั้งหมดของโบดี คือ การเชื้อเชิญให้ผู้ชมเข้าไปสร้างปฎิสัมพันธ์ร่วมกับชิ้นงาน เพื่อถอดหาความหมายที่ซ่อนอยู่ในรูปของรหัสที่สร้างขึ้นจากการถอดถ้อยคำของแม่น้ำโขง ไม่ว่าจะเป็นเสียงที่เกิดจากการสัมผัสด้วยรหัสมอร์ส หรือ สายตาที่อ่านข้อความตอบกลับจากธรรมชาติซึ่งปรากฏอยู่บนผืนธง ทั้งหมดก็เพื่อบทสนทนาที่ศิลปินต้องการจะให้มนุษย์ได้หันมาเข้าใจความโศกเศร้าของธรรมชาติผ่านบทกวีจากแม่น้ำโขง

นี่เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของงานศิลปะภายในมหกรรมศิลปะนานาชาติ Thailand Biennale, Chiang Rai 2023 ที่ได้ช่วยขยายภาพวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นกับลำน้ำโขง ซึ่งต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศและปัญหาสิ่งแวดล้อมตลอดหลายสิบปีโดยไม่มีทีท่าว่าจะทุเลาลงแต่อย่างใด

ต่อหน้าพลังอำนาจที่ไม่สามารถควบคุมได้ บทบาทของงานศิลปะจึงทำได้เพียงแค่เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เราได้จดจำภาพอันสวยงามของธรรมชาติและวิถีชีวิตของผู้คนเหล่านั้น ควบคู่กับการสร้างการตระหนักรู้เพื่อให้เกิดการรักษาสิ่งที่เหลือให้ยังคงอยู่เพื่อส่งต่อไปยังผู้คนให้ได้มากที่สุด แล้วร่วมช่วยกันส่งเสียงไปยังเหล่าผู้มีอำนาจ ที่จะสามารถดำเนินการแก้ปัญหาอย่างจริงจัง

ปล่อยให้แม่น้ำโขงได้เป็นอิสระและไหลเวียนไปตามวิถีของธรรมชาติ เพราะสายน้ำแห่งนี้เป็นของทุกคน