Magic Mountain: The Ontology of Blue
โดย Jiandyin (จิระเดช มีมาลัย และ พรพิไล มีมาลัย)
ภัณฑารักษ์: กฤษฎา ดุษฎีวนิช
จัดแสดงที่ Warin Lab Contemporary
ระหว่างวันที่ 6 ธันวาคม 2025 – 7 กุมภาพันธ์ 2026

นิทรรศการศิลปะเชิงวิจัย Magic Mountain: The Ontology of Blue โดย Jiandyin นำเสนอผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและความขัดแย้งที่เกิดขึ้นกับชุมชนอุตสาหกรรมเหมืองทองแห่งหนึ่ง เมื่อแร่โลหะธรรมชาติกลายเป็นสินทรัพย์ประกันความมั่งคั่งในโลกสมัยใหม่ที่ทุกอย่างขับเคลื่อนด้วยตัวเลขเงินตราและการประเมินค่าทางเศรษฐกิจ

เมื่อศิลปินเข้าไปผันผวนกับปรากฏการณ์ทางสังคมและเรื่องความขัดแย้งในชุมชน ท่ามกลางความขัดแย้งทั้งสองฝ่าย สิ่งที่เราเห็นเราในฐานะคนนอกคือ มุมมองของทั้งสอง. เหมือนกับตัวของชิ้นงานศิลปะ ซึ่งก็เป็นวัตถุดิบ (material) ในตัวของมันเอง

เช่น กรณีของกระดาษคาร์บอน นี่ไม่ใช่ทั้ง ต้นแบบ (original) และ สำเนา (Copy) แต่เป็น สิ่งที่อยู่ตรงกลางของกระบวนการทำงาน ในระหว่างที่เราดราฟภาพออกมาและเราไม่ได้ให้ความสำคัญกับสิ่งที่อยู่ตรงนี้ (ต้นแบบ/สำเนา) แต่เราเห็นความสำคัญของสิ่งที่อยู่ตรงกลาง เป็นสิ่งที่อยู่ตรงกลางระหว่างสองฝ่าย ฉะนั้นวัตถุดิบทุกชิ้นในงาน จะเน้นย้ำให้เห็นความสำคัญที่คนส่วนใหญ่มองข้าม และมักที่จะมองไม่เห็นมัน มันอยู่ระหว่าง 2 สิ่ง 2 ขั้วตรงข้ามเสมอ แสดงให้เห็นว่า ทุกสิ่งที่เกิดขึ้น มักจะมีอะไรบางอย่างแทรกอยู่ตรงกลางระหว่างความขัดแย้งนั้น” จิระเดชกล่าวถึงแนวคิดและการเปรียบเปรยสถานะของวัตถุที่จัดแสดงอยู่ในนิทรรศการ

The Reflection (2025) และ Fluctuation (2025)

เริ่มที่ Fluctuation (2025) หน้าจอ indicator แสดงมูลค่าทองแบบ real-time นำเสนอภาวะของอำนาจทุนอันผันผวนที่เกิดขึ้นทุกวินาที ผ่านมูลค่าของทองคำที่เปลี่ยนแปลงในระดับจุดทศนิยม แสดงผลข้อมูลจากตลาดค้าทองคำในสวิตเซอร์แลนด์ ด้วยกราฟที่เปลี่ยนแปลงในระดับวินาทีคล้ายกับรูปทรงของภูเขาเพื่อให้ผู้ค้าทองสามารถตัดสินใจซื้อขายทำกำไรได้จากทั่วโลก

ใกล้เคียงกันคือ The Reflection (2025) ผลงานวาดเส้นบนกระดาษคาร์บอน แสดงภาพด้านหน้า (front view) ของโรงงานถลุงแร่ทอง สร้างสรรค์ผลงานด้วยกระบวนการทางสถาปัตยกรรมในการจำลองโครงสร้าง โดยเริ่มจากการคาดคะเนลักษณะองค์ประกอบในระบบอุตสาหกรรมเหมือง ด้วยการเลือกนำภาพของโรงงานสกัดเหมืองทองคำจากอินเทอร์เน็ตทั่วโลกมาเป็นต้นแบบ ก่อนจะสร้างแปลนขึ้นมาใหม่ด้วยการประมวลผลผ่านโปรแกรม AutoCad แล้วจึงใช้การเขียนแบบด้วยมือในขั้นตอนสุดท้าย เพื่อให้ได้รูปด้านจำลองของโรงงานถลุงแร่ทองขึ้นมาในที่สุด

“ส่วนประกอบหลักของโรงงานถลุงแร่ทอง เริ่มจากระบบสายพานสำหรับลำเลียงหินเพื่อนำไปบด ก่อนจะส่งต่อไปยังระบบแทงค์ที่บรรจุไซยาไนด์ไว้ด้านในเพื่อผสมกับสินแร่ที่ถูกบดให้กลายสภาพคล้ายกับเนื้อโคลน แล้วจึงส่งต่อไปยังระบบอิเล็กโทรด (Electrode System) ตรวจจับ คัดแยก และดึงเอาแร่ทองที่อยู่ในมวลโคลนออกมาในที่สุด

ระบบทั้งสามนี้ นับเป็นระบบขั้นพื้นฐานที่สามารถพบได้ทั่วไปในเครื่องจักรระบบอุตสาหกรรมเหมืองทองคำ ด้วยรูปร่างที่คล้ายกันนี้ และเนื่องจากพื้นที่โดยรอบของเหมืองอุตสาหกรรมเป็นพื้นที่ปิดและห้ามมิให้บุคคลภายนอกเข้าไปยังพื้นที่รอบโรงงานได้” จิระเดช อธิบายถึงกระบวนการทำงานในโรงงานถลุงแร่ทอง

ไซยาไนด์ (Cyanide) คือสารเคมีที่ถูกใช้ในระบบเหมืองแร่ทองคำ สำหรับการสกัด (extract) แยกเอาหินออกจากทอง และมีความสำคัญในระบบโลหะกรรม ด้วยความสามารถในการคัดแยกทองออกจากดินที่สูงถึง 99.99 % และใช้ต้นทุนที่ต่ำกว่าการสกัดทองด้วยวิธีการอื่น

ทองคำจากธรรมชาติเกิดจากกระบวนการทางธรณีวิทยา สามารถแบ่งออกได้ 2 ลักษณะ ได้แก่ 1. ทองในระดับปฐมภูมิ (Primary Gold) เกิดจากการผสมทางธรรมชาติของน้ำแร่ร้อนกับสารละลายจำพวกซิลิก้า (Silica Solutions) สะสมในหินต่าง ๆ และฝังตัวในลักษณะของสายแร่ที่แทรกอยู่ในหิน และ 2. ทองระดับทุติยภูมิ (Secondary/Placer gold) ทองคำที่ถูกกัดเซาะกลายเป็นตะกอนสะสมในลำน้ำหรือถูกชะล้างไปตามธารน้ำไหล

ผลงานชิ้นถัดไปแสดงให้เห็นรูปแบบการฝังตัวแบบพุ่งทแยงของสายแร่ทองตามธรรมชาติในลักษณะปฐมภูมิถูกนำเสนอผ่านการฝังลวดทองคำบริสุทธิ์ในชิ้นงานประติมากรรม Magic Mountain: Geochemical and Mineralogical Zoning (2025) อีกด้านหนึ่ง ยังแสดงภาพการลดหลั่นของชั้นดิน ด้วยเส้นตัดแนวนอนของแผ่นอะคริลิคใสที่วางซ้อนกันเป็นเลเยอร์ (layers) โดยอ้างอิงจากวิธีการเปิดหน้าดินด้วยการฝังระเบิดไดนาไมต์ไว้ที่ระดับความลึกเก้าเมตร ต่อ การระเบิด 1 ครั้ง

ผลงานชิ้นนี้ ได้แสดงการเทียบอัตราส่วนของการขุดเจาะหินภูเขา 1 ตัน (1 คิวบิด/ลูกบาศก์เมตร) ซึ่งจะให้ผลตอบแทนเป็นทองคำน้ำหนักอยู่ที่ราว 2.6 กรัมเพียงเท่านั้น ทว่า เมื่อทุกอย่างถูกประเมินค่าให้เป็นตัวเลขและผลประกอบการนับว่า สิ่งเหล่านี้ล้วนคุ้มค่าแก่การลงทุน

Magic Mountain: Geochemical and Mineralogical Zoning (2025)

บริเวณที่สามารถพบทองได้มากที่สุดคือ บริเวณจังหวัดพิจิตรและเพชรบูรณ์ที่ตั้งอยู่บนรอยต่อของแผ่นเปลือกโลกขนาดเล็ก 2 แผ่น คือ แผ่นเปลือกโลกชาน-ไทย (Shan-Thai Plate) ทางตะวันตก และ แผ่นเปลือกโลกอินโดจีน (Indo-China Plate) ทางตะวันออก การเคลื่อนตัวของแผ่นเปลือกโลกทั้งสองนี้ก่อให้เกิดความร้อนจนหินหนืดค่อยๆแปรสภาพของสินแร่ให้กลายเป็นสายแร่ทองฝังตัวอยู่ตลอดแนวรอยต่อของแผ่นเปลือกโลก ไล่มาตั้งแต่ รัฐฉานลงไล่สู่ทะเลอ่าวไทย บริเวณจังหวัดตราด

ในหนึ่งสัปดาห์ พวกเขาจะสามารถทำยอดการสกัดทองไว้ได้มากกว่า 100 กิโลกรัม ณ จุดคุ้มทุน นั่นหมายความว่า พวกเขาจะต้องระเบิดภูเขาไปกี่ร้อยตัน?” จิรเดชทิ้งคำถามไว้ให้แก่ผู้ชม

ใบบ้านเรามีเหมืองทองไม่มาก ซึ่งเหมืองทองแบ่งออกเป็นปฐมภูมิและทุติยภูมิ โดยแบบทุติยภูมิก็จะเป็นเหมืองทองที่แร่ทองไหลมากับน้ำ และคนก็ใช้วิธีการร่อนด้วยตะแกรง อย่างที่เราเห็นชาวบ้านเขาทำ แต่หากเป็นแบบปฐมภูมิ พวกแร่ทองก็จะแทรกตัวอยู่ตามหินหนืดในชั้นดิน จึงจะต้องใช้วิธีการระเบิด ทั้งนี้จะต้องมีการสำรวจจากผู้เชี่ยวชาญก่อนเพื่อประเมินความคุ้มค่าสำหรับการลงทุน หลังจากนั้นก็นำเข้าเทคโนโลยีเหมืองทองที่มีเจ้าของนวัตกรรมอยู่เพียงไม่กี่แห่งในโลก ได้แก่ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และ แอฟริกาใต้ ซึ่งในไทยจะใช้เทคโนโลยีนำเข้าจากบริษัทประเทศออสเตรเลีย

ถัดมาที่ Holes in Between (2025) ประติมากรรมรั้วกั้นโรงงาน ที่ถูกตัดและจัดวางในลักษณะลอยตัว กลางห้องนิทรรศการ แสดงให้เห็นถึงระยะห่างระหว่างพื้นที่เขตสัมปทานอุตสาหกรรมเหมืองทองและพื้นที่อยู่อาศัยของชาวบ้านในชุมชน

ผลงานชิ้นนี้ตอกย้ำข้อเท็จจริงที่ว่า แม้ว่าจะมีกฎหมายหรือข้อบังคับเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดผลกระทบของการทำเหมืองแพร่กระจายออกไปนอกพื้นที่ แต่ด้วยเงื่อนไขหลายอย่าง ชาวบ้านก็ยังคงได้รับผลกระทบอยู่ดี ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ทั้งมลภาวะทางเสียง ฝุ่นผงเคมีที่ฟุ้งกระจายจากการระเบิด หรือ น้ำปนเปื้อนสารเคมีในบ่อบำบัดที่รั่วซึม

รั้วแบบนี้มักถูกใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมทั่วไป ด้วยความสะดวกในการติดตั้งที่ง่ายและเร็ว เราจึงเลือกที่จะใช้รั้วแบบนี้เพื่อเป็นภาพแทนของปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น การที่เราสร้างผลงานให้ดูเป็นมวลทรงกลมแบบนี้เพื่อให้เห็นว่า มันมีมวลอะไรบางอย่างที่ถูกเจาะทะลุ ระหว่างพื้นที่ภายใน และ ภายนอก สิ่งที่เราค้นพบในการทำงานมันทำให้ทั้งสองอย่างถูกเชื่อมโยงเข้าหากัน

“ในปี 2017 ระหว่างการลงพื้นที่ เราพบว่าตัวหินภูเขาที่ถูกระเบิดมันถูกนำไปถมจนเกิดเป็นภูเขาอีกลูกหนึ่งและทำเป็นเขื่อนกักเก็บ คล้ายกับมีทะเลสาบอยู่ด้านใน และทะเลสาบนั้นก็จะกลายเป็นบ่อกักเก็บน้ำที่ปนเปื้อนไซยาไนด์ที่รอการบำบัด ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากรั้วกั้นระหว่างชุมชนเพียงแค่ 200 เมตร

และเราก็ยังพบว่า มีการตรวจสอบตัวอย่างดินในชุมชนดังกล่าวโดยกระทรวงสาธารณสุขและมีการปนเปื้อน แน่นอนว่าทางโรงงานก็ปฏิเสธและอ้างว่าทางเขามีการควบคุมที่ดี และผ่านข้อกำหนดในกระบวนการของรัฐบาลแล้ว

แต่ข้อกำหนดของรัฐฯ เองก็มีค่าคงที่บางอย่าง เช่น สารเคมี A ต้องมีค่าปนเปื้อนไม่เกินระดับ 2.0 แต่หากตัวอย่างที่พบมีปนเปื้อนที่ 0.2 คำถามต่อมาคือ ตัวเลข 0.2 นี้จะมีผลไหม และแน่นอนว่ามันจะมีผลในระยะยาว

ในแง่ของการมองแบบ Anthropocene มันเกิดขึ้นแน่นอน และสิ่งที่มันจะดำเนินต่อจากนี้คือ การมองแบบ capitalocene เป็นการนำธรรมชาติมาแปลงค่าเป็นทุน และทำให้แรงงานจากธรรมชาติราคาถูกลงเพื่อกำไรสูงสุด รวมถึงแนวคิดล่าสุดที่ Donna Haraway พูดถึง Chthulucene หลังจากการเกิด Anthropocene และ Capitalocene สิ่งที่เราจะต้องแก้ปัญหาคือ ทำอย่างไรให้เราสามารถแก้ปัญหาและอยู่ร่วมกันสิ่งเหล่านี้ได้ เราต้องคำนึงถึงพืช สัตว์ ระบบนิเวศ มนุษย์ และเครื่องจักร เราจะต้องหาทางผ่านวิกฤตนี้ไปให้ได้

ส่วนที่ 2 ของห้องนิทรรศการเป็นการนำกรณีศึกษาผลกระทบที่เกิดขึ้นภายในชุมชนบริเวณรอบเหมืองทอง เริ่มที่ The Village of Eleven Blue (2025) ผลลัพธ์จากปฎิบัติการทางศิลปะที่สองศิลปินเลือกใช้เมื่อต้องลงพื้นที่สำรวจข้อมูลและเชื้อเชิญให้คนในชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมกับการทำงาน ด้วยการนำกระบวนการทางทัศนศิลป์อย่าง การเขียนภาพ portrait ในการบันทึกภาพของบุคคลเหล่านั้น ก่อนจะนำมาสร้างสรรค์เป็นภาพพิมพ์แสงอาทิตย์ผสมด้วยสารประกอบภาพพิมพ์ไซยาโนไทป์ (Cyanotype Print) ที่จะทำให้สีสันและความคมชัดของภาพค่อยๆ ซีดจางไปตามกาลเวลา

The Village of Eleven Blue (2025)

กระบวนการภาพพอร์เทรตคือการทำงานที่เราพัฒนาขึ้นมาตั้งแต่ปี 2010 – 2024 ด้วยการเขียนรูปในพื้นที่สาธารณะที่เปิดโอกาสให้เราเข้าไปในพื้นที่และได้ร่วมงานกับคนแปลกหน้า เราเห็นว่ากระบวนการนี้ช่วยให้เราสามารถสอดแทรกเข้าไปอยู่ในพื้นที่ที่ไม่คุ้นชินและแปลกแยกได้ไม่ยาก

หลังจากที่เราพัฒนางานนี้ที่นิวยอร์ก บรู๊คลิน ไทเป ไล่มาในเมืองไทย เราก็เอากระบวนการนี้ไปใช้ในพื้นที่ศึกษา ในตอนนั้น เป็นช่วงรอยต่อของการประท้วงที่ความขัดแย้งระหว่างฝ่ายสนับสนุนและต่อต้านการทำเหมืองสูงมาก

เมื่อเราใช้บทบาทของการเป็นศิลปินเข้าไปในพื้นที่ชุมชน ชาวบ้านเขาก็ค่อนข้างที่จะให้การตอบรับที่แตกต่างไปจากการเป็นนักข่าว หรือ ตัวแทนจากหน่วยงานอื่นๆ ด้วยความเปิดกว้าง ยินดีที่จะพูดและให้ข้อมูลกับเรา ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้จากกระบวนการนั้นคือ ภาพเหมือนด้านหลัง (back portrait) เหล่านี้

ระหว่างที่เราทำงาน วาดรูป และพูดคุยกับชาวบ้าน เราก็ได้พบกับ ใบตรวจเลือดของชาวบ้านที่ระบุว่า พวกเขาทั้ง 11 คน มีสารไซยาไนด์ รวมถึงสารเคมีอันตรายชนิดอื่นที่เกินค่ามาตรฐานในกระแสเลือดทุกคน และหนึ่งในนั้นคือเด็กผู้หญิงอายุเพียง 8 ขวบ ทั้งนี้ผลของการมีสารไซยาไนด์เข้าไปสะสมอยู่ในร่างกาย คือ เกิดอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง และ อาจนำไปสู่การเกิด มะเร็ง ณ อวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งในที่สุด

เราพยายามย้ำให้เห็นสภาวะตรงกลางระหว่าง ‘ความเป็นออริจินัล (ความเป็นต้นแบบ)’ กับ ‘ก๊อปปี้ (สิ่งคัดลอก)’ กล่าวคือ เป็นสิ่งที่อยู่ตรงกลางระหว่าง ‘ภาพเขียนของชาวบ้าน’ และ ‘องค์ประกอบของไซยาไนด์’ จึงออกมาเป็นภาพพิมพ์แสงอาทิตย์ที่มีสารไซยาโนไทป์เป็นส่วนประกอบ” พรพิไลกล่าวเสริม

ตรงข้ามกันคือ Leap Into+C11:C12 the Void: After the Gold Mine (2025) ผลงาน appropriation จากผลงานต้นแบบของศิลปินฝรั่งเศส อีฟว์ ไคลน์ (Yves Klein) ชื่อ Leap into the Void ในรูปแบบของบล็อกสกรีน แสดงภาพของชายคนหนึ่งกำลังร่วงหล่นลงมาจากอาคารร้าง ซึ่งเป็นศาลาการเปรียญร้างที่ตั้งอยู่ ณ จุดกึ่งกลาง ของพื้นที่ซึ่งถือครองกรรมสิทธิ์โดยบริษัทเหมืองทอง จากสภาพของการเป็นเขตธรณีสงฆ์ที่ทำให้ไม่สามารถประกอบกิจการซื้อขายได้ ทำให้ที่ดินผืนดังกล่าวกลายเป็นที่ดินตาบอดไปในที่สุด

Leap Into+C11:C12 the Void: After the Gold Mine (2025)

ในอดีตที่แห่งนี้เป็นสถานที่รวมตัวของชาวบ้านที่เข้ามาทำกิจกรรมร่วมกัน แต่ด้วยสถานการณ์ปัจจุบัน ทำให้ ณ ที่ตรงนี้ เหลือเพียงเจ้าอาวาสอาศัยอยู่เพียงรูปเดียว ซึ่งใช้ชีวิตอยู่ด้วยงบประมาณที่บริษัทเหมืองจัดสรรไว้ให้ เพราะท่านเป็นคนที่นี่ไม่อยากย้ายไปไหน และถ้าหากสังเกตธงในภาพ นั่นคือ เครื่องหมายที่ระบุว่ามีการสำรวจพื้นที่เรียบร้อยแล้ว และ พบว่าใต้ผืนดินนี้มีทองอยู่ทั้งหมด หากมีการทำสัมปทาน ณ ที่ตรงนี้ เขาก็จะสามารถขุดทองได้อีกเยอะ

เราพบว่าผลงาน Leap into the Void ของอีฟว์ ไคลน์ (Yves Klein) มีนัยบางอย่างที่น่าสนใจ การที่ศิลปินปล่อยตัวลงมาจากอาคาร เป็นภาวะชั่วขณะที่เกิดขึ้นและสิ้นสุดลง โดยคนที่ปั่นจักรยานด้านขวาของภาพ ก็จะไม่ได้สังเกตเห็นว่ามีอะไรเกิดขึ้น

ผลงานของไคลน์จึงเป็นการสำรวจเกี่ยวกับประเด็นของพื้นที่ว่าง (void) และตัวพื้นที่ (space) ขณะที่ผลงานของเรา สภาวะที่คนที่ตัดสินใจกระโดดลงมาจากที่สูง เป็นสภาวะของความไม่แน่นอน ความไม่ปลอดภัยในหลายๆรูปแบบที่เกิดขึ้นกับชีวิตของคนในชุมชน เป็นปรากฏการณ์ที่เคยเกิดขึ้น และ กำลังจะหายไป

ผลงานในรูปแบบบล็อกสกรีนนี้ สอดคล้องไปกับภาพรวมของผลงานชิ้นอื่นๆในห้องนิทรรศการ เป็นการนำเสนอสภาวะกึ่งกลาง ที่ไม่ใช่ทั้งตัวภาพพิมพ์ซึ่งเป็นสำเนา (copy) หรือ ฟิล์มเนกาทีพสำหรับฉายทำภาพต้นแบบ (original) แต่บล็อกสกรีน คือสิ่งที่อยู่ตรงกลางระหว่างสองสิ่ง

สุดท้ายกับ The Extraction (2025) ภาพยนตร์นำเสนอแนวคิดรวบยอดทั้งหมดในรูปแบบภาพเคลื่อนไหว อธิบายปรากฏการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้น และเล่าเรื่องผ่านบทเพลงเชิงกวีที่ร้อยเรียงเหตุการณ์ต่างๆขึ้นมาใหม่ ดำเนินเรื่องผ่านชายคนงานวางสายระเบิดในเหมืองทอง และ ภรรยาของเขาที่ต้องเข้ามาดูแลสามีหลังจากที่เขาล้มป่วยลงด้วยอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง

ผลงานชิ้นนี้ยังได้เชื่อมโยงแนวคิดทางจักรวาลวิทยา ว่าด้วยตำนานเรื่องเล่าเกี่ยวกับการเกิดภูเขาของคนในพื้นที่โซเมีย (Zomia) ซึ่งกินพื้นที่จากจีนตอนใต้เรื่อยมาถึงบริเวณที่ตั้งของพิจิตรและเพชรบูรณ์ก็คือช่วงปลายของโซเมีย

ตำนานการเกิดภูเขา พูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างเทพฟ้ากับเทพดิน ที่มอบหมายให้ลูกของพวกเขาสร้างผืนดินและท้องฟ้าขึ้นมาโดยหวังให้ทั้งสองสิ่งสามารถเชื่อมต่อเข้าหากันได้ ทว่าด้วยนิสัยที่ไม่ลงรอยกันของบุตรทั้งสอง จึงทำให้ผืนดินและท้องฟ้ามีสภาพที่ไม่สมดุล เทพบิดรจึงแก้ปัญหาด้วยการดึงผืนดินให้ตั้งสูงกลายเป็นภูเขา พร้อมกับฝังด้ายวิเศษเพื่อตรึงรูปร่างของภูเขาให้คงสภาพอยู่อย่างนั้น

เรามองว่านิทานเรื่องเหล่านี้ เป็นการอุปมาถึงสินแร่ที่อยู่ใต้ผืนดิน ฉะนั้นในบทเพลงจะมีการกล่าวถึงเรื่องดังกล่าว “ตัวฉันและเธอ คือ ฟ้า และ ดิน” คีย์เวิร์ดของคำว่า “ตาย กลับ เป็น” ที่ปรากฏนี้ เชื่อมโยงถึงภาวะในปัจจุบันที่เหมืองทองนี้ได้กลับมาเปิดทำการอีกครั้ง ผู้คนกลับไปทำงานอย่างเป็นปกติ แต่คนที่ต่อต้านกลับไม่มีเสียง ด้วยการที่รัฐเพิ่มมาตรการให้ทางเหมืองดูแลชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบให้มากขึ้น เหมือนจะเป็นผลดี แต่คนที่เคยต่อต้านกลับไม่ได้อยู่ในสัดส่วนนั้น เสียงที่เบาลงไปเรื่อยๆ ก็เหมือนกับการตายทั้งเป็น บ้างก็ย้ายออกไป หรือ กลายเป็นเพียงพวกชายขอบในที่สุด