นิทรรศการ Collapsing Clouds Form Stars: A Mini-Retrospective
By ส้ม ศุภปริญญา (Som Supaparinya)
ระหว่างวันที่ 30 มกราคม – 26 เมษายน 2025
ที่ Gallery VER
พูดคุยกับส้ม ศุภปริญญา กับเรื่องราวการสร้างสรรค์ผลงานในอดีตที่ถูกนำมาจัดแสดงอีกครั้ง ในนิทรรศการ Collapsing Clouds Form Stars: A Mini-Retrospective นิทรรศการย้อนมองผลงาน-ขนาดย่อของส้ม ศุภปริญญา
“ผลงานในนิทรรศการนี้ ถูกทำขึ้นในช่วงเวลาเดียวกันกับที่เรากำลังทำงานให้กับ BAB (Bangkok Art Biennale 2024) เราจึงอยากจะทำงานที่สามารถเชื่อมโยงและไม่เชื่อมโยงไปได้ในเวลาเดียวกัน มีงานบางชิ้นที่สร้างขึ้นมาเมื่อ 2-3ปีที่แล้วและยังไม่เคยได้แสดงที่ประเทศไทย ซึ่งก็อยากจะเอางานเหล่านั้นขึ้นมาแสดงอีกครั้ง โดยให้ผู้ชมสามารถเชื่อมโยงได้ด้วยตนเอง ว่าประเด็นเหล่านี้ ที่เห็นในนิทรรศการ, ใน BAB หรือ งานที่เคยรู้จัก มันมีความเชื่อมโยงอย่างไรกันบ้าง แม้มันอาจจะไม่เชื่อมโยงกันอย่างตรงไปตรงมา แต่มันก็มีส่วนอยู่สำหรับมุมมองของศิลปิน” ส้มเล่าถึงที่มาของนิทรรศการ
“ผลงานในห้องใหญ่ เป็นผลงานที่ถูกสร้างขึ้นภายใต้ช่วงเวลาของรัฐบาลทหาร ในช่วงปีแรกหลังการรัฐประหาร 2014 บรรยากาศบ้านเมืองที่จังหวัดเชียงใหม่นั้นเงียบสงัดไปหมด คงจะเหมือนกับที่อื่นๆในประเทศไทย ความเงียบสงบทำให้เรากับศิลปินที่เชียงใหม่รู้สึกว่า เราไม่สามารถที่จะอยู่นิ่งกันแบบนี้ได้ และควรที่จะทำอะไรบางอย่าง”
“จึงเกิดการทำกิจกรรมทางวัฒนธรรม หรือ กิจกรรมทางศิลปะขึ้นมาด้วยความเชื่อที่ว่า นั่นคือสิ่งที่เราต้องทำได้ในนามของศิลปะ มีการจัดกิจกรรมเสวนาและกิจกรรมต่างๆที่เกี่ยวข้องกับศิลปะ เป็นยุคที่เราชวนคนในเชียงใหม่หลายๆคนมาร่วมทำกิจกรรมมากมาย ชวนแกลเลอรี่มาพูดคุย เสนอแนวคิดที่จะทำ art map และเริ่มมีการเคลื่อนไหวต่างๆ ในเชียงใหม่ผ่านกิจกรรมทางวัฒนธรรมตรงนี้”
“น้องๆหลายคนที่มาร่วมงานในตอนนั้น ก็เคยมาร่วมกิจกรรมที่ Book Re:public เป็นกิจกรรมเรียนรู้เกี่ยวกับประชาธิปไตย หลังจากเหตุการณ์รัฐประหารก็ทำให้กิจกรรมทางการเมืองเหล่านี้ก็ไม่สามารถดำเนินต่อไปได้ เป็นช่วงเวลาที่เรารู้สึกอึดอัดมากๆ เพราะเราไม่รู้ว่าควรจะทำอะไร ที่ไหน อย่างไร ทุกอย่างดูจับต้องยาก อะไรก็ดูจะทำไม่ได้ไปเสียทั้งหมด จึงมาสนใจเรื่องของ การถูกห้ามทางการสื่อสารต่างๆ (censorship)”
“หลังจากนั้น พอได้ไปเป็นศิลปินในพำนักที่นิวซีแลนด์ จึงได้เริ่มโครงการเกี่ยวกับหนังสือต้องห้ามขึ้น ในตอนแรก ด้วยความที่นิวซีแลนด์เป็นประเทศที่พูดภาษาอังกฤษ เราจึงได้สืบค้นหารายชื่อหนังสือต้องห้ามในเอเชียทั้งหมดและส่วนใหญ่จะเป็นภาษาอังกฤษ มีการยืมหนังสือจากห้องสมุดของเมืองเวลลิงตัน มาร่วมจัดแสดง เราแสดงประมาณ 5 เล่ม คล้ายกับที่กำลังจัดแสดงอยู่นี้ แต่เป็น Rubber band เราตั้งชื่อว่า Band books เพื่อเป็นการเล่นคำ (กับคำว่า banned) มีการทำหนังสือเกี่ยวกับนิทรรศการขึ้นมาอีกเล่มหนึ่ง ในชื่อ Steal This Book (ให้ขโมยหนังสือเล่มนี้) มีเนื้อหาเกี่ยวกับรายชื่อของหนังสือต้องห้ามต่างๆ ที่เราได้บันทึกเอาไว้”

Band Books Series, on Going since 2015 (2024) ผลงานหนังสือต้องห้ามจำนวน 5 เล่ม จัดแสดงหนังสือที่ครั้งหนึ่งเคยถูกขึ้นบัญชีให้เป็นหนังสือต้องห้ามโดยรัฐไทย ประกอบไปด้วย 1. แลไปข้างหน้า (ถูกแบนในประเทศไทยในช่วงปี ค.ศ. 1958-1987), 2. ด้วยเลือดและชีวิต (ถูกแบนในประเทศไทยในช่วงปี ค.ศ. 1975-1987), 3.โฉมหน้าศักดินาไทย (ถูกแบนในประเทศไทยในช่วงปี ค.ศ. 1975-1987), 4. นิราศ หนองคาย (ทิม สุขยางค์) (ถูกแบนในประเทศไทยในช่วงปี ค.ศ. 1869-1955) และ 5. ทรัพย์ศาสตร์ (ถูกแบนในประเทศไทยในช่วงปี ค.ศ. 1911-1934)
“งานในครั้งนั้นทำให้เรามีโอกาสได้ปลดปล่อยอะไรบางอย่าง เพราะตอนนี้ที่เราอยู่เมืองไทย ทุกคนต่างมีความรู้สึกว่าพวกเขาถูกปิดกั้นอยู่ตลอดเวลา แต่พอเราอยู่ที่ต่างประเทศ เราได้ค้นคว้า มีอะไรให้ดูเราก็ดูทั้งหมด หนังสือภาษาอังกฤษที่ต้องห้ามในประเทศไทย เราก็ไปดูได้ ไปอ่านดูว่ามันคืออะไร มีขายในร้านหนังสือมือสอง เราก็เอากลับมาที่เมืองไทยด้วย”
“พอปี 2016 ที่ Reading room ได้ชวนให้เราไปแสดงงาน เราก็นำโปรเจคหนังสือต้องห้ามมาทำต่อ นำรายชื่อหนังสือต้องห้ามมาเปิดดูว่ามีเล่มไหนบ้างที่วางขายในไทย เราก็ซื้อมาทุกเล่ม นำมาทำก๊อบปี้ แล้วจึงใช้เครื่องทำลายกระดาษหั่นมันเป็นชิ้นเล็กๆ จัดวางเป็นกองภูเขา จากหนังสือที่ถูกทำลาย นอกจากนี้ก็มีการแขวนกระสุนปืนไว้ทั่วทั้งห้อง”

ที่มา : ส้ม ศุภปริญญา (ศิลปิน)

ที่มา : ส้ม ศุภปริญญา (ศิลปิน)
“ตอนแรกเราก็แค่อยากทำโชว์ แต่พอทำแล้ว เราพบว่าโชว์นี้ให้ประสบการณ์กับเราเยอะมาก เพราะเราไม่คิดว่า หนังสือนั้นจะมีอิทธิพลต่อสังคมได้มากขนาดนี้ เราแจ้งทางสถานที่ไปว่า อยากจะเปิดนิทรรศการในวันที่ 5 พฤษภาคม เนื่องจากตรงกับวันเสียชีวิตของนักเขียนผู้เขียนหนังสือเล่มหนึ่งที่เราเลือกมาใช้ในงาน และ เป็นหนังสือภาษาไทยเพียงแค่เล่มเดียวซึ่งมีที่มาจากประเทศไทย (หนังสือเล่มที่เหลือเป็นหนังสือที่ถูกแบนจากต่างประเทศ) เราเขียนพีอาร์ของนิทรรศการว่า ‘เป็นวันครบรอบ 50 ปี การจากไปของจิต ภูมิศักดิ์’ เราอยากที่จะคารวะให้เขา พร้อมกับจัดแสดงหนังสือเล่มนี้”
“ในตอนนั้น เราไม่ได้ยินข่าวคราวของกิจกรรมที่ไหนเลย ที่เป็นการพูดถึง 50 ปี การจากไปของจิต ภูมิศักดิ์ และเราก็ทำขึ้นมาอยู่คนเดียว จนได้มารู้ทีหลังว่าจริงๆแล้ว เขามีการจัดกิจกรรมบริเวณอนุสาวรีย์จิต ภูมิศักดิ์ ที่จังหวัดสกลนคร เพียงแต่เราไม่ได้ยินเรื่องราวเหล่านี้จากบนสื่อ หรือ อีเว้นท์ใดๆในกรุงเทพฯ”
“เมื่อวันเปิดนิทรรศการ ก็มีทั้งตำรวจ ทหาร มาพร้อมกับนำนามบัตรมาวางไว้ และพูดว่า ‘หากมีเจ้าหน้าที่ทหาร/ตำรวจมา ให้แจ้งนะว่า ผมมาแล้ว’ ซึ่งก็มีเจ้าหน้าที่มากันจริงๆหลังจากนั้น แต่เราก็ยังคงทำกิจกรรมต่อไป ไม่มีการยกเลิกนิทรรศการใดๆ มีคนมาเยอะมาก มาดูหนังสือ มาดูงาน ส่วนทางทหารเขาก็ยืนรออยู่ที่ด้านนอก เขียนรายงานให้นาย อาจเพราะด้วยพวกเขาได้อ่านข่าวประชาสัมพันธ์งานตรงนี้ และเกิดความคิดที่ว่า กิจกรรมนี้อาจจะมีอะไรล่อแหลมหรือเปล่า? ซึ่งในงานเปิดนิทรรศการเราก็เฉยๆ เพราะไม่ได้มีการพูดปราศรัยหรือเสวนาใดๆ แต่เขาก็มีการเขียนรายงานนาย จนในที่สุดเขาก็ได้เอาโทรศัพท์ของเขาให้เราคุยกับนายของเขา เพื่ออธิบาย”
“เพราะเขาไม่เข้าใจกิจกรรมตรงนี้ นายเขาก็ไม่เข้าใจ ให้เราอธิบายกับนายของเขาเอง เราก็เลยอธิบายเป็นปกติ ไม่มีความรู้สึกกลัวใดๆ เพราะเราไม่ได้ทำอะไรผิด จนทำให้เมื่อเขาเข้าใจแล้วและก็วางสายไปซะเฉยๆ นั่นก็ทำให้เราได้รู้ว่า เราสามารถทำอะไร แสดงออกอะไรได้บ้างในระดับหนึ่ง เพียงแต่ต้องอธิบายให้ได้ด้วย”
“เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้เราได้เห็นว่า หนังสือ นักเขียน งานเขียนนั้นมีอิทธิพลขนาดไหน จนทำให้เจ้าหน้าที่ต้องแห่กันมาขนาดนี้ เราจึงเห็นความสำคัญของมันมากขึ้นเรื่อยๆและก็เริ่มเห็นความสำคัญของภาษา”
“หนังสือแต่ละเล่มที่เรามีทั้งไทยและเทศ หลังๆมานี้ เราอาจจะอ่านบ้างไม่อ่านบ้าง แต่การอ่านหรือแค่มองเนื้อหาคร่าวๆ เราจะสามารถสัมผัสได้ว่ามันมีความเป็นจิตวิญญาณของแต่ละประเทศ เหมือนเป็นการแสดงออกในด้านที่เราไม่สามารถมองเห็นได้ ด้วยความที่มันถูกซ่อนไว้ (แบน) มันเป็นมุมมองอีกด้านหนึ่งที่น่าสนใจ ถ้าหากเราจะอยากรู้จักประเทศไหนมากขึ้น เราลองไปหาหนังสือซักเล่มมาอ่าน เราจะสามารถเข้าไปสัมผัสลึกซึ้งกับมันว่า มีสิ่งใดเกิดอยู่ในประเทศนั้นอยู่ และมันก็จะมีอะไรแปลกๆ อยู่บ้างเช่น หนังสือเด็กที่ถูกห้าม ส่วนใหญ่จะเป็นในประเทศจีน จะเห็นว่ามุมมอง (idealogy) แบบใดที่ถูกห้าม อย่าง alice in the land เมื่อเราอ่านดูเราจะพบว่า เพราะ “คน” กับ “สัตว์” ไม่ควรจะเท่ากัน เราจะเห็นอะไรหลายๆอย่าง ที่น่าสนใจมากๆ”
“ก่อนหน้าที่จะทำชุดนี้เคยไปไต้หวันมาก่อน เราก็อยากจะทำอะไรแบบนี้แหละ แต่ในไต้หวัน หนังสือของเขาส่วนใหญ่นั้น ยกเลิกการแบนไปทั้งหมดแล้ว เนื่องจากประเทศของเขาเป็นประชาธิปไตยแล้ว แต่กลับกลายเป็นว่าคนที่ผลิตหนังสือส่วนใหญ่ในไต้หวัน รวมถึงฮ่องกง เขาผลิตสื่อเพื่อตลาดจีน จีนห้ามอะไร มันเป็นอย่างนั้นไป นี่ก็ทำให้เราเห็นประเด็นนี้ในหลายมิติขึ้น”

Collapsing Clouds Form Stars (2021, 2025) ผลงานจัดวางประกอบไปด้วยวิดีโอขาวดำแสดงภาพภูมิทิศน์ของสถานที่ต่างๆในประเทศไทย 24 แห่งทั่วประเทศ โดยมีเสียงประกอบเป็นรหัสมอร์สคอยให้สัญญาข้อความซึ่งมีความหมายสอดคล้องไปกับข้อความที่ปรากฏอยู่บนริบบิ้นจำนวน 279 เส้นที่ติดตั้งอยู่ในห้องเดียวกัน
“ผลงานวิดีโอชิ้นนี้ เราพูดถึง การต่อสู้กับระบอบรัฐประหารที่มีมาแต่ครั้งก่อนๆ ซึ่งมันก็มีมาตลอด เพียงแต่มันถึงจุดพีคที่สุดคือ ช่วงยุคโควิด เพราะเป็นช่วงที่ทุกอย่างอ่อนไหวไปเสียหมดและก็เป็นช่วงที่เด็กๆออกมาเคลื่อนไหวกัน มันพิเศษตรงที่ว่า เด็กที่ไม่เคยออกมาเลือกตั้ง ไม่เคยต้องเข้าใจว่าการเมืองคืออะไร เขาออกมากันในช่วงนั้น พอออกมาก็มีผู้ใหญ่เชียร์ และก็เป็นการให้กำลังใจผู้ใหญ่ไปด้วย กระแสก็ยิ่งติดเข้าไปใหญ่ แต่ว่า ด้วยความที่พวกเขาประสบความเสร็จ(ในการปลุกกระแสความตื่นตัวทางการเมือง)เร็วมาก เขาก็จะมีการประณามคนยุคก่อนว่า ไม่มีความกล้าพอ ล้มเหลว ซึ่งนั่นเป็นจุดที่เราทำงานชิ้นนี้ เพราะเรารู้สึกว่า พวกเขายังรู้จักมันไม่มากพอว่า คนยุคก่อนนั้นเขาต้องเจออะไรมาบ้าง เราจึงรวบรวมเรื่องราวตั้งแต่ การรวมประเทศ ปฏิวัติสยาม ข้อความและเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในยุคนั้น มีอะไรสำคัญบ้าง เราก็จะลงพื้นที่ไปเก็บข้อมูล มีทั้งหมด 24 พื้นที่ ซึ่งเราคิดว่ามันเป็นพื้นที่ที่คนควรจะจดจำ เป็นพื้นที่ทางประวัติศาสตร์ เป็นพื้นที่ที่เกิดเหตุการณ์หลายๆอย่างขึ้น ไล่มาจนถึงปัจจุบัน”
“วิดีโอนี้ก็จะเป็นการไล่เรียงมาตามไทม์ไลน์เรื่อยๆ เช่น ที่ภาคเหนือ เมื่อครั้งรวมประเทศ คนพื้นเมืองจะถูกขูดรีดภาษีเยอะจากคนจีนซึ่งรับหน้าที่มาจากรัฐอีกทอดหนึ่ง และก็ทำให้เกิดการประท้วง ซึ่งเป็นการประท้วงโดยกลุ่มคนรากหญ้าจริงๆ เพราะฝั่งเจ้าเมืองเหนือเขาก็จะมีกลุ่มเครือข่ายความสัมพันธ์กับเจ้าด้วยกันเองอยู่แล้ว พวกเขาจึงไม่ได้รับผลกระทบมาก แต่คนที่ได้รับผลกระทบจริงๆก็คือ ชาวบ้าน พวกเขาไม่สามารถขอความช่วยเหลือใดๆได้แม้แต่เจ้าของตน มันจึงเกิดเหตุการณ์การเคลื่อนไหวแบบนี้”
“สิ่งที่ท้าทายที่สุดของการทำงานนี้ก็คือ การค้นหาจุดเกิดเหตุของทุกสถานที่ที่เราไปว่าแท้จริงแล้วมันเกิด ณ ที่ตรงไหน เพราะเราไม่สามารถหาได้ตามหนังสือหรือสื่อทั่วไป และการที่เราจะไปอยู่ตรงที่ตรงนั้น เราก็อยากจะรู้ว่า ‘พลังงาน’ ของที่ตรงนั้นมีมากขนาดไหน ตอนแรกก็คิดว่าเป็นแค่พลังงานของจิตวิญญาณอะไรต่างๆ เราเลือกเทคนิคการถ่ายภาพนิ่งที่เรียกว่า ‘long exposure’ เพื่อที่จะบันทึกอะไรก็ตามที่เราอาจจะไม่เห็น มันเป็นเทคนิคที่ทำให้เราต้องใช้เวลาอยู่ ณ สถานที่ตรงนั้นให้นานที่สุด เพื่อที่จะได้มาซึ่งภาพหนึ่งภาพ และกว่าที่เราจะได้ภาพจนกลายเป็นวิดีโอความยาวกว่าหนึ่งนาที มันก็ต้องใช้ภาพเป็นหลักพันรูป”
“เราจะทำงานวิดีโอหนึ่งนาทีนี้อย่างไร แล้วยืนอยู่ตรงนั้นเฉยๆ มองไปที่ตำแหน่งนั้น ซึมซับบรรยากาศ คนแถวนั้นจะมองเราว่าอย่างไร และมันจะมีผลกับเรามากไหม เราจะต้านทานสายตาของคนอื่นที่มองเข้ามาได้มากขนาดไหน คำถามจากคนอื่นก็คือ ถ้านั่นเป็นที่ที่แรงมากๆ ทำไมคุณต้องไปอยู่ตรงนั้น? มันยากที่เราต้องไปหาข้อมูลว่า สถานที่เกิดเหตุตรงนั้น คือ ตรงไหน ต้องเข้าไปสืบหา จากคนใกล้ชิด และไม่ใช่ว่าทุกคนจะรู้”
“งานแบบนี้ เราจะเลือกไปสถานที่ที่ไปยากที่สุด หากเราไม่ได้ไปที่ที่ไปยากที่สุดเราจะไม่ยอมทำ เช่นเดียวกันงานใน BAB2024 เราก็เลือกจะไปที่ที่ยากที่สุดเป็นที่แรก ไล่ลงมาเรื่อยๆ และผลงานชิ้นนี้ สถานที่ที่ไปยากที่สุดคือที่ ตากใบ”
“เรามาแล้วครั้งหนึ่ง มีคนพาไป นัดแนะกันเรียบร้อย แต่เมื่อถึงเวลา กลับไม่มีใครไปส่งเลย ทุกคนมีข้ออ้างต่างๆ สุดท้ายเราก็หาทางไปจนได้ และเมื่อไปถึง เขาก็ปล่อยให้เราอยู่ที่ตรงนั้นคนเดียว เรารับรู้ได้เลยว่าที่ตรงนั้นมันแรงมาก เราก็ยืนอยู่ตรงนั้น ซึ่งปัจจุบันนี้กลายเป็นสวนสาธารณะที่ไม่มีคนเข้ามาเดิน และตั้งอยู่ตรงข้ามกับสถานีตำรวจ ด้วยความที่ผลงานชิ้นนี้เป็นการถ่ายภาพนิ่ง เราก็อาจจะมีการเคลื่อนไหวเข้ามาบ้างในบางภาพ ปรากฏว่าตำรวจก็มาเห็น และพวกเขาก็ทำหน้าตึงเข้ามาหาเป็นกลุ่มเลย ซักถามนู่นนี่ขอตรวจบัตรประชาชน เราก็กลัวเหมือนกัน ซึ่งคำถามแรกน่าสนใจมากคือ ‘มาจากกรุงเทพฯ หรือเปล่า?’ ‘มาจากเชียงใหม่ค่ะ’ คำตอบเราทำให้สีหน้าของพวกเขาเปลี่ยน (หัวเราะ) ก็พูดคุยอะไรกันไปเรื่อยเปื่อย สุดท้ายพวกเขาก็ปล่อยให้เราทำงานจนเสร็จ เราก็ได้ภาพของพวกเรามาด้วยเพราะเราตั้งกล้องทิ้งไว้อยู่แล้วและพวกเขาก็เข้ามาอยู่ในเฟรมเอง”

“ในส่วนของริบบิ้น เราต้องการจะพูดถึงสิ่งแวดล้อมโดยรวม เป็นการรวบรวม ‘text’ จากการเคลื่อนไหวเหล่านี้ ตั้งแต่การรวมประเทศเช่นเดียวกัน ในยุคนั้นเขาก็มีหนังสือที่ถูกแบนมาแล้ว บางเล่มมีการพูดถึงประวัติความเป็นมาของอีสาน บางเล่มมีรูปภาพและประวัติของเหล่าผีบุญ ซึ่งมันก็เคยถูกแบนมาก่อนและเราก็ไปซื้อมา เรารวบรวมมาค่อนข้างเยอะเพื่อที่จะอ่านแล้วคัดเลือก text ที่คนอาจจะจำ บาง text ก็โดนใจของเรา เพราะเรารู้สึกว่าในยุคนั้นมี text แบบนี้ด้วย”
“บาง text ก็เอามาจากช่วงเวลาที่เด็กออกมาประท้วง เพราะโลกออนไลน์มันใหญ่มาก ทุกคนเกาะติดทุกช่องทาง และมักจะมีคำโปรยที่เรียกให้คนมาสนใจ บางทีก็มีป้ายผ้าที่คนนำมาติดตามถนน ซึ่งบางป้ายมันก็ ‘โดน’หน่ะ เราหาจากทุกช่องทางเท่าที่จะหาได้ทั้งจากอดีตไล่มาจนถึงปัจจุบัน เพื่อให้ได้เห็นภาพใหญ่ว่า ปรากฏการณ์นี้มันเกิดขึ้นมาและส่งต่อกันมาเรื่อยๆ มันไม่ใช่ว่าอยู่ๆเราจะมีอิสระภาพมาได้อย่างทุกวันนี้ มันถูกต่อสู้มาอย่างโดดเดี่ยวเลยด้วยซ้ำ เรื่อยมาจนถึงวันนี้ ที่พวกเรากล้าแสดงออกแบบนี้ เพราะมีคนเคยทำแบบนี้มาก่อนแล้วไง Text เหล่านี้มันได้บอกเป็นนัยแล้ว และเราก็จะได้เห็นวิธีการใช้ภาษาตรงนี้ด้วย”
“เราแปล text ทั้งหลายนี้เป็นสองภาษา เพราะตอนแรกเราก็เคยเอางานชุดนี้ไปแสดงที่ต่างประเทศ ไม่เคยแสดงในประเทศไทย และก็ว่าจะสามารถแสดงในประเทศไทยได้หรือเปล่า ข้อความนี้ก็จะไปเชื่อมกับรหัสมอส ให้เป็นส่วนหนึ่งของเนื้องานวิดีโอ”
“รหัสมอสเองก็เคยถูกทำขึ้นมาเป็นงานอีกชุดหนึ่ง ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกันกับผลงานชุดนี้ เราได้นำรหัสมอสนี้ไปแปลงค่าให้เป็นเสียงนก เป็นโปรเจคเกี่ยวกับกิจกรรมครบรอบ 100 ปีของโจเซฟ บอยส์ (Joseph Beuys) ซึ่งผู้จัดได้ชวนให้ศิลปินได้เข้ามาทำงานเสียงร่วมกันเป็นเสียงวิทยุต่างๆ เราได้เอา text ที่ได้รวบรวมในช่วงนั้นมากลับจังหวะของการพูดทั้งหมดให้กลายเป็นเสียงนก ซึ่งเราเคยรวบรวมไว้จากหลายแหล่งในประเทศไทย พอมาถึงงานชุดนี้เราก็ปรับเพื่อให้เข้ากับผลงานที่แสดงอยู่”


Road at Night [Nationl Highway 105#1 – 2024] (2025) ผลงานกล่องไฟแสดงภาพยามวิกาลของถนนสายหนึ่งในจังหวัดแม่ฮ่องสอน เผยให้เห็นป้ายสัญญาณเตือนภัยจากภัยพิบัติดินถล่ม เมื่อถึงช่วงเวลาที่เกิดน้ำป่าไหลหลาก
“Road at Night [Nationl Highway 105#1 – 2024] (2025) เป็นส่วนหนึ่งของการทำงาน BAB2024 ที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน หมู่บ้านแม่เงา เป็นชุมชนที่เคยมีโครงการผันน้ำของรัฐ โครงการดังกล่าวเป็นการผันน้ำจากแม่น้ำโซนนี้ไปยังแม่น้ำปิง ซึ่งถ้าเกิดการผันน้ำจริง ชุมชนนี้ก็จะถูกน้ำท่วมไปทั้งหมดและเขาจะต้องหนีออกไป เส้นทางนี้เราถ่ายเป็นภาพนิ่งตอนกลางคืน ถนนเส้นนี้ก็คือถนนที่คนในหมู่บ้านจะต้องหนีออกมา ถ้าหากเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมขึ้นมาจริงๆ เป็นทิวทิศน์ที่พวกเขาจะต้องเจอ เราเลือกภาพนี้เพราะมันทำให้เห็นความลำบากของเส้นทางในการเดินทางย้ายถิ่นฐาน”
สุดท้ายกับผลงานชิ้นล่าสุด The Unsung Lyric of Ping (2025) ผลงานวิดีโอแสดงภาพและเสียงความยาว 16 นาที ฉายภาพของ แม่น้ำปิงในพื้นที่ต่างๆ ทั่วภาคเหนือเพื่อบันทึกความเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำในธรรมชาติ รวมถึงความแตกต่างของระดับน้ำที่เปลี่ยนแปลงไปก่อน-หลังการสร้างเขื่อนภูมิพล
“The Unsung Lyric of Ping (2025) ทำคู่ขนานมากับผลงานใน BAB2024 โดยได้ทุนจาก British Council มาทำงานร่วมกับ Helen Ganya ศิลปินจากอังกฤษ เราโฟกัสไปที่การบันทึกภาพของแม่น้ำปิง ซึ่งเราเก็บภาพมาตั้งแต่ต้นปี ตอนหน้าแล้ง หน้าฝน หรือแม้แต่ตอนที่น้ำกำลังจะท่วม เราก็อยู่รอที่จะได้บันทึกภาพไว้ เพราะมันจะทำให้เราได้เห็นบรรยากาศของแม่น้ำปิงตอนน้ำท่วมในตอนที่มีเขื่อนกับภาพของน้ำท่วมตอน 50-60 ปีหลังจากการสร้างเขื่อนภูมิพล การเปลี่ยนแปลงของแม่น้ำนี้มันเปลี่ยนไปขนาดไหนเมื่อเทียบกับปัจจุบัน เราอยากให้ผู้ชมเห็นความเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่โตของสิ่งแวดล้อมในปรากฏการณืครั้งนี้”
“เพราะงานชิ้นนี้เองก็เชื่อมโยงไปถึงผลงานชิ้นก่อนที่เราทำขึ้นเมื่อปีที่เกิดน้ำท่วมใหญ่กรุงเทพฯ แล้วน้ำท่วมนี้ก็เป็นผลพวงจากการที่เขาปล่อยน้ำจากเขื่อนภูมิพล ซึ่งเราก็ได้มีโอกาสไปถ่ายที่ตรงเขื่อนนั้นพอดี มีทั้งการตั้งคำถามจากคนที่นั่นขึ้นมาว่า ‘ถ้าหากเขื่อนแตกขึ้นมา จะเป็นอย่างไร?’ ซึ่งผลงานชิ้นนี้ก็ทำให้เราได้เห็นสภาวะของแม่น้ำที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมหาศาล จากวันนั้นถึงวันนี้”


นิทรรศการ Collapsing Clouds Form Stars: A Mini-Retrospective โดย ส้ม ศุภปริญญา จัดแสดงระหว่างวันที่ 30 มกราคม – 26 เมษายน 2025 ที่ Gallery VER
