สัมภาษณ์และเรียบเรียงโดย สรณ วิริยะประสิทธิ์

สิ่งหนึ่งที่เราอาจกล่าวได้อย่างมั่นใจที่สุดคือ ไมเคิ้ล เชาวนาศัย เป็นศิลปินที่ไม่ค่อยยอมอยู่ภายใต้คำจำกัดความใดนานนัก ตลอดเส้นทางการทำงานหลายทศวรรษ ไมเคิ้ลเคลื่อนผ่านสื่อและบทบาทต่างๆ ตั้งแต่การแสดง ภาพถ่าย วิดีโอ ภาพยนตร์ จิตรกรรม ประติมากรรม ไปจนถึงศิลปะจัดวางและศิลปะการแสดง โดยมีทั้งร่างกาย ภาษา อารมณ์ขัน ความเชื่อ เพศ วัฒนธรรม และสิ่งธรรมดาในชีวิตประจำวันเป็นวัตถุดิบที่ถูกหยิบมาผสมปนเป และจัดวางใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่า

“ฟรรฅ” นิทรรศการเดี่ยวครั้งล่าสุดของเขาก็ไม่ได้พยายามรวบรวมสิ่งเหล่านั้นให้กลายเป็นเรื่องราวที่เป็นระเบียบ หากนำผลงานต่างช่วงเวลา ต่างสื่อ และต่างที่มา มาอยู่ร่วมกัน คล้ายกับอุปมาของไมเคิ้ลที่มองงานแต่ละชิ้นเป็นเหมือนผู้โดยสาร “ร้อยพ่อพันแม่” บนเครื่องบินลำเดียวกัน แต่ละคนมีต้นทางและปลายทางของตัวเอง ทว่าบังเอิญมาใช้ช่วงเวลาหนึ่งและชะตากรรมบางอย่างร่วมกัน ความสัมพันธ์ระหว่างผลงานจึงไม่ได้เกิดจากความเหมือน หากเกิดจากการปะทะ ผสมพันธุ์ และความเป็นไปได้ที่จะมองสิ่งหนึ่งให้กลายเป็นอีกสิ่งหนึ่ง           

บทสนทนาครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความคิดที่ดูเหมือนจะกระโดดไปมาไม่ต่างจากผลงานของเขาเอง บ้างจริงจัง บ้างตลก บ้างกวนประสาท และหลายครั้งก็จงใจไม่มอบคำตอบที่เรียบร้อยนักให้กับคำถาม สิ่งที่ไมเคิ้ลเสนอจึงอาจไม่ใช่คำอธิบายว่าศิลปะควรเป็นอะไร หากเป็นพื้นที่ให้สิ่งต่างๆ ถูกจับมาชนกัน และปล่อยให้ความหมายใหม่เกิดขึ้นจากตรงนั้น โดยไม่จำเป็นต้องเป็นอย่างที่ใครบอกว่ามัน “ควรจะเป็น”

นิทรรศการ “ฟรรฅ”

ผมเป็นศิลปินครับ ศิลปินให้ความหมายได้หลายอย่าง เพราะมันครอบคลุมได้เยอะ สังเกตได้ว่างานของผม ผมทำแม่งหมดทุกอย่างเลย หนังก็ทำ วิดีโอก็ทำ sculpture ก็ทำ photo ก็ทำ painting ก็ทำ ดีหรือเปล่า สำเร็จหรือเปล่า อันนั้นเรื่องของผมล่ะ แต่ผมชอบสิ่งที่ผมทำ

ผมเป็นมนุษย์ที่นอนกับใครคนเดียวไม่เป็น ผมชอบนอนกับหลายๆ คน หลายๆ อย่าง การผสมพันธุ์เป็นอะไรที่สนุกและตื่นเต้น และผลพวงที่ออกมาจากการผสมพันธุ์ก็คือสิ่งที่ผมทำอยู่ทุกวันนี้ มันเป็นการผสมพันธุ์กันระหว่างตัวผมเองซึ่งเป็นศิลปิน ไอเดียที่ลอยๆ อยู่ และสิ่งต่างๆ รอบตัว แล้วผลงานก็ออกมาอย่างที่เห็น

ปีนี้ 63 แล้ว ทำมาเยอะพอสมควร ดีเริ่ดก็มี เหี้ยห่าก็เยอะ แต่ว่าทุกอย่างที่ทำไปมันรวมมาเป็นวันนี้ได้ อันนี้ผมชอบ พอแก่ๆ อายุเท่านี้เรารู้แล้วว่าสิ่งที่ทำมา ทำผิดทำถูกบ้างตามระยะทาง มันคือการสะสมประสบการณ์

ผมเริ่มจากเรียนละครที่ Boston Conservatory of Music ตอนนั้นอยากดัง อยากเป็นดารา ตอนนี้ได้เป็นนักแสดงแล้วนะ แต่ว่าใช้รถคันเดียวกันแต่ลงคนละป้าย ตอนเรียนผมเป็นคนเอเชียคนเดียวในคลาส ไม่มีบทเหี้ยอะไรให้เล่นได้เลย ก็เลยผันตัวไปเป็น stage manager สิ่งที่สนุกมากของการเป็น stage manager คือการได้ดูภาพรวมทั้งหมดของเวที มันเหมือนเราได้ดู frame ของภาพว่าอะไรควรอยู่ตรงไหน เมื่อเราอยู่ตรงนี้เรามองเห็นอะไร อยู่ตรงนั้นมองเห็นอะไร มันสอนผมเรื่อง point of view ว่าเมื่อเราอยู่ใน position ต่างกัน เราจะเห็นสิ่งต่างๆ ไม่เหมือนกัน หลังจากนั้นถึงไปเรียน art ที่ San Francisco Art Institute แล้วก็จบปริญญาโทที่ School of the Art Institute of Chicago

นิทรรศการ “ฟรรฅ”

ใช่ครับ การผสมพันธุ์มันคือการร่วมกันระหว่างสองสิ่ง สามสิ่ง หรือมากกว่านั้น เมื่อผสมพันธุ์กันเสร็จแล้ว เอากันเสร็จแล้วพูดตรงๆ นั่นแหละ ผลพวงก็ออกมาเป็นอีกอย่างหนึ่ง

แต่บางทีผมก็ผสมพันธุ์กับตัวเองนะ (หัวเราะ) ผมคิดว่าการทำงานศิลปะ either จะเหมือนการผสมพันธุ์ หรือเหมือนการสำเร็จความใคร่ด้วยตัวเอง จุดหมายคล้ายกัน แต่ว่าจำนวนคนที่ร่วมกระทำไม่เหมือนกัน

ศิลปินหลายๆ ท่านก็สำเร็จความใคร่ทางศิลปะด้วยตัวเองอยู่ทุกวัน วันหนึ่งรู้แล้วว่ามันไม่ไปไหน ก็ออกไปผสมพันธุ์กับคนอื่น collaboration ระหว่างศิลปินทั้งหลายก็เกิดขึ้นมา เพราะเบื่ออยู่บ้านชักว่าว ก็เลยต้องไปนอนกับคนอื่นที่พูดมาสวยๆ หรูๆ ทั้งหมด จริงๆ ง่ายมาก ศิลปินอาจสร้างงานด้วยความคิดและการกระทำของตัวเอง หรือเอาความคิดของตัวเองไปรวมกับสิ่งอื่นที่อยู่ข้างนอก แล้วได้ผลงานออกมา ผมคิดว่าการทำงานศิลปะก็เหมือนการเอากัน จะเอากันกับตัวเองหรือเอากันกับคนอื่น ง่ายๆ แค่นี้แหละครับ อย่าคิดลึกนะจ๊ะ

สันดานของศิลปินมันมีอยู่แล้วว่า สิ่งหนึ่งเป็นอย่างนี้ แต่เราอยากบังคับให้มันเป็นอีกอย่างหนึ่ง ผมเองเป็นคนชอบบังคับคนอยู่แล้ว ด้วยพูดดีด้วยหรือด่าด้วย ทำแม่งทุกอย่างเลย (หัวเราะ)

การทำงานศิลปะกับการกำกับวิดีโอหรือภาพยนตร์คล้ายกัน คือเราต้องรู้ก่อนว่าเราอยากได้อะไร แล้วสื่อสารสิ่งนั้นกับคนรอบๆ ที่เข้ามาช่วยเรา ผมลองแล้ว เป็นไปไม่ได้ที่เราจะทำอะไรคนเดียว ดังนั้นมันจึงต้องมีการผสมพันธุ์ระหว่างตัวศิลปิน ไอเดีย และความเป็นไปได้ที่อยู่รอบนอกของเรา

ช่วงประมาณ 20 ปีที่แล้ว ทุกคนอยากเป็นผู้กำกับ หนังสั้นเกิดขึ้นมาเหมือนเห็ดหน้าฝน เห็ดบางตัวกินก็อร่อย บางตัวกินแล้วก็ตาย แล้วพอทำหนังสั้นก็ต้องอยากทำหนังยาว คนบางคนไม่พอใจกับสิ่งสั้นๆ ที่ตัวเองมี จะต้องหาอะไรให้มันเกินความเป็นตัวเอง

ผมก็รู้แล้วว่าผมเป็นคนกำกับหนังได้ค่อนข้างจะงุนงงพอสมควร แต่ก็สำเร็จในระดับหนึ่ง หลังจากนั้นผมเลยใช้วิธีสร้างไอเดียขึ้นมาแล้วไปร่วมมือกับผู้กำกับคนอื่น นั่นเป็นการเริ่มต้น “ฤดูกาลผสมพันธุ์ของไมเคิ้ล เชาวนาศัย” เพราะเมื่อเราทำงานกับใครสักคน ผลงานที่ออกมาก็จะมีความเป็นเราหน่อยหนึ่ง เป็นเขาหน่อยหนึ่ง เหมือนมีพ่อมีแม่ นั่นแหละครับ การทำงานร่วมกับศิลปินคนอื่นก็เหมือนการเอากันนั่นเองจ้ะ

เพอร์ฟอร์มานซ์ หมายเลข 63
ศิลปินรับเชิญ อภินันท์ โปษยานนท์
24.08.2026

งานโชว์ที่ MATDOT จะเป็น individual ทุกชิ้นเลย ผมเคยบอกน้องปิ๊งว่า งานนี้เหมือนคนบนเครื่องบิน แต่ละคนร้อยพ่อพันแม่ มาจากที่ใดแล้วจะไปที่ใดก็ไม่รู้ แต่มันจะมี moment หนึ่งที่ทุกคนอยู่บนเครื่องบินด้วยกัน ชะตากรรมอยู่บนเครื่องบินด้วยกัน ไปด้วยกัน

มันเป็น “ความแตกต่างที่เหมือนกัน” แต่ละชิ้นมีเอกลักษณ์ของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็น sculpture, painting หรือ installation

บางทีดูงานของผม มันก็เหมือนการสำเร็จความใคร่ที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว เป็น unique ถ้าใครเคยถึงจุดสุดยอด มันจะเหมือนๆ กัน แต่ก็ต่างกันนะจ๊ะ ถ้าใครไม่เข้าใจตรงนั้นก็ต้องพยายามหาว่าจุดสุดยอดของตัวเองเป็นอย่างไร (หัวเราะ)

เพราะฉะนั้นงานแต่ละชิ้นไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน แต่เมื่อมาอยู่ด้วยกันมันมี moment บางอย่างที่เชื่อมถึงกันอยู่ ก็ดูกันให้สนุกๆ

งานนี้โคตรไทยเลยนะ ผมเกิดต่างเมือง โตต่างเมือง แล้วก็โตกรุงเทพฯ ด้วย แต่ผมหลงใหลได้ปลื้มกับภาษาไทยมาก ภาษาไทยมีตัวอักษร วรรณยุกต์ และสระที่สามารถเลียนเสียงภาษาอื่นได้เกือบหมด โดยเฉพาะภาษาอังกฤษ ซึ่งเป็นภาษาที่ผมใช้อยู่เป็นประจำ ผมพูดทั้งไทยและอังกฤษ ดังนั้นผมก็เลยสนุกกับการเอาภาษาไทยมาแปลงเป็นภาษาอังกฤษ หรือเอาสองอย่างมาปั่นกัน

อีกอย่างหนึ่งคือผมมองเห็นการเปลี่ยนแปลงของวัฒนธรรม ผมเป็นยุคสุดท้ายของ boomer ผมเรียกตัวเองว่า “The Last Boom” คนรุ่นผมเวลาไปอยู่ต่างประเทศ สิ่งแรกที่เราทำคือพยายามอยู่ในเมืองนั้นให้สงบสุขที่สุด ทำตัวให้เหมือนเขา เลียนแบบวิธีพูด เลียนแบบวัฒนธรรม พยายามเข้ากับวัฒนธรรมอื่นให้มากที่สุด

แต่ 30–40 ปีผ่านมา คนไทยรุ่นใหม่ไปต่างประเทศเยอะมาก เขาไม่ได้ไปอยู่ 10–20 ปีเหมือนคนรุ่นผม เขาไปเรียนไม่กี่ปี เรียนหนังสือ เรียนวัฒนธรรม แล้วเอาสิ่งเหล่านั้นกลับมาบ้าน จะสังเกตว่าคนไทยเดี๋ยวนี้พูดไทยคำฝรั่งสามคำ ผิดหรือถูกผมไม่รู้ แต่พูดแล้วคนในกลุ่มรู้เรื่อง เขาสื่อสารกันได้

ตอนแรกผมก็คิดว่าไม่ได้เว้ย เราต้องรักษาวัฒนธรรมไทย ต้องพูดไทยให้ถูก ร.เรือ ล.ลิง ต้องชัด แต่ผมเป็นแค่คนคนเดียว แล้วก็สำเหนียกได้ว่าวัฒนธรรมเป็นสิ่งที่เราไปต้านหรือ conserve ไว้ไม่ได้ เพราะมันเปลี่ยนตัวเองอยู่ตลอดเวลา

ฝรั่งเขาบอก If you cannot beat them, join them. ถ้าสู้มันไม่ได้ ก็ join พวกมันเลย ถ้าน้องๆ จะพูดอย่างนี้ ใช้ภาษาอย่างนี้ ผิดบ้างถูกบ้าง มันก็เรื่องของเขา เราห้ามไม่ได้ แต่ถ้ามึงจะทำเหี้ยๆ กูเหี้ยกว่ามึงได้ (หัวเราะ)

นิทรรศการ “ฟรรฅ”

คอนเซปต์ของงานนี้ง่ายมากครับ “Just because they said it should be, it does not mean that it should be.”

ถ้าเขาบอกว่ามันควรจะต้องเป็นอย่างนี้ มึงตั้งคำถามกับเขาก่อน แล้วตั้งคำถามกับตัวเองด้วยว่า ที่เขาพูดมามันถูกหรือเปล่า เท่านั้นเอง

ผมเกลียดมากเวลาไปดูงานแล้วต้องอ่าน wall text ยาวประมาณสามผนัง แล้วสุดท้ายได้คำตอบมาอันเดียว บอกมาตรงๆ เป็นประโยคเดียวเลย ถ้าคุณเข้าใจงานคุณพอ คุณพูดได้ประโยคเดียว

ในงานของผมก็เหมือนกัน บางชิ้นคนอาจถามว่า “ทำไมมันถึงเบี้ยว?” ผมไม่ได้ให้คำตอบว่าทำไมมันถึงเบี้ยว ผมให้คุณถามว่าทำไมมันถึงเบี้ยว แค่มึงถามกูก็ฟินแล้ว เท่านั้นเองจ้า

ศิลปินมีสิทธิ์ที่จะเล่นครับ พอทำงานมาจนขนเพชรหงอกแล้ว ถึงเวลาละ เด็กๆ อาจทำไม่ได้ด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม แต่แก่ๆ ทำได้ คนอื่นอาจบอกว่า “ไม่ได้ คุณไมค์ต้องมีเหตุผลเป็น point สอง paragraph” ไม่อะค่ะ แค่คุณสงสัย แค่คุณถาม มันก็ทำงานแล้ว

ดับเบิ้ล ซีตเท็ด พอร์เทรต, 2024
ฟิกซ์ เฟรมด์ โฟโต้กราฟ วิธ แม็กนิฟายอิ้ง แกลส, 6 × 9 นิ้ว (ต่อชิ้น)

ส่วนตัวผม ในบัตรประชาชนเขียนว่านับถือศาสนาพุทธนะครับ แต่ผมไม่ใช่พุทธซึ่งตื่นมาใส่บาตรตอนหกโมง

ผมคิดว่าวันนี้ศาสนากับทรัพยากรมนุษย์เป็นอะไรที่เราต้องสังคายนากันแล้ว คนน่ะลูกมันมีทั้งเหี้ยทั้งดี จะโกนผม ห่มเหลือง โกนคิ้วไม่โกนคิ้ว มันเหี้ยก็มี ดีก็เยอะ เรามีศาสนากันมาสองพันกว่าปีแล้ว คนรู้แล้วล่ะว่าจะเอาเปรียบมันยังไง เราอยู่กันมานานพอที่จะรู้ว่าจะเอาเปรียบสิ่งที่เขาบอกว่าไม่ให้เราเอาเปรียบได้ยังไง

แต่ผมพูดเสมอว่างานนี้โคตรพุทธเลยนะ พุทธแบบผมคือผมชอบทฤษฎีของศาสนาพุทธ เวรกรรมมีจริง ทำอะไรไปได้อย่างนั้น ทุกอย่างมีเกิดมีดับ

ส่วนเรื่องสวดสามร้อยจบตอนเที่ยงคืนกับหนึ่งนาที ไม่มีความหมายสำหรับผมเลย แต่เวลานั่งเครื่องบินแล้วเครื่องมันสั่นมาก ทำยังไง? ผมก็ยกมือพนม “ช่วยลูกช้างด้วย” (หัวเราะ) ศาสนามีไว้ใช้ครับ แต่อย่าให้เขาใช้เรา เราใช้เขา

เวลาพูดถึงพุทธในบริบทเมืองไทย คนมักนึกถึงคนนุ่งขาวห่มขาว เดินจงกรม กวาดลานวัด ผมไม่ ผมชอบ core ของมัน ว่ามันมีความหมายกับเราอย่างไร และเราจะใช้ประโยชน์อะไรจากมันได้บ้าง

อย่างงานกระจก “ชาตะมรณะ” นั่นคือ “ดูหนังดูละครแล้วย้อนดูตัว” แบบ literally เลย คุณยืนอยู่หน้ากระจก เห็นตัวเองพร้อมคำว่า “ชาตะมรณะ” และในที่สุดภาพที่คุณเห็นตรงนั้นก็คือรูปหนึ่งที่คุณจะไม่มีวันได้เห็นด้วยตัวเอง นั่นคือรูปสุดท้ายของเรา คนอื่นจะเป็นคนเห็นว่าเราเป็นอย่างไร จะดีจะชั่วอย่างไร นั่นก็ลึกลงไปอีกหน่อยในการตีความ

พุทธของผมต้องง่าย พุทธของผมต้องเข้าใจง่าย แต่การจะเข้าใจมันก็ขึ้นอยู่กับคุณภาพของคนที่ตีความด้วย ผมพูดได้เลยว่าคนเราไม่เท่ากัน ใครจะมาด่า ทัวร์จะลง ลงเลยค่ะ

ศาสนาพุทธมีไว้ให้คนฉลาดใช้ครับ ส่วนคนโง่ก็ไว้ตาม ตีความกันเอาเอง จบข่าวค่ะ

ก็อญ-จ็อก, 2026
กระจก, 79.5 × 65.8 ซม.

ผมชอบ interactive มาก เพราะคนจะตั้งคำถามว่า “ทำไมมันถึงเป็นอย่างนี้?” ก็ตอบว่า “ทำไมล่ะ?” ซึ่งในภาษาไทยมันฟังกวนตีน แต่ในทางสากลมัน make sense นะ ทำไมล่ะ? ทำไมถึงไม่ล่ะ?

หลายอย่างที่ผมทำเกี่ยวกับวัฒนธรรมของการถ่ายรูปด้วย การถ่ายรูปมีไว้ทำอะไร เป็นหลักฐาน เป็นที่ระลึกใช่ไหม อย่างงานที่เป็นสระ “อี” แล้วให้คนไปยืนข้างใต้ นั่นก็เป็น interactive อีกแบบหนึ่ง

หรืออย่างกระจก มันเป็นงานที่คุณถ่ายรูปแทนประสบการณ์ไม่ได้ เพราะคุณต้องไปยืนดูกระจกด้วยตัวเอง ต้องเห็นตัวเอง นั่นคือคุณเข้าไปมีส่วนร่วมกับ performance แล้ว หรืองานที่เป็นพระส่อง คุณก็ต้องส่องดู มันถึงจะเกิดงานขึ้นมา

ผมเคยทำงานในแกลเลอรี ใส่แจ็กเก็ตแล้วนั่งเฝ้างานใน museum ผมเบื่อมากเลยที่คนมายืนดูงานบนผนัง เอามือไพล่หลัง พยักหน้าสองทีแล้วเดินไป ผมชอบให้คนดูมีส่วนร่วมด้วย

มันถึงเวลาแล้วครับ เราเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 แล้ว รูปแบบของการเสพงานต้องปรับเปลี่ยนบ้าง ไม่ใช่เหมือนเดิมๆ ยืนดูแล้วพยักหน้า รูป painting จาก Renaissance หรือศตวรรษที่แล้ว การเสพมันอาจเป็นอย่างนั้น แต่ตอนนี้ศตวรรษที่ 21 แล้ว ศิลปินหลายๆ ท่านลองทำกันเถอะครับ ผมทำแล้ว ท่านล่ะทำหรือยัง?

เพอร์ฟอร์มานซ์ “KKJ – ข้าวไข่เจียว”

Performance art ที่เราเห็นกันมาตั้งแต่ยุค 70s, 80s, 90s มักเน้น spectacle เป็นการแสดงที่อลังการ ตกใจ อย่าง Marina Abramović ให้คนถือธนูแล้วเธอยืนอยู่ตรงข้าม อะไรแบบนั้น

แต่ผมเคยไปอังกฤษแล้วเห็นป้ายใกล้ Tate Modern เขียนว่า There is nothing wrong with modern art that a cup of tea cannot kill. ผมชอบมาก คือศิลปะมันไม่จำเป็นต้องยากซับซ้อนขนาดนั้น

ผมถือว่ากองทัพต้องเดินด้วยท้อง มึงจะทำงานมหัศจรรย์พันลึกแค่ไหน เอาช้างมาชุบทองแล้วเอาไปทอด ผมไม่สน แต่คนดูต้องได้รับการ fulfil ในหลายระดับ สมองได้รับ ใจได้รับ แล้วท้องก็ควรได้รับด้วย

สิ่งที่ทำให้ท้องอิ่มคืออะไร? อาหาร ตอนนี้อาหารไทยดังมาก street food กะเพรา เจ๊ไฝ อะไรก็ว่าไป แต่สิ่งที่ง่ายที่สุดและทุกคนทำได้คือข้าวไข่เจียว หรือ “KKJ”

ข้าวไข่เจียวดียังไง? ง่าย ทุกคนทานได้ แล้วกลิ่นสำคัญมาก คนไทยอยู่เมืองนอกด้วยกัน ตอนหิมะตกแทบเป็นแทบตาย ใครทอดไข่ขึ้นมา ได้กลิ่นกันทั้งตึกค่ะ แล้วทุกคนจะมารวมกันที่ห้อง อาหารเป็นสิ่งที่นำคนมารวมกัน

แรงบันดาลใจส่วนหนึ่งอาจมาจากพี่ฤกษ์ฤทธิ์ ตีระวนิช ที่ทำผัดไทย แต่สิ่งที่ผมสนใจคือ hospitality as art ความโอบอ้อมอารีเป็นลักษณะพิเศษของเรา คนไทยเห็นใครเดินผ่านหน้าบ้าน สิ่งแรกที่ถามคือ “กินข้าวยัง?” ฝรั่งถาม “ไปไหนมา?” แต่คนไทยถาม “กินข้าวยัง?” ผมชอบตรงนี้มาก ก็เลยเอาการทอดไข่ ความเป็นไทย ความโอบอ้อมอารี มารวมกันเป็น performance

KKJ อยู่ใน performance ใหญ่ที่เรียกว่า “CHURN” ภาษาอังกฤษคือการเอาสิ่งต่างๆ มาปั่นให้กลายเป็นเนื้อเดียวกัน แต่ผมใช้ภาษาไทยว่า “เชิญ” เพราะฉะนั้นคือ “เชิญมา CHURN” เมื่อเราเชิญคนเข้ามาแล้ว เราเอาอะไรเลี้ยงเขา? KKJ ค่ะ ข้าวไข่เจียว

ผมพยายามเอาความโอบอ้อมอารีซึ่งเป็นลักษณะพิเศษของเราให้กลายเป็นงานศิลปะ จะประสบความสำเร็จหรือเปล่าผมไม่รู้ เดี๋ยวลองดูกันว่า performance ข้าวไข่เจียว น้ำเย็นเย็น และเชิญมา CHURN จะออกมาเป็นยังไง

นี่แหละครับ performance ของผม.