ศิลปิน Atom Pavarit x MY MAYO x Chickenmew  // Plural Designs

Jirawut Ueasungkomsate // SALAD KHAEK // Na Dol x Sonjai House

คัดสรร โดย Sonjai House (สนใจ เฮ้าส์)

BANGKOK DESIGN WEEK 2026

29 มกราคม – 8 กุมภาพันธ์ 2569 ห้างนิวเวิลด์ บางลำพู

ภาพถ่ายโดย FINE ART MAGAZINE

บางลำพู คือย่านที่ประกอบขึ้นจากผู้คน เรื่องราว และจังหวะชีวิตที่ทับซ้อนกันมาอย่างยาวนาน จากชุมชนริมคลอง สู่พื้นที่การค้า การเดินทาง ความเชื่อ และวัฒนธรรมร่วมสมัย บางลำพูไม่เคยหยุดนิ่ง หากเปลี่ยนแปลงไปพร้อมกับเมืองและผู้คนในแต่ละช่วงเวลา

8+1 Circuit of Stories ชวนผู้ชมมองบางลำพูผ่านสายตาของศิลปินทั้งห้ากลุ่ม ซึ่งต่างเลือกหยิบยกมุมมอง ประเด็น และความสนใจของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องพื้นที่ ความทรงจำ แรงงาน สายน้ำ ศรัทธา หรือภาพถ่าย มานำเสนอในรูปแบบร่วมสมัย แม้แต่ละผลงานจะเล่าเรื่องต่างกัน แต่เมื่อเดินผ่านไปตามเส้นทางของนิทรรศการ เรื่องราวเหล่านี้จะค่อย ๆ เชื่อมโยงกันจนเกิดเป็นภาพของบางลำพูที่หลากหลาย ซับซ้อน และมีชีวิต

การจัดแสดงเกิดขึ้นภายใน ห้างนิวเวิลด์ บางลำพู อาคารที่เคยเป็นศูนย์กลางของผู้คนในอดีต พื้นที่ซึ่งเคยเต็มไปด้วยการสัญจร การค้า และชีวิตประจำวัน ก่อนจะกลายเป็นพื้นที่แห่งความทรงจำในปัจจุบัน ห้างนิวเวิลด์จึงไม่ใช่เพียงฉากรองรับงานศิลปะ หากเป็นส่วนหนึ่งของเนื้อหา เป็นพื้นที่ที่เรื่องราวของบางลำพูยังคงสะท้อนและก้องอยู่

เมื่อก้าวเข้าสู่นิทรรศการนี้ ผู้ชมกำลังเดินเข้าสู่บทสนทนาระหว่างอดีต ปัจจุบัน และสิ่งที่กำลังเปลี่ยนแปลง—บทสนทนาที่เปิดให้รับฟังบางลำพู ผ่านมุมมองของศิลปิน และผ่านประสบการณ์ของคุณเอง

Stories path by Atom Pavarit x MY MAYO x Chickenmew

Stories path ถูกพัฒนาจากการทำงานร่วมกันของศิลปินนักออกแบบรุ่นใหม่สามคน ได้แก่ Atom Pavarit x MY MAYO x Chickenmew โดยใช้สัญญะและอัตลักษณ์ของย่านบางลำพูเป็นฐานในการอ่าน ตีความ และแปลความหมายให้ร่วมสมัย เพื่อเชื่อมโยงอดีตกับปัจจุบัน และเปิดพื้นที่ให้ผู้ชม—โดยเฉพาะผู้มาเยือนย่าน—ได้ทำความเข้าใจบางลำพูในมิติที่ลึกกว่าภาพจำของย่านการค้าและการท่องเที่ยว

ผู้ชมจะพบผลงานนี้เป็นชิ้นแรกทันทีเมื่อขึ้นบันได เปรียบเสมือน “ประตูทางเข้า” สู่เรื่องราวและประสบการณ์ของพื้นที่ถัดไป ตัวงานออกแบบด้วยผ้าโปร่งพิมพ์ลวดลาย แขวนสลับกันเป็นวงกลมสามวงตั้งอยู่ตรงกลางพื้นที่ วงกลมเหล่านี้ไม่ได้ทำหน้าที่กำหนดลำดับหรือขีดเส้นแบ่ง หากเป็นโครงสร้างเชิงจังหวะที่ชวนให้ผู้ชมค่อย ๆ ก้าวเข้าสู่เรื่องราว

ความบางและความโปร่งของผ้า ทำหน้าที่ทั้งปกปิดและเปิดเผยพื้นที่ด้านในไปพร้อมกัน ผู้ชมสามารถมองเห็นภาพ เงา และการเคลื่อนไหวของงานถัดไปได้อย่างเลือนราง ราวกับการมองผ่านชั้นความทรงจำ ช่องว่างระหว่างผ้าม่านเปิดให้เดินเข้าออกได้ทุกทิศทาง ไม่มีจุดเริ่มต้นหรือจุดสิ้นสุดตายตัว การรับรู้จึงเกิดขึ้นอย่างอิสระ สอดคล้องกับวิธีที่ผู้คนรับรู้บางลำพูผ่านเศษเสี้ยวของภาพ เสียง เรื่องราว และความรู้สึก

Stories path จึงไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงพื้นที่จัดแสดง หากเป็นจุดเปลี่ยนผ่าน ที่เชื้อเชิญให้ผู้ชมชะลอจังหวะ ก้าวข้ามจากโลกภายนอก เข้าสู่การรับฟังเมือง ผ่านร่างกาย ความรู้สึก และความทรงจำของตนเอง ก่อนจะเดินต่อไปยังเรื่องราวอื่น ๆ ที่รออยู่ภายใน

Stories path by Atom Pavarit x MY MAYO x Chickenmew
ทวิวารี – The Flow โดย Plural Design

เมื่อก้าวผ่าน Stories path เข้ามา ผู้ชมจะพบกับพื้นที่จัดแสดงหลักอีกสามแห่ง เริ่มต้นกับ ทวิวารี – The Flow โดย Plural Design ที่เลือกใช้ “สายน้ำ” เป็นแกนกลางของการเล่าเรื่อง เพื่อเชื่อมโยงผู้คน ความทรงจำ และพื้นที่ของย่านบางลำพูเข้าด้วยกัน

พื้นที่จัดแสดงถูกออกแบบให้โค้งตามแนวโถงกลางของห้างนิวเวิลด์ ล้อไปกับเส้นโค้งของคลองบางลำพูในเชิงสัญลักษณ์ เกิดเป็นพื้นที่กึ่งเปิดกึ่งปิดที่ผู้ชมสามารถเดินผ่าน เชื่อมต่อ และเคลื่อนไหวไปพร้อมกับงานได้ ขณะเดียวกันก็มีบางจุดที่เชื้อเชิญให้หยุดนิ่ง เพื่อรับฟังและพิจารณาเรื่องราวจากข้อมูลที่ศิลปินถ่ายทอดผ่านวิดีโอ

Plural Design นำเสนอคลองบางลำพูผ่านการแปลงรูปเป็น “ม่านน้ำ” ซึ่งทำหน้าที่เป็นทั้งสื่อและพื้นที่ เป็นเส้นแบ่งที่ไม่แยกขาด หากเปิดให้เกิดการมองผ่าน การรับรู้ และปฏิสัมพันธ์ร่วมกัน แสง เสียง และภาพที่ไหลผ่านม่านน้ำ สะท้อนพลวัตของบางลำพูในฐานะพื้นที่ที่ยังมีชีวิต

ภายในพื้นที่เดียวกัน ยังมีการใช้อิฐแดงทำมือในการสร้าง “สะพาน” ที่ทำหน้าที่เป็นทางเชื่อมต่อระหว่างส่วนต่างๆ ของการจัดแสดง สะพานอิฐนี้อ้างอิงถึงการจำลองฐานแปดเหลี่ยมของป้อมพระสุเมรุ โครงสร้างสำคัญที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของระบบป้องกันเมือง อิฐแดงที่ใช้ไม่เพียงเป็นองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรม หากยังเป็นตัวแทนของความทรงจำของย่าน เพราะในอดีต ชุมชนบางลำพูเคยเป็นแหล่งผลิตอิฐแดงสำหรับใช้ในการก่อสร้างป้อม กำแพง และโครงสร้างของเมือง ก่อนที่บทบาทดังกล่าวจะเลือนหายไปตามการเปลี่ยนแปลงของเวลา

การนำอิฐแดงทำมือกลับมาใช้อีกครั้งในบริบทของนิทรรศการ จึงเป็นการเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานของอดีตเข้ากับการรับรู้ร่วมสมัย อิฐที่เคยทำหน้าที่ค้ำจุนและปกป้องเมือง กลับมาทำหน้าที่เป็น “สะพาน” เชิงสัญลักษณ์ เชื่อมโยงผู้คน เรื่องราว และชั้นของความทรงจำเข้าด้วยกัน

คลองบางลำพูในอดีตมิได้เป็นเพียงทางระบายน้ำ แต่คือเส้นเลือดของย่าน เป็นพื้นที่สัญจร ค้าขาย และเครือข่ายชีวิตที่เชื่อมโยงเก้าชุมชนเข้าด้วยกัน การนำสายน้ำกลับมาในบริบทของสื่อร่วมสมัย จึงเป็นการตีความบทบาทของคลองใหม่ จากโครงสร้างพื้นฐานของเมือง สู่สื่อกลางที่ถ่ายทอดความเปลี่ยนแปลง ความทรงจำ และการเคลื่อนไหวของย่าน พร้อมชวนผู้ชมตั้งคำถามถึงบทบาทของสายน้ำ วัสดุ และพื้นที่สาธารณะในเมืองร่วมสมัย

ทวิวารี – The Flow โดย Plural Design
So we beat on, borne back ceaselessly into the past. เรายังคงรุดหน้า และถูกพัดพาคืนสู่อดีต โดย จิรวัฒน์ เอื้อสังคมเศรษฐ์

เลื่อนสายตามาสู่ใจกลางพื้นที่ ผู้ชมจะพบกับปล่องบันไดเลื่อนขนาดใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางความเงียบงันของห้างนิวเวิลด์ พื้นที่นี้เป็นที่ตั้งของผลงาน So we beat on, borne back ceaselessly into the past. เรายังคงรุดหน้า และถูกพัดพาคืนสู่อดีต ซึ่งเกิดขึ้นจากการสำรวจพื้นที่ของ จิรวัฒน์ เอื้อสังคมเศรษฐ์

ในระหว่างการเข้ามาศึกษาพื้นที่ ศิลปินได้ค้นพบว่าบริเวณนี้เคยเป็นพื้นที่พักอาศัยของแรงงานที่เข้ามาทำงานภายในห้าง ผู้คนเคยใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันเป็นชุมชนขนาดเล็ก ก่อนจะอพยพจากไปโดยไม่มีคำอธิบายที่ชัดเจน สิ่งที่หลงเหลืออยู่ไม่ใช่เพียงโครงสร้างของบ้านพักร้าง หากแต่เป็นร่องรอยของชีวิต—เสื้อผ้า กุญแจบ้าน ข้าวของในชีวิตประจำวัน—ที่ยังคงวางอยู่ราวกับเจ้าของเพียงแค่ออกจากบ้านไปชั่วคราว

ศิลปินหยิบยืมสิ่งที่ถูกทิ้งค้างเหล่านี้มาแปรเปลี่ยนเป็นภาพแทนของความทรงจำของย่านบางลำพู ความทรงจำที่อาจเลือนลาง ไม่ชัดเจน แต่ยังไม่เคยหายไปไหน เรื่องราวนี้ถูกวางคู่ขนานกับอีกความทรงจำหนึ่งของพื้นที่—หิ่งห้อย ที่ครั้งหนึ่งเคยเปล่งแสงอยู่ริมคลองบางลำพู ก่อนจะค่อย ๆ เลือนหายไปเมื่อแสงจากเมือง ความเจริญ และชีวิตกลางคืนเข้ามากลบซ้อน

งานไฟในพื้นที่เล่นกับ “ระยะ” และ “การรับรู้” ของผู้ชม แสงจะปรากฏหรือเลือนหาย ขึ้นอยู่กับตำแหน่งและความใกล้–ไกลของร่างกายผู้ชม เช่นเดียวกับความทรงจำที่ต้องการการเข้าไปใกล้พอจึงจะมองเห็น แสงในผลงานนี้จึงไม่ใช่เพียงแสงทางกายภาพ หากคือแสงของชีวิต แรงงาน และชุมชนที่เคยมีอยู่—แสงที่แม้จะเลือนลาง แต่ยังคงรอให้ใครสักคนเดินเข้าไปใกล้พอ…เพื่อรับรู้ถึงการมีอยู่ของมัน

So we beat on, borne back ceaselessly into the past. เรายังคงรุดหน้า และถูกพัดพาคืนสู่อดีต โดย จิรวัฒน์ เอื้อสังคมเศรษฐ์
SALAD KHAEK

ถัดมาผู้ชมจะพบกับพื้นที่กึ่งปิดที่ถูกโอบล้อมด้วยม่านบางสีเขียว แสงที่ลอดผ่านเนื้อผ้าดึงดูดสายตาและกระตุ้นความอยากรู้อยากเห็น ราวกับเชื้อเชิญให้ก้าวเข้าสู่บรรยากาศที่เปลี่ยนจากความเงียบงัน สู่พื้นที่ของการรับฟังและใคร่ครวญ

พื้นที่นี้คือ พื้นที่กึ่งศักดิ์สิทธิ์ : เรื่องเล่าของศรัทธาผูกพัน โดยกลุ่ม SALAD KHAEK ซึ่งมิได้เป็นการสร้างพื้นที่สักการะจำลอง หากเป็นพื้นที่คั่นกลางระหว่างความเชื่อและความทรงจำ ที่เรื่องราวของผู้คนหลากหลายศรัทธาในย่านบางลำพูไหลมาบรรจบกัน บางลำพูเป็นย่านที่วัด ศาลเจ้า และมัสยิดตั้งอยู่ในระยะที่ผู้คนเดินถึงกันได้ในชีวิตประจำวัน ความศรัทธาจึงไม่แยกขาดจากชีวิตเมือง หากหลอมรวมอยู่ในวิถีของผู้คน

ท่ามกลางโครงสร้างคอนกรีตและซากอุตสาหกรรมของห้างร้าง พื้นที่นี้ทำหน้าที่เป็นดั่งร่องรอยของการไหลเวียนผู้คนในอดีต ศิลปินเลือกใช้ “ล็อกเก็ต” หรือจี้ตลับ เป็นตัวกลางของเรื่องเล่า วัตถุเล็ก ๆ ที่บรรจุทั้งความศรัทธา ความทรงจำ และงานฝีมือของช่างทองในชุมชนมุสลิมย่านบางลำพู—ช่างที่แม้จะนับถือศาสนาอิสลาม แต่ผลงานกลับห่อหุ้มความเชื่อของผู้คนหลากหลายศาสนามาอย่างยาวนาน

ล็อกเก็ตถูกจัดวางเป็นเสมือนภาชนะของความหมาย เปิดให้เรื่องราวซ้อนทับกัน ผู้ชมสามารถมองผ่านกรอบเหล่านี้ ราวกับมองผ่านชั้นของกาลเวลาและความสัมพันธ์ระหว่างชุมชน พื้นที่กึ่งศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้จึงไม่ได้เชิญชวนให้สักการะ หากชวนให้รับฟังและรับรู้ถึงการอยู่ร่วมกันของความเชื่อ—ความศักดิ์สิทธิ์ที่อาจไม่ได้อยู่ในศาสนสถาน หากแฝงอยู่ในความสัมพันธ์ของผู้คนที่ยังคงดำรงอยู่ร่วมกันในย่านบางลำพูจนถึงปัจจุบัน

SALAD KHAEK
Na Dol x Sonjai House

พื้นที่จัดแสดงสุดท้ายพาผู้ชมเดินออกจากกลุ่มผลงานทั้งสี่ ไปยังอีกมุมหนึ่งของอาคาร เพื่อย้อนกลับไปมองบางลำพูผ่านภาพถ่าย ในผลงาน ภาพถ่าย ความทรงจำ และบางลำพูที่เปลี่ยนไป โดย Na Dol x Sonjai House

การจัดแสดงใช้การฉายภาพลงบนจออะคริลิกกึ่งทึบแสง ทำให้ภาพปรากฏให้เห็นได้จากทั้งสองด้าน ด้านหนึ่งคือภาพในมุมมองที่ถูกต้อง ขณะที่อีกด้านเผยให้เห็นภาพในมุมกลับหรือสลับทิศทาง แม้การรับรู้จะแตกต่างกัน แต่ทั้งสองด้านต่างบอกเล่าเรื่องราวของชีวิตที่เคยเกิดขึ้นจริงในย่านบางลำพู—บ้านเรือน ชุมชน แรงงาน ริมคลอง และวิถีชีวิตธรรมดา ๆ ก่อนการเปลี่ยนแปลงจะเข้ามากำหนดจังหวะใหม่ของพื้นที่

ภาพถ่ายในพื้นที่นี้ทำหน้าที่โอบอุ้มความทรงจำของย่านไว้ พร้อมกันนั้นก็เผยให้เห็นการเลือนหายของช่วงเวลา เมื่อผู้ชมเคลื่อนไหวไปรอบจอ ภาพในอดีตจะค่อย ๆ เปลี่ยนตำแหน่งการรับรู้ ชวนตั้งคำถามถึงบางลำพูในฐานะพื้นที่ที่เคยเป็น กำลังเป็น และกำลังจะกลายเป็นอะไรต่อไป ภาพถ่ายจึงไม่ได้เป็นเพียงบันทึกของอดีต หากเป็นพื้นที่ที่ความทรงจำของย่านยังคงมีที่ทาง ได้ถูกมองเห็น และยังคงส่องแสงอยู่ในปัจจุบัน

นิทรรศการบริเวณชั้นสองไม่ได้ชวนให้ผู้ชมมองบางลำพูผ่านภาพแทนเพียงด้านเดียว หากชวนให้เดิน ผ่าน หยุด ฟัง และรับรู้ย่านนี้ผ่านเศษเสี้ยวของเรื่องราว ความทรงจำ และชีวิตที่ซ้อนทับกันอยู่ในพื้นที่เดียวกัน

ตั้งแต่ทางเข้าในฐานะจุดเปลี่ยนผ่าน สายน้ำ แสงเลือนลาง พื้นที่กึ่งศักดิ์สิทธิ์ ไปจนถึงภาพถ่ายของอดีต การจัดแสดงทั้งหมดไม่ได้พยายามอธิบายบางลำพูให้ครบถ้วน หากเปิดพื้นที่ให้ผู้ชมได้สร้างความหมายของตนเอง ผ่านร่างกาย การเคลื่อนไหว และความรู้สึกระหว่างทาง

บางสิ่งอาจชัดเจน บางสิ่งอาจเลือนลาง บางเรื่องราวอาจปรากฏเพียงชั่วขณะก่อนจะจางหายไป แต่ทั้งหมดล้วนสะท้อนว่าบางลำพูไม่ใช่เพียงย่านการค้า หรือพื้นที่ท่องเที่ยว หากเป็นพื้นที่ที่ยังมีชีวิต มีความทรงจำ และยังคงเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

เมื่อก้าวออกจากพื้นที่นี้ ผู้ชมอาจไม่ได้พกคำตอบติดตัวไป แต่บางทีอาจพกจังหวะของเมือง ความรู้สึกบางอย่าง หรือคำถามเล็ก ๆ ที่ยังคงก้องอยู่—เช่นเดียวกับบางลำพู ที่ยังคงดำเนินอยู่ ระหว่างอดีต ปัจจุบัน และสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อไป

ไมยราบ โดย วิชญ์ พิมพ์กาญจนพงศ์

ปล. นอกจากผลงานบริเวณชั้น 2 ของพื้นที่ยังปรากฎ ไมยราบ เป็นผลงาน Kinetic Sculpture ชิ้นแรกของ วิชญ์ พิมพ์กาญจนพงศ์ สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2551 และจัดแสดงครั้งแรกที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC) ผลงานชิ้นนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการทำงานประติมากรรมเคลื่อนไหวที่ศิลปินพัฒนาต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

ภายหลังปี พ.ศ. 2565 วิชญ์หันมาสนใจกลไกการเคลื่อนไหวที่อาศัยเทคนิคเชิงกลและเรขาคณิตแบบดั้งเดิม โดยเฉพาะการใช้ตุ้มถ่วงน้ำหนักเพื่อลดการพึ่งพาไฟฟ้าและมอเตอร์ ไมยราบ (ฟ้อน) ในการจัดแสดงครั้งนี้จึงเป็นการปรับระบบกลไกใหม่ ให้ประติมากรรมสูงกว่า 8 เมตร ใช้พลังงานเพียง 100 วัตต์ต่อชั่วโมง สอดคล้องกับแนวคิดการเดินทางและการใช้พลังงานอย่างประหยัดของศิลปิน

ผลงานถูกติดตั้งถาวรในพื้นที่ห้างนิวเวิลด์ โดยในบริบทใหม่ แสงซึ่งเคยกระจายอยู่ในหลอดไฟจำนวนมาก จะถูกรวมศูนย์ผ่านดวงไฟขนาดใหญ่ที่ลอยอยู่กลางงาน เปรียบเสมือนหัวใจที่เต้นสอดประสานไปกับการเคลื่อนไหวของประติมากรรมทั้งชิ้น