HEAVY
โดย นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์
จัดแสดงที่ BANGKOK CITYCITY GALLERY
ตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน – 11 พฤศจิกายน 2023

เราต่างรู้จักเต๋อ-นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ในฐานะของนักเขียนบทและผู้กำกับภาพยนตร์ ที่ฝากผลงานไว้ในวงการภาพยนตร์ไทยมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ผลงานการกำกับภาพยนตร์อิสระเรื่องแรก 36 (2012) ไปจนถึงภาพยนตร์กระแสหลักเรื่องล่าสุด Fast Feel & Love (2022)

อีกด้านหนึ่งนั้น นวพลยังเคยมีผลงานศิลปะที่เคยจัดแสดงมาแล้วถึง 2 ครั้ง กับความพยายามที่จะใช้กระบวนการทางศิลปะสร้างปฏิสัมพันธ์ร่วมกันระหว่างศิลปินกับผู้ชมใน Second Hand Dialogue (2019), I WRITE YOU A LOT (2016) และในนิทรรศการล่าสุดนี้ กับการจะนำเสนอมุมมองของนวพลที่มีต่อความทรงจำในรูปของภาพถ่ายจำนวนกว่า 120 ชิ้น

สำหรับเต๋อแล้ว การทำหนังกับการทำนิทรรศการแตกต่างกันอย่างไร

“ต่างครับ เพราะมันเป็นสื่อคนละชนิดกัน ภาพยนตร์นั้นเป็นสองมิติ ที่เราสร้างทุกอย่างบรรจุใส่ช็อตที่เรากำลังจะถ่าย ตัดต่อและเอาไปแสดงให้คนดู ทุกอย่างถูกเลือกได้ว่าเราอยากจะให้ผู้ชมเห็นอะไรก่อนหรือหลัง

“แต่งานศิลปะนั้น เราแสดงอยู่บนพื้นที่จริง และเราไม่สามารถควบคุมปัจจัยหลายๆอย่างได้ เพราะฉะนั้นวิธีเล่าเรื่อง หรือ การที่เราจะทำอะไรก็ต้องคิดถึงตัวสื่อที่เปลี่ยนไปด้วย เช่น เมื่อตอนที่เรามาดูห้องนิทรรศการ พอเห็นพื้นที่ในลักษณะแบบนี้ก็รู้สึกช๊อคเหมือนกันนะ เพราะทุกอย่างที่เราเคยวางแผนไว้ มันต้องนำกลับไปเปลี่ยนวิธีคิดใหม่ทั้งหมดเลย

อยากให้เต๋อ เล่าถึงที่มาของนิทรรศการครั้งนี้

“มันค่อนข้างตรงไปตรงมาพอสมควรเลย ปกติเราเป็นคนที่ชอบถ่ายรูปมาตลอดอยู่แล้ว ถ่ายเบื้องหลัง ถ่ายภายสแนปช็อตบ้าง เจอใครเราก็ขอถ่ายเก็บไว้ ซึ่งตอนนั้น เราทำบ้านใหม่และอยากได้รูปซักใบมาแขวนตกแต่งกับผนัง ก็เลยเอารูปที่เราเคยถ่ายไว้ไปอัดเป็นรูปขนาดที่ใหญ่ ขนาดประมาณ 175 cm ซึ่งก็เป็นสิ่งที่เราไม่เคยทำมาก่อนเลยจริงๆ และยิ่งในยุคดิจิทัล คงไม่ค่อยมีใครนิยมทำแบบนี้กันแล้ว

“เราเพียงแค่อยากเก็บความทรงจำเหล่านี้เอาไว้ เพราะตัวงานจริงๆของเราก็คือ ภาพยนตร์ ที่ปรากฏตัวจริงๆเฉพาะตอนที่เราฉายในโรงหนัง พอหนังฉายจบแล้วก็หายไป ไม่มีอะไรเหลือให้จับต้องได้

“พอรูปอัดเสร็จแล้ว จังหวะที่รถกระบะมาส่งที่หน้าบ้าน เห็นรูปพร้อมกรอบขนาดใหญ่เด่นมาแต่ไกล ความรู้สึกในตอนนั้นก็เป็นอะไรที่ประหลาดดี กับการที่เราต้องแบกรูปของญาญ่าขึ้นบ้าน

“จากนั้น เราก็ได้รับการชักชวนจากแกลเลอรี่ เพราะว่าทีมงานเขาได้เข้ามาเห็นรูปของเราพอดี เราก็ตอบตกลง เราก็ไม่เคยคิดว่าก่อนว่าจะมีใครมาชวนเรามาจัดแสดงผลงานที่เป็นภาพถ่าย เรารู้สึกว่าพอเราเป็นคนทำหนัง ก็มีความรู้สึกว่าเราอยู่ห่างไกลจากโลกศิลปะอยู่พอสมควร เราไม่รู้เลยว่าการทำนิทรรศการมันต้องเริ่มต้นอย่างไร จึงต้องมีคนตรงกลางคอยเป็นสะพานเชื่อมต่อให้”

ไอเดียของการติดตั้งผลงานในครั้งนี้เป็นอย่างไร

“จริงๆ เราก็มีไอเดียมากมาย แต่เมื่อมาอยู่ตรงพื้นที่จริง มันอาจจะใช้งานไม่ได้ ซึ่งเราก็ต้องขอคำปรึกษาเรื่องการใช้พื้นที่กับพี่ๆ ทีมงานแกลเลอรี่ เพราะพวกเขามีความถนัดทางด้านนี้มากกว่าเรา

“ในตอนที่ต้องคัดเลือกภาพว่า ภาพไหนคือภาพที่นำเสนอความเป็นตัวเราได้มากที่สุด หรือ มีความสำคัญกับเราจริงๆ แต่พอทำไปได้ซักพักเราก็รู้สึกเหนื่อย เกิดคำถามตามมาว่า ทำไมเราถึงมีช่วงเวลาสำคัญมากมายขนาดนี้ แล้วมันสำคัญจริงๆไหม?

“วันที่รูปทั้งหมดมาถึงที่นี่ เรารู้สึกว่าภาพที่ได้มานั้น มันมีจำนวนที่เยอะมากๆ และมันก็ถูกวางซ้อนกองกันเต็มไปหมดคล้ายกับไซส์โบราณคดี ที่มีกองหินดินทรายให้คนเข้าไปขุดกัน ซึ่งมันก็ตรงกับภาพที่เราเคยคิดไว้ประมาณหนึ่ง ด้วยสัญชาตญาณของเรามันก็นึกขึ้นมาได้ว่า บางอย่างมันก็คงจะมาถูกทางแล้วหล่ะ

“ซึ่งเมื่อเราได้เห็นภาพรวมทั้งหมดของจริง โอเค มันยังเป็นเรื่องเดียวกันอยู่ เหมือนกับเป็นการขุดซากที่ถูกกลบฝังขึ้นมาใหม่ ด้วยความเป็นดิจิทัล ขนาดความใหญ่ของแต่ละไฟล์ น้ำหนักของภาพ ความรกที่อยู่บนหน้าจอไปจนถึงความรู้สึกตอนเรากำลังนั่งค้นหารูป หาข้อมูลไฟล์กว่าห้าหมื่นไฟล์ที่สะสมมาตลอดสิบปี เพื่อคัดให้เหลือเพียง 120 ไฟล์ เป็นความรู้สึกที่เหนื่อยและหนักหนาเหลือเกิน ณ ขณะนั้น”

นี่คือนิยามของ “ความหนัก” ที่กลายมาเป็นชื่อของนิทรรศการด้วย

“ใช่คับ เป็นความหนักในหลากหลายความหมาย หลากหลายเลเยอร์ ไม่ใช่แค่เรื่องของน้ำหนักเพียงอย่างเดียวเรามองว่ามันเป็นก้อนความทรงจำมากกว่า เหมือนหนังสือหรือไดอารี่

“ซึ่งถ้าเรามองว่านี่คือ นิทรรศการภาพถ่าย ความรู้สึกของผู้ชมที่ว่า ห้ามจับต้องภาพเหล่านี้ ก็จะตามมาทันที แต่เราอยากให้นิทรรศการนี้มีความรู้สึกเหมือนเมื่อตอนเรากำลังแบกภาพใบนั้นขึ้นบ้าน และอยากแบ่งปันประสบการณ์แบบนั้นให้แก่ผู้ชมบ้าง

“และเมื่อรูปมาอยู่ในฟอร์มที่กองกันเป็นชั้นแบบนี้ มันก็สามารถให้ความรู้สึกเหมือนเวลาที่เราต้องการจะหาไฟล์ซักไฟล์หนึ่งในโฟลเดอร์ ซึ่งเมื่อไฟล์มันหายไปอยู่ที่ไหนซักแห่ง มันก็หายแล้วหายเลย”

ภาพที่เก่าที่สุดภายในนิทรรศการนี้เป็นภาพไหน และช่วงเวลา ณ ขณะนั้นเป็นอย่างไร

“เป็นรูปเมื่อ20ปีที่แล้ว ตอนที่ยังเรียนอยู่ชั้นม.6 เป็นรูปถ่ายของกระดาษคำตอบวิชาสอบสุดท้ายในห้องเรียน ถ้าให้นึกภาพก็คือ เหมือนเราเอากล้องเข้าไปในห้องสอบ ณ ช่วงเวลานั้นคือ ครูไม่รู้ว่าสิ่งนั้น(กล้อง)คืออะไร หน้าตาไม่เหมือนกับกล้องคอมแพคที่คนทั่วไปใช้กันอยู่ ก่อนออกห้องสอบก็เลยถ่ายรูปตัวเองกับกระดาษคำตอบ เพราะเรายังพอมีเวลาเหลือ ก็หันไปถ่ายรูปเล่นกับเพื่อนๆที่กำลังสอบอยู่ แต่ถ้ามาทำในปัจจุบันนี้ คงเรียนไม่จบชัวร์”

เต๋อเติบโตมาในช่วงเกี่ยวระหว่างยุคอนาล็อกกับยุคดิจิทัล พอมาถึงปัจจุบันนี้ ยังมีความรู้สึกโหยหายอดีต หรือ รู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างมันหายไปจากชีวิตบ้างไหม

“ในฐานะที่เคยอยู่ในยุคอนาล็อกมาก่อน แต่เรากลับรู้สึกว่า เรามีทางเลือกในการใช้สื่อที่มากขึ้นเสียมากกว่า มันทำให้เรามองเห็นอะไรที่ชัดเจนขึ้นด้วยมั้ง เช่น การใช้เครื่องมือในการจะทำอะไรขึ้นมาซักอย่าง เราจะรู้ได้ทันทีเลยว่า ควรจะใช้สื่อแบบไหนถึงจะเหมาะกับการทำงานแบบนั้น เรื่องบางเรื่องอาจจะทำด้วยเครื่องมือยุคอนาล็อก บางเรื่องอาจจะทำด้วยเครื่องมือยุคดิจิทัลเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าก็ได้

“อย่างการทำหนัง เราได้ฝึกการทำหนังสั้นกับเพื่อนๆ เมื่อก่อนก็ต้องเข้าไปทำที่สตูดิโอหรือแลปฟิล์ม ไม่สามารถทำงานได้ด้วยตัวเองที่บ้านเหมือนอย่างทุกวันนี้ แต่ก่อนก็ใช้กล้อง handycam ที่มีแค่เลนส์เดียว ต่อมาพอมีกล้อง DSLR ที่สามารถเปลี่ยนเลนส์ได้ ก็ถ่ายได้ทั้งภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหว มันเป็นอะไรที่ใหม่มากๆ

“เราได้อะไรหลายอย่างจากการเปลี่ยนผ่านตรงนี้นะ เราไม่ได้รู้สึกว่า เทคโนโลยีใหม่ได้เข้ามาทำลายช่วงเวลาแสนสำคัญของเราหรอก”

มีงานศิลปะหรือว่าศิลปินคนไหนบ้างที่พี่เต๋อชื่นชอบ

“จริงๆ ก็ดูงานศิลปะมาตั้งแต่ช่วงเริ่มทำหนังแล้ว แต่ไม่ได้คิดว่าโตไปจะได้มาทำงานศิลปะอะไร ยุคนั้นในกรุงเทพฯ ก็ยังพอจะมีงานศิลปะที่พอจะมีให้ดูได้ประมาณหนึ่ง เพียงแต่ว่ายังไม่มีแกลลอรี่มากเท่าทุกวันนี้ เช่น ที่หอสมุดกลางจุฬาฯ ไม่ก็ต้องไปหาดูตามจุดต่างๆ พอมี BACC ก็ได้เดินทางไปดูอะไรที่สะดวกมากขึ้น

“ตัวอย่างของศิลปินที่เราชอบก็ Miranda July เธอทำพวกงานแนว internet-base ตัวอย่างเช่น มีการมอบหมายให้ทีมงานอาสาไปทำกิจกรรมกับคนแปลกหน้า เช่น ถ่ายรูปจับมือกับป้าข้างบ้าน แล้วส่งกลับมา รวบรวมเป็น archive หรืองาน installation ของ Olafur Eliasson ที่เล่นกับแสงและพื้นที่สร้างบรรยากาศ หรือ เมฆจำลองที่ทำมาจากควันและแสงเลเซอร์

“งานพวกนี้เหมือนทำให้เราได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของงาน ราวกับว่าเราได้เข้าไปอยู่ในกองถ่ายหนังเลยอ่ะ นี่แหละ งานศิลปะที่เราสามารถเข้าถึงมันได้ และดูใกล้เคียงกับชีวิตของเราจริงๆ

“ที่สำคัญคือ พอได้เห็นอะไรแนวนี้แล้ว เราก็เกิดความรู้สึกประมาณว่า ถ้าเป็นงานแบบนี้ เราก็อาจจะพอทำได้นะ เพราะ อะไรที่เป็นงานศิลปะเชิง conceptual มีการเล่นกับพื้นที่ เล่นกับผู้ชม มันให้ความรู้สึกที่ใกล้เคียงกับการทำหนังอยู่ประมาณนึงเลย ถ้าจะให้มาทำงานเพ้นต์หรือปั้นก็คงตัดไปได้เลย”

เหมือนว่าเต๋อค่อนข้างที่จะสนใจการสร้างปฏิสัมพันธ์ในงานศิลปะเป็นพิเศษ

“เราก็รู้สึกว่า พอมีโอกาสที่ได้ทำงานกับพื้นที่จริง ก็ควรที่จะใช้ประโยชน์จากพื้นที่ตรงนี้ในการทดลองทำอะไรซักอย่าง เพราะถ้ากลับไปทำงานภาพยนตร์ เราคงไม่มีโอกาสได้ทำอะไรแบบนี้แล้ว อีกอย่างก็เพราะรู้สึกว่ามันสนุกด้วย งานตรงนี้ก็เหมือนกับการเจอกันคนละครึ่งทาง เราทำให้ส่วนของนิทรรศการ แล้วก็ต้องมารอดูว่าผู้ชมที่เข้ามา เขาจะมาทำอะไรกันบ้าง แล้วมาดูกันว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง

“อย่างนิทรรศการ I WRITE YOU A LOT เราตั้งใจว่า เราจะทำแค่ในส่วนของการเขียนบท ไม่เร่งรีบอะไร ถ้าคิดไม่ออกก็ไม่เขียน แต่พอมาอยู่ที่หน้างานจริงๆ เมื่อเราไม่รู้ว่าจะพิมพ์อะไร จอภาพก็จะว่างเปล่าไปเลย แล้วผู้ชมที่มาดูงาน? เขาก็ยืนรอว่าเราจะพิมพ์อะไรยังไง แม้ว่าเราจะมีความรู้สึกว่าถูกบังคับให้ต้องเขียน แต่ก็เอาหว่ะ เขียนอะไรก็ได้ ถึงไหนถึงกัน

“จากที่จะต้องเขียนแค่บท งานชิ้นนั้นก็กลายเป็น chat room ไปเลย เขียนให้ผู้ชมคนนี้ทำแบบนั้น อีกคนทำแบบนี้ และตัวงานก็ปรับเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตามสถานการณ์ กลายเป็นว่า ผลงานในนิทรรศการมีการสร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างผมกับผู้ชมไปโดยปริยาย”

I WRITE YOU A LOT (2016) นิทรรศการที่เปิดโอกาสให้ผู้ชมสามารถเข้ามารับชมการเขียนบทภาพยนตร์แบบด้นสด ผ่านทางจอภาพที่ถูกเชื่อมต่อเข้ากับหน้าจอของโปรแกรมพิมพ์เอกสารของนวพล
ภาพถ่ายโดย BANGKOK CITYCITY GALLERY

เต๋อเคยบอกว่า ผลงานของเต๋อมักจะใส่ตัวเองในแต่ละช่วงวัยลงไปในหนังเรื่องนั้นๆ แล้วพอมาเป็นนิทรรศการครั้งนี้หล่ะ

“จริงๆ เราว่าอาจจะคล้ายๆกัน เพียงแต่ว่า มันอาจจะตรงไปตรงมาประมาณนึงเพราะว่า พอมันเป็นนิทรรศการภาพถ่ายที่ให้อารมณ์ retrospective แบบนี้ เอาผลงาน เอาสิ่งที่เคยถ่ายกลับมาแสดงอีกครั้ง แปลว่าสิ่งที่เคยถ่ายทั้งหมด มันถ่ายด้วยความสนใจ ถ่ายด้วยความชอบ โดยที่ไม่รู้ว่าในอีก 10 ปีถัดมาจะมีคนชวนไปแสดงนะ

“120 รูปที่ Represent มันก็เหมือนกับหนังทุกเรื่องหรือทุกอย่างที่เราทำ เราเขียนบทจากประสบการณ์บางอย่างของตัวเอง และตั้งคำถามบางอย่างไปพร้อมกับการเติบโตของตัวละครที่เราเขียน

“เพราะงั้นจบหนังแต่ละเรื่อง ก็จะเหมือนกับเราเติบโตไปพร้อมกับตัวละคร เช่น หลังจากจบฟรีแลนซ์ เราก็รับงานน้อยลง ทำฮาวทูทิ้ง จบก็คือ ไม่ซื้อของเข้าบ้านละนะ ซื้อแต่พอดี เอาเท่าที่จำเป็น เพราะเราเข้าใจและเราผ่านช่วงวัยเหล่านั้นมามาแล้ว

“สำหรับหนังหนึ่งเรื่องแล้ว เราใช้เวลาไปกับมันนานมากเลยนะ ปีครึ่ง หรือ สองปี

“คือถ้าเกิดเข้าใกล้อายุ 30 หรือเกินไปกว่านั้น จะยิ่งรู้สึกว่าเวลาชีวิตมันสำคัญ แปปเดียว คุณก็จะกลายเป็นวัยกลางคน แล้วเรื่องที่เคยทำได้บ้าง อยากจะทำแต่ก็ทำไม่ได้แล้ว เพราะฉะนั้นเรารู้สึกว่า ถ้าการทำงานมันทำให้ต้องใช้เวลาไปกับมันมากเกินไป ก็ควรจะทำในสิ่งที่เราต้องทำมากกว่า แล้วอย่างที่บอก มันก็โชคดีที่ เราสู้มาได้จนถึงทุกวันนี้ด้วย มันไม่ได้ง่าย แต่ว่าก็คุ้มค่าที่สู้มานะ ในการที่ทำหนังแต่ละเรื่อง มันมาจากสิ่งที่เราอยากทำ หรือ เรื่องที่เราสนใจจริงๆ”

สุดท้าย พวกเรารู้จักเต๋อในฐานะ ผู้กำกับหนัง แล้วพอมาถึงวันนี้ เต๋ออยากให้พวกเรารู้จักเต๋อในบทบาทอะไร

“ง่ายๆ ก็คนทำหนังแหละ แต่จริงๆ เราจะรู้สึกว่า มันจะเป็นอะไรก็ได้ ไม่จำเป็นต้องชอบเราใน ในฐานะคนทำหนังก็ได้ ไม่ได้รู้สึกว่าตัวเอง จะต้องกำหนดหรืออะไรอย่างเงี้ย ฐานะอะไรก็ได้เพราะจริงๆ เราก็ทำหลายอย่างนะ”

ขอขอบคุณ : ปุณยาพร โอฬารเสถียร, ธนภูมิ ทองรับแก้ว (ถ่ายภาพ) และ รชฏ ไทรวิมาน (เนื้อหา)