นิทรรศการ Araya Rasdjarmrearnsook: Textually (อารยา ราษฎร์จำเริญสุข: บางสิ่งส่วนในวันข้างหน้า)
ศิลปิน: อารยา ราษฎร์จําเริญสุข
ภัณฑารักษ์: ณัฐดนัย ทรงศรีวิลัย
จัดแสดงที่ 100 Tonson Foundation, Bangkok
ระหว่างวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2026 – 31 พฤษภาคม 2026

อารยา ราษฎร์จำเริญสุข: บางสิ่งส่วนในวันข้างหน้า ภาคต่อของนิทรรศการอารยา ราษฎร์จำเริญสุข: กรรมเก่าเดิม (2025) ที่มูลนิธิ 100 ต้นสน ได้ร่วมกับพิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยใหม่เอี่ยมนำเสนอเว็ปไซต์คลังข้อมูลที่รวบรวมผลงานวิดีโอจอเดี่ยวของอารยา ราษฎร์จำเริญสุขจากช่วงเวลาร่วมครึ่งศตวรรษ

สำหรับนิทรรศการล่าสุดนี้ คือการนำเสนอเรื่องราวของอารยา ราษฎร์จำเริญสุขที่ไม่ใช่ในฐานะของศิลปินผู้ทำงานศิลปะ แต่เป็นการนำเสนอในบทบาทของนักเขียน ผู้สร้างสรรค์ผลงานด้วยการใช้ตัวอักษรและการประพันธ์แต่งแต้มโลกอีกใบ ผ่านมุมมองของณัฐดนัย ทรงศรีวิลัย ภัณฑารักษ์ประจำนิทรรศการ

“จุดเริ่มต้นของนิทรรศการนี้ มีด้วยกัน 2 ส่วนด้วยกัน เริ่มจากอาจารย์สายัณห์ แดงกลม (อาจารย์ นักวิจารณ์ นักวิชาการ และ ‘เพื่อนนักประวัติศาสตร์ศิลปะ’ ของอารยา ราษฎร์จําเริญสุข) ซึ่งเป็นอาจารย์ของผม ท่านรู้มาว่าอาจารย์อารยาเองมีนิยายอยู่ 2 เรื่องที่ยังเขียนไม่เสร็จ และก็มีความรู้สึกว่า อยากจะเอานิยายเหล่านั้นมาทำอะไรซักอย่าง เพราะอาจารย์อารยาเขาก็ได้หยุดเขียนไปแล้ว อาจารย์สายัณห์จึงชวนให้อาจารย์อารยามาทำนิทรรศการ แล้วก็ได้รับหน้าที่ให้เข้ามาเป็นภัณฑารักษ์ในครั้งนี้

“ประกอบกับช่วงเวลานี้ มิวเซี่ยมหลายๆที่กำลังมีการจัด Retrospective ของอาจารย์อารยากัน ผมจึงเข้าไปขอนิยายของอาจารย์อารยา ชื่อ‘ความไม่ปรากฏ’และต้องการจะทำนิทรรศการ Retrospective งานเขียนของเธอ เรารู้สึกว่า นี่มันสอดคล้องกับสิ่งที่100ต้นสนเคยนำเสนออาจารย์อารยาในอดีต

“อีกส่วนหนึ่งคือ ทางด้านมูลนิธิ100ต้นสนเอง เคยทำนิทรรศการศิลปินกำลังพยายามกลับไปเป็นนักเขียน (2017) ซึ่งนำเสนออาจารย์อารยาในฐานะ ‘นักเขียน’ เพราะตัวของอาจารย์อารยาเองก็เป็นนักเขียนมาโดยตลอด แต่การที่จะมีองค์กรใดองค์กรหนึ่งให้การรองรับสถานะนักเขียนของเธอนั้นก็ยังไม่ค่อยจะมีนัก โดยผลผลิตจากนิทรรศการนั้นก็คือหนังสือ ‘ผุดเกิดมาลาร่ำ’ ที่เราได้ส่งไปเข้าชิงรางวัลซีไรต์ (S.E.A. Write / รางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน)

“ประกอบกับช่วงเวลานี้ มิวเซี่ยมหลายๆที่กำลังมีการจัด Retrospective ของอาจารย์อารยากัน ผมจึงเข้าไปขอนิยายของอาจารย์อารยา ชื่อ‘ความไม่ปรากฏ’และต้องการจะทำนิทรรศการ Retrospective งานเขียนของเธอ เรารู้สึกว่า นี่มันสอดคล้องกับสิ่งที่มูลนิธิ100ต้นสนเคยนำเสนออาจารย์อารยาในอดีต

“เป็นที่มาของกำแพงต่างๆในห้องนี้ เริ่มจากกำแพงแรกที่รวมงานเขียนหลายๆเล่มและแบบร่างแรงบันดาลใจต่างๆที่กลายมาเป็นงานเขียนของอาจารย์อารยา เรียงจากขวาไปซ้าย เริ่มจากงานเขียนที่มีความเป็นวิชาการมากที่สุดไปถึงงานเขียนที่มีความเป็นวรรณกรรมมากที่สุด

“ด้านขวาสุด ‘รู้หลับกับศิลป์: ประเด็นทัศนศิลป์และลายลักษณ์ว่าด้วยศิลปะ’ เป็นงานเขียนที่อาจารย์อารยาเขียนขึ้นเพื่อขอตำแหน่งทางวิชาการ แม้จะไม่ผ่านการประเมิน แต่อาจารย์ก็เลือกที่จะเขียนหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาจนเสร็จ ซึ่งสุดท้ายคนก็หยิบเอาไปใช้อ้างอิงในเชิงวิชาการและการวิจัยอยู่ดี

“เล่มที่2 ‘การทรยศของดวงจันทร์’ เป็นงานเขียนที่อาจารย์อารยาสะท้อนผลงานศิลปะของตัวเอง รวมถึงงานวรรณกรรม ข้อเขียน บทบรรยาย บทวิเคราะห์ มีความคล้ายคลึงกับ ‘บทที่2 ทบทวนวรรณกรรม’ที่อยู่ในงานวิชาการแต่ลดทอนความจริงจังลง

“เล่มที่3 ‘ผุดเกิดมาลาร่ำ’ นิยายกิ่งอัตชีวประวัติของตัวอาจารย์อารยาเอง และถูกแปลไว้เป็นภาษาไทยและภาษาอังกฤษ

“เล่มที่4 ‘(ผม)เป็นศิลปิน’ นิยายที่ให้การเล่าเรื่องโดยมีตัวละคร 2 เพศ โดยมีเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับการวิจารณ์โครงสร้างงานศิลปะในตัว

“เล่มที่5 ‘คืนสิ้นกลิ่นกามรส’ เป็นนิยายเต็มรูปแบบที่ไม่มีเคล้าโครงจากเรื่องจริงใดๆ

“และยังมีหนังสือ ‘ผู้หญิงตะวันออก’ ที่แทรกตัวอยู่กับหนังสือเล่มอื่นๆ ผมคิดว่าหนังสือเล่มนี้คือฐานคิดของหนังสือหลายเล่มๆ แม้จะไม่ใช่หนังสือนิยายแบบเต็มตัว แต่ก็ยังมีการอ้างอิงไปถึงบันทึก งานเขียนเก่าๆของผู้เขียน แล้วจึงถูกหยิบเอามาทำเป็นเรื่องสั้นต่างหาก และมีหลายส่วนที่ไปคาบเกี่ยวกับหนังสือเล่มอื่นที่อาจารย์อารยาเขียน

“นอกจากนี้ จะสังเกตได้ว่า มีการสอดแทรกกระดาษสีต่างๆไว้ทั่วกำแพง ซึ่งเป็นแบบร่างงานเขียน แรงบันดาลใจอื่นๆที่เราเอามาปะติดไว้ร่วมกันเพื่อให้เห็นว่า ในกระบวนการเขียนงานทั้งหมดมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง ตั้งแต่ การช็อตโน้ต การจดบันทึก การเขียนจดหมายต่างๆ เช่น จดหมายขอการุณยฆาต จดหมายเขียนตอบเพื่อนศิลปิน และกลายมาเป็นข้อมูลสำหรับการเขียนหนังสือของอาจารย์อารยา”

“อีกส่วนหนึ่งคือ ความช้ำที่เกิดขึ้นบนกระดาษอันมาจากการทำงานของนักเขียน เราสนใจในคุณสมบัติของกระดาษ เพราะเมื่อเขาโดนความชื้น อากาศ หรือการสัมผัสมากๆเข้า ก็จะเกิดร่องรอยความช้ำจากการใช้งานไปอย่างรวดเร็ว ประกอบกับเรายังอยากให้สิ่งที่จัดแสดงอยู่ในนิทรรศการมีความเป็นหนังสือที่สามารถจับต้องได้

“ส่วนงานศิลปะของอาจารย์อารยาเอง เรามองว่า มันมีวิธีการเล่าเรื่องของความรู้สึกผ่านภาพ จนบางทีเรารู้สึกได้ถึงความเป็นส่วนตัวของผู้เขียน มันไม่ได้มีการอธิบายลึกลงไปในรายละเอียดของชิ้นงาน แต่คำอธิบายมันอยู่บนงานเขียน การอ่านงานของเธอ ก็เหมือนการเข้าไปสัมผัสตัวตนจริงๆของอาจารย์อารยา

“ทั้งหมดนี้ เราต้องการจะทำให้ผู้ชมเห็นว่า การที่ใครคนหนึ่งจะถูกยอมรับในฐานะนักเขียนเองก็ดูเหมือนจะยากเย็นเสียเหลือเกิน ต่อให้จะมีปริมาณของผลงานที่มีมากล้นจนเหมือนจะถล่มลงมาก็ตาม ซึ่งสำหรับกรณีของอารยาเองก็เป็นแบบนั้น แม้ในปัจจุบัน ผู้คนจะยอมรับเธอในฐานะนักเขียนมากยิ่งขึ้นแล้ว แต่ในอดีต ภาพของอาจารย์อารยากลับถูกจดจำในฐานะของศิลปินเสียมากกว่า”

“เราได้เสนอไอเดียนี้ให้กับอาจารย์อารยา ถึงการสร้างกำแพง(กระดาษ)ที่มีปริมาณหนังสือมากมายจนเหมือนจะถล่มลงมาทับผู้ชม รวมกับประเด็นของเศษเสี้ยวของความทรงจำ ที่อาจารย์อารยาหยิบเอาความทรงจำเล็กๆน้อยๆมาปะติดปะต่อกันจนออกมาเป็นงานเขียนหลายๆชิ้น กำแพงหนังสือนี้จึงมีภาพของเศษเสี้ยวหนังสือที่แตกตัวออกมาเป็นแผ่นๆ ที่เราสามารถเริ่มอ่านจากตรงไหนก็ได้ ไม่มีการเล่าเรื่องแบบเส้นตรงแต่อย่างใด ความเป็นเศษเสี้ยวที่เหมือนจะถล่มทับลงมาจนแยกไม่ออกว่านี่คือ เรื่องจริง หรือ เรื่องแต่ง นั่นก็เป็นแนวคิดคร่าวๆของกำแพงนี้

“คำถามของเราคือ แล้วเราจะต้องเขียนหนังสือให้เยอะอีกขนาดไหน ฉันถึงจะเป็นนักเขียนอย่างเต็มตัว?”

Photos courtesy of 100 Tonson Foundation

“กำแพงที่สอง คือ ผ้า5ผืนและข้อความจากหนังสือนิยายที่ยังเขียนไม่เสร็จของอาจารย์อารยา ชื่อ ‘ความไม่ปรากฏ’ และยังมีเนื้อหาของหนังสืออีกเล่มคือ ‘มวล’ ไว้ที่ช่วงท้าย อาจารย์อารยาต้องการนำเสนอความเป็นผู้หญิงของตัวเองด้วยการใช้ผ้าเพื่อให้เกิดความพลิ้วไหว แผ่ล้อม มีความโอบอ้อมอะไรบางอย่างอยู่ตลอดเวลา ขณะเดียวกันก็ยังมีการขยับไหวแบบควบคุมทิศทางไม่ได้

“เป็นที่มาของผ้าชีฟอง (Chiffon) 5 ผืน โดยมีภาพพื้นหลังเป็นรูปถ่ายงานศิลปะของอาจารย์อารยา อ้างอิงไปกับเนื้อหาแต่ละท่อน เช่น ผืนแรก “ผู้หญิงนักเขียน” เป็นภาพของอาจารย์อารยาเดินจูงหมาที่ริมชายหาด, ผืนที่สอง “วิญญาณหมาคุยกัน” เป็นภาพหมาของอาจารย์อารยา, ผืนที่สาม “ดวงวิญญาณหมาลอยล่อง”, ผืนที่สี่ “เจ้าหนูนิน” หมาของอาจารย์อารยา, และผืนที่ห้า “โครงงานเขียนทั้งหมด” เป็นรูปด้านหลังของอาจารย์อารยาแบบเลือนราง ผ้าทั้งห้าผืนสามารถสัมผัสได้ เราเย็บขอบผ้าให้มีความเผยอคล้ายขอบกระดาษที่ถูกใช้งานบ่อยๆ

“ด้านหลังคือ ผลงานดิจิทัลพริ้นของอาจารย์อารยา ซึ่งเคยจัดแสดงในนิทรรศการ A Novel in Necessity’s Rhythm, solo exhibition (2020) ที่ Tyler Rollins Fine Art (นิวยอร์ก, สหรัฐอเมริกา) แสดงข้อความจากผุดเกิดมาลาร่ำที่ถูกแปลเป็นภาษาอังกฤษ เหตุที่เราเอามาจัดแสดงไว้ด้านหลัง อ้างอิงจากตอนท้ายของผุดเกิดมาลาร่ำซึ่งกล่าวถึงชะตากรรมของผู้หญิงที่ต้องการจะฆ่าตัวตายแต่ทำไม่สำเร็จ เธอจึงต้องใช้ชีวิตอย่างที่เธอจะต้องเป็น

“เรื่องนี้มันเริ่มต้นที่ผู้หญิงนักเขียนพยายามรมควันตัวเองในบ้าน เป็นฉากที่ดำเนินต่อจากเหตุการณ์ในผุดเกิดมาลาร่ำว่า แม้เธอจะรอดชีวิตจากเหตุการณ์ที่ผ่านมา แต่สุดท้ายเธอก็สามารถทำการฆ่าตัวตายได้สำเร็จ”

Photos courtesy of 100 Tonson Foundation

“ถัดมาที่ผลงานวิดีโอที่กลางห้องนิทรรศการ งานวิดีโอชิ้นนี้คือ วิดีโอที่ไม่มีภาพ อาจารย์อารยามีผลงาน performance อยู่หลายชิ้นที่นำฉากและบทพรรณนาในนั้นมาถอดความและเรียบเรียงใหม่เป็นงานเขียนของเธอ รวมถึงหนังสือที่จัดแสดงอยู่ในห้องนี้

“งานเขียนเหล่านี้ แม้ไม่ได้ตรงกับคำบรรยายของวิดีโอทั้งหมด จากเนื้อหาที่เล่าด้วยภาษาพูดก็เปลี่ยนไปกลายเป็นภาษาเขียน เราจึงนำงานเขียนชุดนี้กลับไปนำเสนอใหม่ในรูปแบบของวิดีโอ โดยไม่ใช้ภาพเป็นตัวเล่าเรื่อง แต่ใช้ตัวอักษรเป็นตัวเล่าแทน”

“วิธีคิดของกำแพงทั้งสามด้านนี้ มาจากชื่อนิทรรศการ ศิลปินกำลังพยายามกลับไปเป็นนักเขียน (2017) ของ100ต้นสน แบ่งออกเป็น ‘ศิลปิน’ ‘กำลังพยายาม’ ‘กลับมาเป็นนักเขียน’

Photos courtesy of 100 Tonson Foundation

“บนกำแพงเราจะเห็นงานจัดวาง (installation) เป็นเสื้อของคุณป้าของอาจารย์อารยา ซึ่งเธอเคยใช้สวมใส่ประกอบการแสดงจริงๆ และยังเป็นส่วนหนึ่งในศิลปะการจัดวาง ห้องของผู้หญิงวัย40 เสื้อตัวนี้ทำหน้าที่ในฐานะงานศิลปะและภาพแทนของอาจารย์อารยาในเวลาเดียวกัน

“ดังนั้นเมื่อตัววิดีโอไม่เหลือภาพที่ใช้ในการเล่าเรื่อง เราจึงใช้เสื้อตัวนี้ทำหน้าที่ในการเล่าเรื่องแทน

“อีกส่วนหนึ่ง คือ เสียงที่ใช้บรรยายเนื้อหาของวิดีโอ ซึ่งกำลังเล่านิยายเรื่องใหม่ของอาจารย์อารยาอยู่ โดยเสียงนี้เป็นเสียงจาก AI (ปัญญาประดิษฐ์) ที่สร้างขึ้นเพื่อสื่อถึงอีกตัวตนหนึ่งของอาจารย์อารยาที่ชื่อ “ไล ลียา” (โปรเฟสเซอร์ ดอกเตอร์ ไล ลียา หนึ่งในตัวละครจากผุดเกิดมาลาร่ำ) อ้างอิงจากเนื้อหาที่อยู่ในผุดเกิดมาลาร่ำซึ่งกล่าวถึงอัตชีวประวัติของผู้หญิงคนนี้. นอกจากนี้ ยังมีการปรากฏตัวของไล ลียาในงานชิ้นอื่นๆของอาจารย์อารยาอีก ทว่าตัวของไล ลียาเองมีชีวิตอยู่แค่ในงานเขียนและงานศิลปะ แต่ไม่เคยปรากฏเสียงพูดของตนเอง

“เราจึงมาคิดต่อว่า คนที่จะมาเป็นผู้เล่าเนื้อหาของงานเขียนชุดนี้ให้ผู้ชมฟังเอง ก็ไม่น่าจะเป็นอาจารย์อารยา แต่ควรที่จะเป็นไล ลียา เพราะเธอคือบางสิ่งที่เหมือนกับอาจารย์อารยาแต่ไม่ใช่อาจารย์อารยา ทุกอย่างจึงลงล็อคที่การจำลอง (Simulate) เสียงของไล ลียาขึ้นมาใหม่ด้วยการใช้ AI

Photos courtesy of 100 Tonson Foundation

“ที่กลางห้องเป็นการรวบรวมงานเขียนต่างๆของอาจารย์อารยาไว้ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือ งานเขียนวิชาการ นิยาย ทั้งที่ตีพิมพ์ และไม่ถูกตีพิมพ์ เช่น ผุดเกิดมาลาร่ำ ทุกเวอร์ชั่น ได้แก่ เวอร์ชั่นมูลนิธ100ต้นสน, เวอร์ชั่นของสำนักพิมพ์มติชน, เวอร์ชั่นภาษาอังกฤษที่ไม่ถูกตีพิมพ์, และ เวอร์ชั่น digital proof

“เราพยายามรวบรวมหนังสือทุกเล่มของอาจารย์อารยาเท่าที่จะหาได้ ขาดแต่เพียงสูจิบัตรบางเล่มเท่านั้น”

“นอกจากนี้ เรายังจัดแสดงกระดาษที่เผยให้เห็นวิธีการทำงานของอาจารย์อารยา อธิบายถึงขั้นตอนการเขียนงาน ทั้งการเริ่มต้น หาประเด็น รวมถึงการพัฒนากระบวนการทำงานวิดีโอ มีคำปาฐกถา บทความครั้งที่อาจารย์อารยายังเป็นนักศึกษา เคล้าโครงของนิยายเล่มต่างๆ

Photos courtesy of 100 Tonson Foundation

“การออกแบบนิทรรศการในครั้งนี้ เราได้รับแรงบันดาลใจหลายส่วนมาจากการอ่านนิยายของอาจารย์อารยา เช่น ประโยค ‘ในห้องทีวีเปิดตลอดกาล บางครั้ง ภาพและเสียงไม่ตรงกัน’ นี่ก็กลายมาเป็นสาเหตุของงานวิดีโอที่มีภาพกับเสียงที่ไม่ตรงกัน

“ส่วนของแท่นกลางนิทรรศการ เราก็หยิบมาจากบทพรรณนาหนึ่งในนิยายที่ว่า ‘อยู่มาวันหนึ่ง กำแพงก็เกิดขึ้นมา แบ่งแยกซ้ายขวา ตะวันออก ตะวันตกออกจากกัน วันหนึ่งกำแพงก็พังทลาย หายไปครึ่งหนึ่ง ทั้งบนล่าง และซ้ายขวา’ เราจึงเลือกที่จะนำเสนอโต๊ะวางหนังสือในรูปแบบของแท่นขนาดใหญ่จนเหมือนกับเป็นกำแพงที่กินพื้นที่จนเกือบจะขวางกั้นห้องออกจากกันเป็นสองส่วน”

Photos courtesy of 100 Tonson Foundation

“สุดท้าย คือ A Contributory Project เป็นส่วนที่ท้าทายมาก เราได้ติดต่อไปยังคนที่มีความรู้จักหรือคนใกล้ชิดกับอาจารย์อารยากว่า 42 รายชื่อ เพื่อขอถ้อยความที่พวกเขารู้สึกประทับใจจากคำพูด ข้อความ หรืองานเขียนของอาจารย์อารยา แล้วเอามาเรียบเรียงใหม่ ในรูปของ Text art ขนาด 16 ตารางเมตร

“บนกำแพงนี้ สามารถอ้างอิงได้ค่อนข้างหลายเรื่อง เช่น นิยายเรื่องใหม่เริ่มต้นเขียนที่ปีไหน/เขียนให้ใคร, อาจารย์อารยาพูดถึงตนเองเอาไว้ว่าอย่างไร, หรือ บทวิจารณ์ของอาจารย์อารยาที่เคยให้สัมภาษณ์ไว้แต่ไม่เคยถูกเผยแพร่ตีพิมพ์”

Photos courtesy of 100 Tonson Foundation

“เราคิดว่า การที่เราได้ทำงานกับศิลปินที่มีชื่อเสียง เราก็อยากจะนำเสนอเขาด้วยวิธีการใหม่ๆที่แตกต่างไปจากการนำผลงานของเขามาจัดแสดงไว้เฉยๆ นิทรรศการนี้ คือ นิทรรศการของงานเขียน ซึ่งเรามองว่า วิธีการที่เราดูงานศิลปะกับวิธีการที่เราอ่านหนังสือคือวิธีการเดียวกัน นั่นคือ การใช้สายตาดูด้วยวิธีการต่างๆ

“ไม่ว่าจะดูแล้วประกอบสิ่งต่างๆเข้าด้วยกันจนเป็นเรื่อง หรือ ดูแล้วแยกประโยคเพื่อให้เกิดการตีความ เป็นวิธีการเดียวกันแค่ เราถูกฝึกให้ทำงานกับสิ่งนี้คนละแบบ

Photos courtesy of 100 Tonson Foundation

“นิทรรศการนี้จึงเหมือนกับการดูด้วยวิธีการหลายๆแบบทั้ง เปิดเพื่อดู นั่งรอเพื่อ เพ่งถอยเพื่อดู เข้าไปเพื่อดู เราอยากให้มีวิธีการดูงานที่หลากหลายเกิดขึ้นในพื้นที่นี้”

“การทำงานในฐานะภัณฑารักษ์ครั้งนี้ ก็เหมือนกับเป็นการเจอกันระหว่าง ศิลปินที่ทำงานคาบเกี่ยวระหว่างยุคสมัยใหม่กับยุคร่วมสมัย กับ ตัวเราที่เป็นคนรุ่นใหม่”

“อาจารย์อารยาได้จุดประกายให้กับเราค่อนข้างเยอะสำหรับนิทรรศการนี้ เราพูดคุยกับอาจารย์อารยาเกี่ยวกับแนวทางการจัดนิทรรศการ เมื่อครั้งที่อาจารย์ลงมาที่กรุงเทพฯ ตอนเริ่มทำงานด้วยกันมาประมาณหนึ่งเดือนนึง ซึ่งเขารู้ว่า เรากลับไปศึกษางานเขาเยอะมากๆ แม้กระทั่งวิทยานิพนธ์ของเราก็ใช้มีการอ้างอิงถึงผุดเกิดมาลาร่ำ อาจารย์จึงเซนต์ด้านในปกไว้ว่า

เอิร์ธ (ณัฐดนัย ทรงศรีวิลัย) เอาความหนักในอดีต มาสู่มือ-ใจอีกหน แต่หวังว่าความช้ำจากการอ่านซ้ำจะนำไปสู่ บางสิ่งส่วนในวันข้างหน้า
รอนะ
15 มิ.ย 68
เขียนจากหนังสือ ช้ำในเล่ม แต่บ่มในใจ
ในรู้สึก
ขอบคุณนะ

“ผมคิดกับคำว่าความ ‘หนักในอดีต’ กับ ‘ความช้ำจากการอ่านซ้ำ’ เยอะมาก ว่าอดีตของงานเขียน มันจะสามารถพาเราไปถึงไหนได้บ้าง เลยเอาคำลงท้ายว่า ‘บางสิ่งส่วนในวันข้างหน้า’ มาใช้เป็นชื่อของนิทรรศการในที่สุด”

Photos courtesy of 100 Tonson Foundation