ฉันได้เรียนรู้ว่าศิลปะสามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตของผู้คนได้อย่างแท้จริง ไม่เพียงมอบความสุขและแรงบันดาลใจเท่านั้น แต่ยังสร้างประสบการณ์ที่มีความหมายอีกด้วย
– Linda Ma
ท่ามกลางความพลุกพล่านของผู้คนในศูนย์การค้าสยามพารากอน ประติมากรรมสรรพสัตว์และดอกกุหลาบขนาดยักษ์ที่ทำจากสเตนเลสสีสันต่างๆ ได้แปรเปลี่ยนพื้นที่แห่งนี้ให้กลายเป็นอาณาบริเวณแห่งการใคร่ครวญและความงดงาม Spring Light คือนิทรรศการเดี่ยวครั้งแรกในประเทศไทยของศิลปินร่วมสมัยชาวจีนผู้มีชื่อเสียงระดับนานาชาติ Cai Zhisong ผลงานขนาดใหญ่ที่จัดวางอยู่กลางพื้นที่เปิดโล่งดึงดูดทั้งผู้หลงใหลในศิลปะและผู้คนที่บังเอิญเดินผ่านให้หยุดมอง ถ่ายภาพ และใช้เวลาร่วมกับงานศิลปะอย่างเป็นธรรมชาติ ราวกับเป็นการยืนยันว่าศิลปะไม่จำเป็นต้องถูกจำกัดอยู่ภายในกำแพงพิพิธภัณฑ์หรือแกลเลอรีเท่านั้น หากสามารถดำรงอยู่ท่ามกลางชีวิตประจำวันของผู้คนได้อย่างกลมกลืน
Fine Art Magazine ได้มีโอกาสพูดคุยกับ Linda Ma ผู้ก่อตั้ง Linda Gallery หนึ่งในบุคคลสำคัญแห่งวงการศิลปะเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผู้มีประสบการณ์ยาวนานกว่าสามสิบปีในการทำงานร่วมกับศิลปิน นักสะสม และสถาบันศิลปะระดับนานาชาติ บทสนทนาครั้งนี้ไม่ได้กล่าวถึงเพียงเบื้องหลังของนิทรรศการ Spring Light เท่านั้น หากยังเผยให้เห็นถึงความตั้งใจอันแน่วแน่ของเธอในการทำให้ศิลปะเข้าถึงผู้คนทุกกลุ่ม จากความเชื่อที่ว่า “ศิลปะเป็นของทุกคน” และวิสัยทัศน์ในการสร้างระบบนิเวศทางศิลปะที่เติบโตอย่างยั่งยืน

จากจุดเริ่มต้นของ Linda Gallery ในอินโดนีเซียเมื่อกว่าสามทศวรรษก่อน อะไรคือสิ่งที่ยังคงเป็นหัวใจสำคัญของวิสัยทัศน์ของคุณจนถึงปัจจุบัน
ฉันรู้สึกภาคภูมิใจและโชคดีอย่างยิ่งที่ได้ทำงานอยู่ในแวดวงนี้ เพราะศิลปะได้ทำให้ชีวิตของฉันงดงามอย่างมาก ตลอดระยะเวลากว่าสามสิบปีที่ผ่านมา ชีวิตของฉันเต็มไปด้วยช่วงเวลาแห่งความสุข ความประทับใจ และประสบการณ์อันมีคุณค่า ฉันได้เรียนรู้ว่าศิลปะสามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตของผู้คนได้อย่างแท้จริง ไม่เพียงมอบความสุขและแรงบันดาลใจเท่านั้น แต่ยังสร้างประสบการณ์ที่มีความหมายอีกด้วย
จากประสบการณ์ของฉันร่วมกับคุณแม่ผู้ซึ่งเป็นนักสะสมและผู้รักศิลปะตัวยง ฉันสามารถกล่าวได้ว่าท่านมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการก่อตั้ง Linda Gallery ในช่วงเริ่มต้น คุณแม่นำเงินออมส่วนใหญ่ของท่านมาลงทุนในงานศิลปะ และมักจะบอกฉันอยู่เสมอว่า “เห็นไหม นี่คือการลงทุนที่ดีมาก” เมื่อเวลาผ่านไป เราก็ได้เห็นผลตอบแทนจากคอลเลกชันเหล่านั้น ศิลปะไม่เพียงมอบความอิ่มเอมใจในส่วนตัว แต่ยังสร้างมูลค่าและผลตอบแทนที่สำคัญอีกด้วย
อะไรคือหลักการสำคัญที่เป็นแนวทางในการเติบโตและสร้างชื่อเสียงให้กับ Linda Gallery
ตลอดระยะเวลากว่าสามทศวรรษที่ฉันทำงานอยู่ในโลกศิลปะ ฉันได้เรียนรู้ว่าแกลเลอรีที่ดีไม่ควรนำเสนอเพียงงานศิลปะที่ดีเท่านั้น แต่ยังต้องมอบความไว้วางใจให้แก่ผู้คนด้วย การรับรองความแท้จริงของผลงานถือเป็นหนึ่งในความรับผิดชอบที่สำคัญที่สุดของเรา เพราะสิ่งเหล่านี้ช่วยคุ้มครองนักสะสมงานศิลปะ
ในช่วงแรก เรามุ่งเน้นงานของศิลปินรุ่นบุกเบิกชาวอินโดนีเซียเป็นหลัก แต่ต่อมาเราก็พบว่ามีผลงานปลอมจำนวนมากหมุนเวียนอยู่ในตลาด ด้วยเหตุนี้ เราจึงค่อยๆ ปรับทิศทางมาสู่การทำงานกับศิลปินร่วมสมัยรุ่นใหม่ โดยเฉพาะในประเทศจีน นั่นเป็นสาเหตุที่เราก่อตั้งแกลเลอรีสาขาที่กรุงปักกิ่ง และเริ่มทำงานอย่างใกล้ชิดกับศิลปินที่ยังมีชีวิตอยู่
เรามีการออกใบรับรองความแท้จริงของผลงาน (Certificate Authenticity) เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่นักสะสม ควบคู่ไปกับการยึดมั่นในหลักการกำหนดราคาที่เป็นธรรมและโปร่งใส ผู้เข้าชมนิทรรศการของเราจึงสามารถเห็นป้ายราคาของผลงานได้อย่างชัดเจนทั่วทั้งแกลเลอรี เราต้องการให้ทุกคนรู้สึกสบายใจและมั่นใจเมื่อต้องมีปฏิสัมพันธ์กับงานศิลปะ
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา คุณมองเห็นความเปลี่ยนแปลงของนักสะสมและผู้ชมงานศิลปะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างไรบ้าง
ฉันสังเกตเห็นว่าผู้คนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หันมาสนใจศิลปะมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันกลุ่มนักสะสมของเราก็มีอายุน้อยลงด้วย คนรุ่นใหม่ในปัจจุบันต่างแสวงหาคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น และในมุมมองของฉัน ชีวิตที่มีคุณภาพควรมีศิลปะอยู่ด้วย เพราะศิลปะช่วยเติมเต็มและทำให้ชีวิตงดงาม
สิ่งหนึ่งที่ทำให้ฉันรู้สึกภาคภูมิใจเป็นพิเศษคือ เรามีส่วนช่วยสร้างนักสะสมงานศิลปะจำนวนมาก หลายคนเริ่มต้นจากการซื้อผลงานเพื่อตกแต่งบ้านหรือที่ทำงาน แต่เมื่อเวลาผ่านไป พวกเขาก็ตระหนักว่าศิลปะสามารถยกระดับและเติมเต็มชีวิตได้อย่างแท้จริง หลายคนจึงก้าวสู่การเป็นนักสะสมอย่างจริงจัง และกลายเป็นผู้สนับสนุนที่สำคัญของระบบนิเวศทางศิลปะ
สำหรับนักสะสมรุ่นใหม่ เรามักแนะนำศิลปินดาวรุ่งที่มีศักยภาพ ผลงานของพวกเขาจะยังอยู่ในระดับราคาที่เข้าถึงได้ง่ายกว่า แต่ก็มีโอกาสเติบโตและสร้างมูลค่าเพิ่มได้อย่างน่าสนใจในอนาคต
นอกเหนือจาก Linda Gallery แล้ว คุณยังได้ก่อตั้ง MOCA Singapore ขึ้นด้วย MOCA Singapore มีความแตกต่างจากแกลเลอรีอย่างไร และมีบทบาทสำคัญในด้านใดบ้าง
Linda Gallery เป็นแกลเลอรีเชิงพาณิชย์ที่ทำงานร่วมกับศิลปินผ่านการซื้อขาย ส่งเสริม และสนับสนุนผลงานศิลปะ ขณะที่ MOCA ไม่ว่าจะเป็นที่สิงคโปร์ กรุงเทพฯ หรืออินโดนีเซีย ล้วนย่อมาจาก Museum of Contemporary Art ซึ่งเปิดโอกาสให้เราได้ร่วมงานกับศิลปินอาวุโสและศิลปินที่มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับมากขึ้น รวมถึงสามารถจัดนิทรรศการในมาตรฐานระดับพิพิธภัณฑ์ ซึ่งอาจไม่สอดคล้องกับกรอบการทำงานของแกลเลอรีเชิงพาณิชย์ โครงการนี้ดำเนินงานมากว่าทศวรรษแล้ว โดยเริ่มต้นจากการได้รับการสนับสนุนจาก National Heritage Board ของสิงคโปร์
อีกบทบาทหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กันของ MOCA Singapore คือการทำงานด้านการศึกษา โรงเรียน มหาวิทยาลัย และสถาบันศิลปะต่างๆ สามารถเข้าชมนิทรรศการและเข้าร่วมกิจกรรมนำชมที่เราออกแบบไว้โดยเฉพาะ ฉันเชื่อว่าการเปิดโอกาสให้ผู้คนได้สัมผัสกับศิลปะตั้งแต่วัยเยาว์เป็นสิ่งสำคัญ เพราะประสบการณ์เหล่านั้นสามารถจุดประกายความชื่นชมในศิลปะ และหล่อหลอมให้คงอยู่ตลอดชีวิต

คุณได้ทำงานร่วมกับ Cai Zhisong มาเป็นเวลานาน อะไรคือสิ่งที่ทำให้ความสัมพันธ์นี้มีความพิเศษ และเหตุใดคุณจึงต้องการนำผลงานของเขามาจัดแสดงที่กรุงเทพฯ
ฉันรู้จัก Cai Zhisong มานานกว่ายี่สิบปี และยังทำหน้าที่เป็นตัวแทนของเขามาเกือบสองทศวรรษแล้ว ตลอดช่วงเวลานั้น ฉันได้จัดนิทรรศการเดี่ยวให้กับเขาหลายครั้ง ส่วนใหญ่เป็นนิทรรศการในพิพิธภัณฑ์ศิลปะ
หนึ่งในนิทรรศการสำคัญครั้งแรกที่ฉันจัดให้เขาคือที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอินโดนีเซียในกรุงจาการ์ตา จากนั้นจึงมีนิทรรศการที่ MOCA Singapore นอกจากนี้ ฉันยังได้นำผลงานของเขาไปจัดแสดงที่ Paragon Singapore ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างล้นหลามจากผู้ชม
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ฉันได้เห็นว่าผู้คนสามารถเชื่อมโยงกับผลงานของเขาได้อย่างลึกซึ้ง ประติมากรรมของ Cai Zhisong มีพลังดึงดูดทางสายตาอย่างโดดเด่น แต่ในขณะเดียวกันก็สื่อสารแนวคิดที่ลึกซึ้งเกี่ยวกับมนุษย์ ธรรมชาติ และชีวิต ด้วยเหตุนี้ ฉันจึงรู้สึกว่าการนำผลงานของเขามาแนะนำให้ผู้ชมในกรุงเทพฯ ได้รู้จักเป็นสิ่งที่จำเป็นมาก
นิทรรศการครั้งนี้จัดแสดงในพื้นที่ของสยามพารากอน แทนที่จะเป็นพิพิธภัณฑ์หรือแกลเลอรีแบบดั้งเดิม เหตุใดคุณจึงเลือกแนวทางเช่นนี้
อย่างที่ฉันมักพูดอยู่เสมอว่า “ศิลปะเป็นของทุกคน” หากเราต้องการให้ศิลปะเข้าถึงผู้คนได้มากกว่ากลุ่มนักสะสมเพียงไม่กี่คน เราก็ต้องนำศิลปะออกไปสู่พื้นที่สาธารณะที่ผู้คนใช้ชีวิตและมาพบปะกันตามธรรมชาติ ศูนย์การค้าเป็นสถานที่ที่เปิดโอกาสให้เราเข้าถึงผู้คนนับพัน ซึ่งหลายคนอาจไม่เคยก้าวเข้าไปในพิพิธภัณฑ์หรือแกลเลอรีเลยก็ได้
การนำเสนอศิลปะในพื้นที่สาธารณะไม่ได้ทำให้งานศิลปะกลายเป็นสินค้าเชิงพาณิชย์ ตรงกันข้าม มันคือการสร้างโอกาสในการจุดประกายและสร้างแรงบันดาลใจให้แก่ผู้คน แม้ว่าพวกเขาจะไม่เคยซื้อผลงานศิลปะเลยก็ตาม ประสบการณ์ที่ได้รับจากการเผชิญหน้ากับงานศิลปะยังคงสามารถส่งผลต่อความรู้สึก การรับรู้ จิตใจ หรือแม้แต่จิตวิญญาณของพวกเขาได้
ฉันเคยพบผู้คนที่เล่าว่า พวกเขาได้ชมหนึ่งในนิทรรศการของเราเมื่อยี่สิบปีก่อน และไม่เคยลืมประสบการณ์นั้นเลย หลายปีต่อมา พวกเขากลายเป็นนักสะสมงานศิลปะด้วยตนเอง นั่นคือพลังของการทำให้ศิลปะเข้าถึงผู้คนได้อย่างแท้จริง

แม้ในยุคที่โลกดิจิทัลมีบทบาทมากขึ้น คุณยังคงจัดพิมพ์สูจิบัตรนิทรรศการและหนังสือศิลปะอย่างต่อเนื่อง เหตุใดสิ่งพิมพ์เหล่านี้จึงยังคงมีความสำคัญสำหรับคุณ
ในเรื่องนี้ฉันอาจจะค่อนข้างเป็นคนหัวโบราณอยู่บ้าง เพราะสำหรับทุกนิทรรศการสำคัญ ฉันยังคงจัดทำหนังสือประกอบเสมอ หลายคนถามว่าทำไมฉันจึงลงทุนกับการทำหนังสือมากขนาดนั้น คำตอบของฉันคือ สิ่งพิมพ์เป็นบันทึกที่คงอยู่ยาวนาน สามารถส่งต่อจากคนรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่งได้
นอกจากนี้ หนังสือยังมีความสำคัญในแง่ของการจัดเก็บข้อมูลและการรับรองความถูกต้องของผลงาน ปัจจุบันศิลปินอาจยังมีชีวิตอยู่ แต่ในอีกยี่สิบหรือสามสิบปีข้างหน้า คนรุ่นหลังอาจต้องอาศัยหลักฐานและข้อมูลที่น่าเชื่อถือในการตรวจสอบผลงานศิลปะ สิ่งพิมพ์เหล่านี้จึงกลายเป็นส่วนสำคัญของประวัติศาสตร์และหลักฐานอ้างอิงในอนาคต
ขณะเดียวกัน การจัดทำหนังสือศิลปะยังเป็นการให้เกียรติแก่ศิลปิน และเป็นการแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของแกลเลอรีในการนำเสนอผลงานของพวกเขาอย่างจริงจังและเหมาะสม
หลังจากทำงานในภูมิภาคนี้มาเป็นเวลานาน คุณมีความคาดหวังต่ออนาคตของวงการศิลปะในประเทศไทยและศิลปินไทยอย่างไรบ้าง
เมื่อหลายปีก่อน ฉันเคยมีโอกาสร่วมงานกับศิลปินไทยอยู่บ้าง และตลอดเวลาที่ผ่านมา ฉันได้ตระหนักว่าศิลปินไทยมีความสามารถโดดเด่นอย่างมาก
ปัจจุบัน เมื่อฉันเดินทางมาประเทศไทยบ่อยขึ้น ฉันก็หวังว่าจะได้เป็นตัวแทนของศิลปินไทยในเวทีนานาชาติมากขึ้น และสามารถสร้างโอกาสหรือพื้นที่ที่ใหญ่ขึ้นเพื่อให้พวกเขาได้นำเสนอผลงานต่อผู้ชมทั่วโลก
นอกจากนี้ เรายังดำเนินธุรกิจการประมูลศิลปะ และฉันอยากจัดงานประมูลที่อุทิศให้กับศิลปินไทยโดยเฉพาะในอนาคต การประมูลของเรามักมีผู้ชมมากกว่า 10,000 คน จึงถือเป็นอีกหนึ่งเวทีสำคัญที่ช่วยสร้างการมองเห็นและการยอมรับในวงกว้างได้ฉันมองว่าประเทศไทยมีศิลปินที่โดดเด่นและมีศักยภาพอยู่เป็นจำนวนมาก และหวังว่าเราจะสามารถมีส่วนช่วยผลักดันให้ผลงานของพวกเขาได้รับความสนใจและการยอมรับในระดับนานาชาติมากยิ่งขึ้น.

