วันที่ 2 พฤษภาคม 2025 ที่ผ่านมา กระทรวงวัฒนธรรม ร่วมกับ จังหวัดภูเก็ต ในฐานะเจ้าภาพในการจัดงานมหกรรมศิลปะร่วมสมัยนานาชาติครั้งที่ 4 ของประเทศไทย หรือ Thailand Biennale, Phuket 2025 ได้จัดแถลงข่าวและเปิดตัว ผู้อำนวยการฝ่ายศิลป์และภัณฑารักษ์ (Artistic Director) อริญชย์ รุ่งแจ้ง และ David Teh พร้อมด้วยภัณฑารักษ์ทั้ง 2 คน ได้แก่ มาริสา พันธรักษ์ราชเดช และ Hera Chan โดยกำหนดให้โครงการมหกรรมศิลปะร่วมสมัยนานาชาติครั้งนี้ จัดขึ้นระหว่างเดือนธันวาคม 2568 ถึงเมษายน 2569

อริญชย์ รุ่งแจ้ง เปิดเผยถึงแนวคิดหลัก (Theme) ของมหกรรมศิลปะร่วมสมัยครั้งนี้ภายใต้ชื่องาน ‘นิรันดร์กัลป์’ อันมีที่มาจากการได้เข้ามาสำรวจเรื่องราวต่างๆของภูเก็ต ทั้งในมิติของศิลปวัฒนธรรม ธรรมชาติ ชีวิต ผู้คน และสิ่งแวดล้อม จึงได้กำหนดกรอบแนวคิดหลักของการจัดงานคือ Eternal Kalpa หรือ นิรันดร์กัลป์ โดยมุ่งให้เกิดความคำนึงถึงเรื่องความสัมพันธ์ที่สมดุลระหว่างมนุษย์กับสิ่งแวดล้อม การตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างรอบคอบ และการเชื่อมโยงจังหวะชีวิตประจำวันของมนุษย์ให้เข้ากับการเคลื่อนไหวอันกว้างใหญ่ไร้กาลเวลาของจักรวาล เพื่อก้าวไปสู่อนาคตที่กลมกลืนและยั่งยืนยิ่งขึ้น

Thailand Biennale 2025 ภายใต้ชื่องาน ‘นิรันดร์กัลป์’ มุ่งสำรวจความสัมพันธ์อันยั่งยืนระหว่างมนุษย์และธรรมชาติ จากความท้าทายของการอยู่ร่วมกันและความเปราะบางของโลกธรรมชาติ ที่มีผลจากการกระทำอันปราศจากความเคารพและไม่คำนึงถึงความยั่งยืน ผ่านเทคโนโลยี การใช้ทรัพยากร ความเสื่อมโทรมของระบบนิเวศ และการฉกฉวยประโยชน์ผ่านระบบทุนนิยม โดยนำเสนอแนวคิดของ ‘เวลา’ ที่มีเป้าหมายให้ผู้ชมได้ซาบซึ้งชื่นชมกับเวลาที่แตกต่าง การเคารพจังหวะชีวิตที่หลากหลายของสิ่งมีชีวิต คำนึงถึงความยั่งยืนและความเห็นอกเห็นใจในการพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ และธรรมชาติ ที่อยู่บนพื้นฐานของความรัก

ในส่วนของการดำเนินงานที่ผ่านมา ทีมภัณฑารักษ์ได้มีการลงพื้นที่เพื่อศึกษาศักยภาพความพร้อมของพื้นที่ในจังหวัดภูเก็ต ที่มีความพร้อมและศักยภาพที่เหมาะสมสำหรับการจัดงานมหกรรมศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ Thailand Biennale, Phuket 2025 โดยแบ่ง 3 โซนหลัก ครอบคลุม ทั้ง 3 อำเภอ ของจังหวัดภูเก็ต และขณะนี้ได้มีการพูดคุยในรายละเอียดการดำเนินงานร่วมกันของพื้นที่ต่าง ๆ ไปบ้างแล้ว รวมถึงมีการนำศิลปินบางส่วนลงพื้นที่แล้วเช่นเดียวกัน

(ซ้าย) Hera Chan, อริญชย์ รุ่งแจ้ง, David Teh และ มาริสา พันธรักษ์ราชเดช ทีมภัณฑารักษ์จัดงานมหกรรมศิลปะร่วมสมัย Thailand Biennale, Phuket 2025
ที่มา : สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย (สศร.) ในสังกัดกระทรวงวัฒนธรรม

โจทย์ใหญ่ของมหกรรมศิลปะในครั้งนี้ คือ การที่ศิลปินจะต้องนำเสนอการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะที่เกิดจากการสนทนาร่วมกับพื้นที่สิ่งแวดล้อมทั้งในเชิงวัฒนธรรมและในเชิงกายภาพ กล่าวคือ การใช้งานศิลปะเป็นสื่อกลางในการนำเสนอภาพแทนของสถานที่จัดแสดง ณ พื้นที่นั้นๆ ซึ่งนับว่าโจทย์ดังกล่าวได้กลายเป็นมาตรฐานสำคัญและเป็นจุดแข็งที่ Thailand Biennale เคยสร้างเอาไว้ในอดีตที่ผ่านมา

ทางด้าน David Teh ผู้อำนวยการฝ่ายศิลป์และภัณฑารักษ์ แสดงทัศนะที่มีต่อศักยภาพของจังหวัดภูเก็ตในการเป็นจังหวัดเจ้าภาพในจัดมหกรรมศิลปะร่วมสมัยเอาไว้ได้อย่างน่าสนใจ เริ่มจากการที่ภูเก็ตแห่งนี้เป็นจังหวัดที่แทบจะไม่มีพื้นที่ของศิลปะร่วมสมัยปรากฏให้เห็นหรือเป็นที่รู้จักอย่างเด่นชัด แต่ด้วยประวัติศาสตร์ของภูเก็ต ซึ่งแต่เดิมนั้นคือ เมืองอุตสาหกรรมเหมืองแร่ขนาดใหญ่ก่อนจะกลายมาเป็นเมืองท่องเที่ยวอย่างที่ผู้คนทั่วไปรู้จักกันในปัจจุบัน การพัฒนาของพื้นที่จากเหมืองแร่ดีบุกเก่าถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยว ทั้งรีสอร์ต สนามกอล์ฟ รวมถึงโกดังสินค้าสำหรับปล่อยเช่า บ้างก็ปล่อยให้เป็นพื้นที่รกร้าง แสดงให้เห็นว่า ภูเก็ตเองก็มีพื้นที่ที่น่าสนใจมากเพียงพอ ที่ทางทีมภัณฑารักษ์จะสามารถเข้ามาใช้สร้างกิจกรรมจนเกิดพื้นที่ทางศิลปะได้ในอนาคต

ขณะที่ อริญชย์ รุ่งแจ้ง ผู้อำนวยการฝ่ายศิลป์และภัณฑารักษ์อีกท่านหนึ่งยังได้ขยายความถึง ความสนใจของเขาที่มีต่อภูเก็ต นั่นคือ การกลายสภาพ (transformation) ของภูเก็ตจากเมืองอุตสาหกรรมมาสู่เมืองท่องเที่ยว ภายใต้แผนการพัฒนาเมืองที่มิใช่ ‘เมืองศิลปวัฒนธรรม’ ทว่า ลักษณะของศิลปวัฒนธรรมกลับปรากฏขึ้นตามชุมชนที่ผู้คนจากหลายแหล่งที่มาได้โยกย้ายถิ่นฐานเข้ามา (หรือตั้งรกรากอยู่ก่อนแล้ว) เช่น สิ่งปลูกสร้างและศาสนสถานต่างๆที่กระจายตัวอยู่ทั่วทั้งจังหวัด แสดงให้เห็นถึงความหลากหลายทางวัฒนธรรมที่ผสมผสานอยู่ร่วมกันได้อย่างน่าสนใจ นำมาสู่คำถามของคณะทำงานที่ว่า “เราจะนำงานศิลปะมาใช้ภายใต้อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวได้อย่างไร?”

การหาพื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับงานศิลปะร่วมสมัย

ย้อนกลับไปยังคำพูดของทีมภัณฑารักษ์ที่ว่า ‘ภูเก็ตไม่มีพื้นที่ของศิลปะร่วมสมัยอย่างเป็นทางการ’ สะท้อนให้เห็นว่า พื้นที่จัดแสดงผลงานที่มีอยู่ในภูเก็ตนั้น ยังไม่อยู่ในระดับมาตรฐานที่ควรจะเป็น และ ยังมีไม่พอเพียงที่จะรองรับงานศิลปะร่วมสมัยที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตได้

เนื่องมาจากลักษณะของงานศิลปะร่วมสมัยในปัจจุบันได้ขยับขยายออกไปไกลเกินกว่าการนำชิ้นงานประติมากรรมจัดวางอยู่บนแท่นสี่เหลี่ยม หรือ การห้อยแขวนกรอบรูปไว้บนผนัง ซึ่งเป็นเพียงแค่รูปแบบที่คนทั่วไปคุ้นชิน หากแต่ยังมีงานศิลปะ installation art ที่ต้องตั้งอยู่ในห้องโถงขนาดใหญ่ video art และ sound art ที่จำเป็นจะต้องมีห้องซึ่งติดตั้งระบบเสียงเช่นเดียวกับโรงภาพยนตร์ระดับสากลคอยรองรับ ยังไม่รวมไปถึงงาน site-specific art ซึ่งจำเป็นที่จะต้องจัดแสดงอยู่ในพื้นที่เฉพาะนั้นๆ

แน่นอนว่า การมีพื้นที่ white cube (ห้องจัดแสดงผลงานในแกลเลอรี่และพิพิธภัณฑ์ศิลปะ) ที่ผู้คนทั่วไปรู้จักอย่างหอศิลป์ร่วมสมัยภูเก็จ (Phuket Contemporary Art Gallery) นั้นย่อมไม่เพียงพอต่อการจัดแสดงงานศิลปะทั้งหมดอย่างที่กล่าวมา เมื่อเทียบกับกรณีของหอศิลป์ร่วมสมัยเมืองเชียงราย (CIAM) ซึ่งถูกสร้างขึ้นไว้สำหรับเป็นพื้นที่รองรับการจัดแสดงผลงานมหกรรมศิลปะ Thailand Biennale 2023 โดยเฉพาะ

ที่มา : สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย (สศร.) ในสังกัดกระทรวงวัฒนธรรม

เปลี่ยนพื้นที่ส่วนบุคคลไปสู่พื้นที่สาธารณะ

ลองจินตนาการภาพของอาคารหลังเก่าที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นแหล่งรวมความบันเทิงของคนในพื้นที่ ทั้งโรงภาพยนตร์ stand alone ลานโบว์ลิ่ง ห้างสรรพสินค้า ทว่าในปัจจุบันกลับถูกปล่อยทิ้งร้าง เสื่อมโทรมไปตามกาลเวลา รอเวลาที่จะมีนักธุรกิจผู้มั่งมีเข้ามาประกอบธุรกิจบางอย่าง ศิลปะร่วมสมัยจึงจะต้องเข้ามามีบทบาทในการเข้ามาทำให้สถานที่เหล่านี้ กลับมามีชีวิตอีกครั้ง ยกตัวอย่างเช่นการสร้างสถานการณ์หรือปรับปรุงบริบทดั้งเดิมให้กลายเป็นพื้นที่สาธารณะที่ผู้คนจะสามารถเข้ามาทำกิจกรรมและสร้างบทสนทนาร่วมกัน

สิ่งที่กล่าวไว้ข้างต้นนั้น ได้ถูกพิสูจน์มาแล้วเช่นกรณีของเวนิสเบียนนาเล่ ที่ริเริ่มงานมหกรรมครั้งแรกในปี 1895 จนถึง มหกรรมครั้งล่าสุด 2024 ตลอดระยะเวลากว่า 130 ปี งานศิลปะร่วมสมัยได้ทำให้นครแห่งสายน้ำกลายมาเป็นเมืองแห่งศิลปะ ที่ทุกๆ 2 ปี ก็จะต้องมีนักท่องเที่ยวแวะเวียนเข้ามาเยี่ยมชมผลงานเหล่านั้นปีละหลายล้านคน

เพื่อตอบสนองต่อแนวคิดดังกล่าว การจัดแสดงผลงานให้อยู่ไว้พื้นที่ white cube จึงมิใช่แนวทางที่สามารถตอบสนองต่อความต้องการของทีมภัณฑารักษ์ได้เป็นที่แน่นอน การเลือกเฟ้นหาสถานที่ที่เหมาะสมจึงเป็นความท้าทายอย่างยิ่งที่ทีมภัณฑารักษ์จะต้องเผชิญ แม้จะมีการนำเสนอโครงการจากเทศบาล หน่วยงานราชการของจังหวัดให้ทางทีมภัณฑารักษ์ได้พิจารณาในการใช้สถานที่เพื่อจัดแสดงงานศิลปะ แต่ก็เป็นที่แน่นอนว่าสถานที่เหล่านั้นย่อมมีไม่เพียงพอ หรือ อาจติดเงื่อนไขบางประการซึ่งเกี่ยวโยงถึงระเบียบราชการที่จะทำให้การดำเนินงานทั้งหมดต้องล่าช้า

นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาไปตามสถานที่ในจังหวัดภูเก็ตที่ดูจะเหมาะสมกับแนวทางการจัดแสดงผลงานส่วนใหญ่ล้วนแล้วแต่เป็นสถานที่ที่มีภาคเอกชนเป็นเจ้าของ และการเข้าไปขอใช้พื้นที่ส่วนบุคคลของกลุ่มธุรกิจจึงนับว่ามิใช่เรื่องง่าย แม้ว่าการทำข้อตกลงสำหรับการขอใช้พื้นที่ในการประกอบกิจกรรมต่างๆ จะสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี แต่สิ่งที่ภัณฑารักษ์จะต้องคำนึงต่อมานั่นคือ การวางแผนพัฒนาพื้นที่เหล่านั้น ตั้งแต่ต้นจนถึงการส่งมอบพื้นที่คืนให้แก่เจ้าของภายหลังจากมหกรรมศิลปะครั้งนี้สิ้นสุดลง แน่นอนว่าทั้งหมดนั้นล้วนแล้วแต่ต้องใช้งบประมาณจำนวนมหาศาล การจัดสรรงบประมาณอย่างเหมาะสม จึงมิใช่เรื่องของทุ่มงบประมาณให้กับสถานที่ใดสถานที่หนึ่งมากจนเกินไป เพราะเงินทุกบาททุกสตางค์นั้นคือ เงินภาษีของประชาชน

อย่างไรก็ตาม นับว่าโชคดีที่การตระเตรียมมหกรรมศิลปะร่วมสมัยในครั้งนี้ ได้การรับสนับสนุนและความร่วมมือจากภาคเอกชนเจ้าของพื้นที่เป็นจำนวนมาก ซึ่งนับว่าเป็นกำลังหลักสำคัญของ Thailand Biennale, Phuket นี้ เพราะลำพังแล้ว การสนับสนุนงบประมาณจากภาครัฐเพียงอย่างเดียวนั้น ย่อมไม่เพียงพอที่จะสามารถทำให้มหกรรมศิลปะนี้เกิดขึ้นได้ (อย่างมีคุณภาพในระดับสากล)

ลิขสิทธิ์ กรรมสิทธิ์ และมรดกทางศิลปวัฒนธรรม

อาจกล่าวได้ว่า ในปัจจุบันความเข้าใจด้านลิขสิทธิ์กับงานศิลปะของคนไทยยังมีความคลาดเคลื่อนอยู่ค่อนข้างมาก เห็นได้จาก เหตุการณ์เมื่อครั้งที่ภาพของการรื้อถอนผลงานศิลปะที่เคยอยู่จัดแสดงอยู่ใน Thailand Biennale, Chiang Rai ซึ่งถูกทำลายจนไม่สามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้อีกต่อไป ถูกเผยแพร่ผ่านโลกอินเตอร์เน็ต เป็นเหตุให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์แนวทางของการทำงานของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมด

ต่อมาจึงได้มีการชี้แจงจากฟากฝั่งของศิลปิน ว่าด้วยข้อตกลงของผลงานศิลปะแต่ละชิ้น ซึ่งมีการร่างสัญญาที่แตกต่างกันไปในแต่ละกรณี เช่น กรณีการรื้อถอนผลงานของ ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว (2023) โดย โทเบียส เรห์แบร์เกอร์ เป็นการรื้อถอนผลงานที่เป็นไปตามระเบียบราชการ ซึ่งเกิดจากการทำข้อตกลงในการสร้างงานระหว่างศิลปินเจ้าของผลงานกับสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย (สศร.) ในสังกัดกระทรวงวัฒนธรรม มิใช่การทำข้อตกลงในลักษณะของการจัดจ้าง/ซื้อลิขสิทธิ์ให้สร้างผลงานชิ้นนี้แบบติดตั้งถาวร หากแต่เป็นการยืมลิขสิทธิ์ผลงานมาจัดแสดงในช่วงระยะเวลาของมหกรรมศิลปะเท่านั้น และต้องทำการรื้อถอนเมื่อมหกรรมศิลปะนี้สิ้นสุดลง ข้อตกลงนี้จึงมีวัตถุประสงค์ในการรักษาผลประโยชน์ทางลิขสิทธิ์ของศิลปินเจ้าของผลงาน และป้องกันการแสวงหาผลประโยชน์ในภายหลัง

ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว (2023) โดย โทเบียส เรห์แบร์เกอร์

เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ที่ซ้ำรอย จึงเป็นหน้าที่ของศิลปินและภัณฑารักษ์ที่จะต้องวางแนวทางและทำหน้าที่ส่งต่อความเข้าใจทางด้านกรรมสิทธิ์ของงานศิลปะให้แก่คนทั่วไปเพื่อสร้างความเข้าใจให้ตรงกันว่า เมื่อมหกรรมศิลปะ Thailand Biennale, Phuket นี้สิ้นสุดลง ผลงานศิลปะแต่ละชิ้นจะมีชะตากรรมเป็นอย่างไร ทางทีมภัณฑารักษ์จึงได้วางแนวทางการแก้ปัญหาเอาไว้ 2 ส่วน ดังนี้

แนวทางแรก สำหรับชิ้นงานที่ตั้งอยู่บนพื้นที่สาธารณะ เช่น งานประติมากรรม หรือ งานที่มีลักษณะติดตั้งถาวร จะถูกส่งมอบสถานะความเป็นเจ้าของให้แก่ทางเทศบาลเมืองเป็นผู้ทำหน้าที่เข้ามารับช่วงต่อในการดูแลผลงานเหล่านั้น ซึ่งจะต้องมีการร่างสัญญาที่เป็นลายลักษณ์อักษรอย่างเป็นกิจลักษณะ ครอบคลุมไปถึงเรื่องของงบประมาณในการบำรุงรักษาความเสียหายของชิ้นงาน ซึ่งจะต้องเกิดการชำรุดทรุดโทรมไปตามเวลา ทั้งนี้การตัดสินใจทั้งหมดจึงขึ้นอยู่กับความเห็นชอบของเทศบาลเมืองเป็นสำคัญ มิใช่การยัดเยียดหรือผลักภาระหน้าที่ให้แก่หน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งแต่อย่างใด

แนวทางที่ 2 สำหรับชิ้นงานศิลปะที่จัดแสดงอยู่ในพื้นที่ของเอกชน สถานะของงานศิลปะจะอยู่ในลักษณะของงานว่าจ้าง (commission art) กล่าวคือ ผลงานศิลปะเหล่านั้นมีผู้ว่าจ้างเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ (เจ้าของพื้นที่) ตั้งแต่ต้น และเพื่อหลีกเลี่ยงข้อครหาด้านการจัดสรรงบประมาณส่วนรวมที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต ผู้ว่าจ้างของชิ้นงานแต่ละชิ้นจะเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายด้วยตนเองทั้งหมด โดยไม่มีงบประมาณจากส่วนราชการเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องแต่อย่างใด

สุดท้าย ภัณฑารักษ์ทั้งสองยังได้พูดถึงบทบาทของตน ในฐานะผู้อำนวยการฝ่ายศิลป์และภัณฑารักษ์ เอาไว้อย่างน่าสนใจ ซึ่งในฐานะของคนทำงานศิลปะที่ไม่ได้มีหน้าที่ในการรับผิดชอบ หรือ มีอำนาจใดๆในการควบคุมองคาพยพต่างๆ ต่อแผนพัฒนาทางศิลปวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน

สิ่งที่พวกเขาทำได้นั่นคือ การเสนอแนวคิดในการพัฒนาทุนทางวัฒนธรรมท้องถิ่นโดยใช้งานศิลปะร่วมสมัยเป็นเครื่องมือ และสำหรับตัวของมหกรรมศิลปะร่วมสมัยเอง ก็นับเป็นเครื่องมือที่ดีสำหรับการเริ่มต้นสร้างสรรค์จินตนาการใหม่ๆ ที่จะช่วยส่งมอบประสบการณ์อันหลากหลายซึ่งเกี่ยวโยงไปพื้นที่ทางวัฒนธรรมภายในของภูเก็ตแห่งนี้